มโนมยิทธิ ๒-นิพพานมีสภาพไม่สูญ

นิพพานมีสภาพไม่สูญ
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง)

นี่ก็มาวัดความเลวของผมอีก ผมก็เลวตามเดิม ความจริงผมเลวเรื่องนี้มานาน เรียกว่าฟังหลาย ๆ คนพูดกัน แม้แต่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ท่านก็พูดกันว่า นิพพานสูญ และตำราที่ผมเรียนก็ นิพพานสูญ ผมก็เลยแนะนำบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทว่า นิพพานสูญ และเวลาสอนนักเรียน ผมก็สอนว่า นิพพานสูญ เวลาผมเทศน์ ผมก็เทศน์ว่า นิพพานสูญ รวมความว่า ผมเลวถึงขั้นเต็มขั้น

แต่ต่อมา มาศึกษา ในพระกรรมฐาน จากพระผู้ใหญ่หลายท่าน ท่านยืนยันว่า “นิพพานไม่สูญ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านที่เปิดเผยหนัก หนักกว่าองค์อื่น ก็คือ “หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ” สมัยนั้นท่านยังเป็นหลวงพ่อสดอยู่ ยังไม่เป็นพระครู และก็ยังไม่เป็นถึงเจ้าคุณ

ผมไปหาท่าน ท่านก็บอกว่า “นิพพานไม่สูญ” และแถมท่านก็ยังพูดในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ นั่นคือ ท่านบอกว่า “เมื่อคืนนี้ ผมไปพระนิพพานมา พระนิพพานนี่ พระที่พระนิพพานนี่ มีร่างกายเป็นแก้วหมด”

เมื่อผมรับฟังจากท่านอย่างนั้น ก็คิดว่า ถ้าตัวเป็นแก้วจะเดินจะพูดได้ยังไง นี่ความเลวของผม อย่างนี้เขาเรียกว่า “อันธพาล” ทั้งโง่ ทั้งบอด คือ บอดไม่รู้ความจริงของพระนิพพาน

แต่ในที่สุดท่านก็แนะนำ ว่าการที่จะรู้จักนิพพานจริง ๆ เขาทำกันยังไง ก็นำแบบฉบับของท่านมาปฏิบัติประยุกต์กันกับแบบปฏิบัติที่ทำไว้แล้ว ผลที่สุด ผมก็ไปชนนิพพาน ตามที่หลวงพ่อสดท่านพูด แต่ในตอนนั้น ความมั่นใจมี แต่ ความมั่นคงยังไม่มี

มั่นใจว่า พระนิพพาน มีจริง แต่ ความมั่นคง คิดว่าคนอย่างเรา จะสามารถไป นิพพาน ในชาติใดชาติหนึ่งได้หรือไม่นั้น ไม่มี ด้วยมีความรู้สึกว่า ตัวเลวจริง ๆ มีความเลวมาก

ต่อมาเมื่อ ความมั่นคงของจิต เกิดขึ้น หลังจากตายจริง ๆ วาระที่สาม ไปพบนิพพานจริง ๆ จึงได้มี ความมั่นคงของจิต ว่าถ้าชาตินี้เราไปไม่ได้ ถ้าเราไม่ละความพยายาม ชาติใดชาติหนึ่งก็ต้องไปได้แน่

เหมือนกับเราเดินทางไกล เราเดินทางไกล ถ้าเราไม่ละการเดิน วันนี้ถึงตรงนี้ เราพัก หายเหนื่อย มีกำลัง มีทุน เราก็เดินทางต่อไป เหนื่อยที่ไหนพักที่นั่น พักแล้วหาทุนต่อไป สะสมทุนให้พอกับการเดินทาง เดินไปถึงช่วงไหน หมดทุน ก็หยุดที่นั่น สะสมทุนต่อไป ข้อนี้ฉันใด

แม้การปฏิบัติตนเพื่อไปพระนิพพานก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราค่อย ๆ สะสมความดี ทำลายความชั่ว อันดับแรก ทำลายโลภะ ความโลภก่อน เพราะทำลายง่าย ในเมื่อความโลภค่อย ๆ ลดตัวลง เมื่อความโลภหมด เราก็ทำลายความโกรธต่อไป เมื่อทำลายความโกรธได้ ก็ทำลายความหลงต่อไป

ถ้าชาตินี้ทำลายได้ไม่หมด เราก็หวังการทำลายชาติหน้าต่อไป เพราะว่ามีความมั่นใจว่า “ตายแล้ว มีสภาพไม่สูญ”

นิพพาน
ทำไมท่าน จึงบอกกันว่า นิพพานสูญ

ความจริงผมก็โง่ต่อไป คิดไม่ถึงว่าคนโง่ประเภทนั้นมี ไอ้ผมน่ะโง่มาแล้วและโง่คนเดียวไม่พอ สอนให้ลูกศิษย์ลูกหาโง่ด้วยว่า นิพพานสูญ และก็เทศน์ให้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทมีความเข้าใจว่า นิพพานสูญ

ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผมก็โง่ตามท่านโง่ ใครจะโง่ผมไม่ทราบ เพราะผมอ่านหนังสือ หนังสือนั้นไม่รู้ใครเขียน แต่ครูสอนนักธรรมของผม ท่านก็เลยเอามาสอนผมเหมือนกัน ผมไม่โทษว่าท่านโง่ เพราะว่าท่านสอนตามหนังสือ

การเห็นไม่เหมือนกันเพราะร่างกายแต่ละฝ่าย
มีความละเอียดหรือหยาบไม่เสมอกัน

การจะเห็นนิพพานเป็นของยาก บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท พึงเข้าใจตามนี้ว่า

ร่างกายของคน และร่างกายของสัตว์ มีความหยาบกว่า ผี มาก คำว่า ผี ก็หมายถึง สัมภเวสีบ้าง อสุรกายบ้าง เปรตบางจำพวกที่เบาอย่างปรทัตตูปชีวี เปรตพวกนี้เขามีร่างกายบางกว่าเรา

คนหรือสัตว์ ถ้าผี หรือเปรต หรืออสุรกาย ไม่ต้องการให้เห็น คนไม่สามารถจะเห็นได้เลย แต่ว่าเขาสามารถจะเห็นคนได้ นี่แสดงว่าเราหยาบกว่าเขา ตาของเราใช้อะไรไม่ได้

มาพูดถึง ผีก็ดี อสุรกายก็ดี เปรตก็ดี ก็มีร่างกายหยาบกว่า เทวดา ถามว่าเทวดาชั้นไหน ผมก็ต้องตอบว่า ตั้งแต่ภุมเทวดาขึ้นไป ท่านมีร่างกายละเอียดกว่าผี ท่านพวกนี้ ถ้าหากว่าท่านไม่ต้องการให้ผีเห็น ผีไม่สามารถจะเห็นท่านได้เลย

และสำหรับ เทวดา ก็มีร่างกายหยาบกว่า พรหม พรหมมีร่างกายละเอียดกว่า ถ้าพรหมไม่ต้องการให้เทวดาเห็น เทวดาก็ไม่สามารถจะเห็นได้เลย

สำหรับ พระอริยเจ้า มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ที่ไปนิพพานแล้ว มีร่างกายละเอียดกว่า พรหม ถ้าไม่ต้องการให้พรหมเห็น พรหมก็จะไม่สามารถเห็นได้เลย

นี่ตามคุณสมบัติร่างกายแต่ละฝ่าย มีความละเอียด หรือหยาบ ไม่เสมอกัน

การเห็นไม่เหมือนกัน
ขึ้นกับลีลาการปฏิบัติพระกรรมฐาน

ลีลาการปฏิบัติพระกรรมฐาน จะเป็นในรูปไหนก็ตาม ย่อมมีผลเสมอกัน คือว่า ถ้ามี “จิตสะอาดพอ” คำว่า จิตสะอาดพอ นี่ ต้องมีทั้ง ศีล ทั้ง สมาธิ ปัญญา

ศีลดี สมาธิดี ปัญญาดี และตัดความตระหนี่ได้ นั่นคือ ไม่มีความโลภ ทั้งหมดนี้ ถ้าดีจริง ๆ ก็ดีขั้นโลกีย์

ถ้าดีขั้นโลกีย์ ขนาดต่ำ จิตสะอาดขั้นนี้ สามารถจะเห็นเทวดาได้ แต่ไม่สามารถจะเห็นพรหมได้ ถ้าผู้ที่ปฏิบัติ มโนมยิทธิ หรือ อภิญญา สามารถจะ ไปสวรรค์ได้ แต่ไม่สามารถจะไปพรหมได้ ท่านที่ฝึก ทิพจักขุญาณ ในหลักของ วิชชาสาม ก็สามารถจะ เห็นได้แค่เทวดา ไม่เห็นพรหม

ถ้าจิตสะอาดกว่านั้น มีความเข้มแข็งในสมาธิดีกว่านั้น เป็นกำลังฌาน ทรงตัวตามเวลาสมควร ไม่มากนัก สำหรับท่านที่เจริญในหลักสูตรของ วิชชาสาม ได้ ทิพจักขุญาณ กำลังจิตเป็นฌาน สามารถจะ เห็นพรหมได้ และ พูดกับพรหมก็ได้ ท่านที่ได้ มโนมยิทธิ มีกำลังเป็นฌาน ฌานเข้มแข็งสามารถจะ ไปเขตของพรหมได้

ทีนี้ท่านที่มีความสามารถมีจิตสะอาด มีความเข้มแข็ง จิตสะอาดตามลำดับ อย่างต่ำเฉพาะเวลา สะอาดเท่าพระโสดาบันขึ้นไป หรือพระสกิทาคา อย่างนี้ หากว่าท่านเจริญแบบ ทิพจักขุญาณ ในฝ่ายของ วิชชาสาม ท่านสามารถจะ เห็นนิพพานได้ หากว่าท่านที่ฝึก มโนมยิทธิ ก็สามารถ เห็นนิพพานได้ และ เข้าเขตนิพพานได้

ท่านที่ฝึก มโนมยิทธิ เข้าเขตนิพพาน ได้ แต่ว่าไม่สามารถจะนั่งเล่นนอนเล่นในวิมานที่นิพพานได้ แต่ว่าถ้า กำลังใจ ของท่านเวลานั้น สะอาดถึงที่สุด เวลานั้นไม่มีกังวล ไม่มีความโลภเกาะจิต ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลง หรือ ไม่มีราคะ ความกำหนัดยินดีในโลก จิตสะอาดอย่างนี้ เฉพาะเวลา เวลานั้น ท่านเข้าเขตนิพพานได้ และเข้าไปในวิมานได้ สามารถนั่งเล่นนอนเล่นได้อย่างเป็นสุข

คนเห็นนิพพานมี ไม่ใช่ไม่มี

นี่แหละบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาญาติโยมที่รัก ความจริงเรื่องของพระนิพพานนี่มี ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัส แต่ทว่า คนเห็นนิพพานมี ไม่ใช่ ไม่มี แต่คนเห็นนิพพานจริง ๆ ท่านไม่ค่อยจะพูด ทั้งนี้เพราะอะไร

เพราะว่า ท่านรำคาญ รำคาญบรรดานักปราชญ์ที่ไม่เอาไหน ทำตนเป็นศาสดา แต่ว่าจริยาใช้อะไรไม่ได้ ทั้งนี้เพราะอะไร

เพราะถือตำราเป็นสำคัญ ฉันอ่านตำราเก่งก็แล้วกัน ดีไม่ดีก็ทำลายพระพุทธศาสนาเสียด้วย ที่ว่าทำลายพระพุทธศาสนา ก็หมายความว่า อ่านไปอ่านมาหนัก ๆ เข้าก็หมดความเชื่อถือ เลยไม่เชื่อตำรา

พระพุทธเจ้าเทศน์ว่า “การตายแล้วเกิด” ท่านก็ใช้อารมณ์ของท่านว่า “ตายแล้วไม่เกิด ตายแล้วมีสภาพสูญ”

พระพุทธเจ้าบอกว่า “สวรรค์มี นรกมี” ท่านก็บอกว่า “ไม่มี” รวมความว่า ท่านทำลายความดีของคนทั้งโลก เพราะคนคิดว่า ถ้าตายแล้วมีสภาพสูญ ก็ไม่ต้องทำความดี ชาตินี้จะเลวแสนเลวอย่างไรก็ได้ นี่ความวุ่นวายของโลกก็จะเกิดขึ้น เพราะนักปราชญ์ประเภทนี้

และอีกประเภทหนึ่ง สวรรค์ไม่มี นรกไม่มี พรหมไม่มี เทวดาไม่มี อะไรก็เท่านั้นแหละ นี่ก็เหมือนกัน ถ้าตายแล้วไม่มีจุดลงโทษ ก็เลยทำแต่ความชั่วก็ได้ ใครมีกำลังมากก็ข่มเหงคนมีกำลังน้อย คนมีอำนาจมากก็ข่มเหงคนมีอำนาจน้อย คนมีอาวุธมากก็ข่มเหงคนมีอาวุธน้อย รวมความแล้วโลกทั้งโลกไม่มีความเป็นสุข

แล้วก็พระพุทธเจ้าตรัสว่ายังไง ในพระไตรปิฎกเล่ม ๑ พระวินัยปิฎก เปิดขึ้นไปก็เจอะนรกที่พระพุทธเจ้าทรงตรัส เอาแค่เล่มเดียวก็พอ พระพุทธเจ้าทรงตรัสยืนยันสวรรค์ ยืนยันนรก ยืนยันพรหมโลก ทั้งหมดที่เรารู้นี่ รู้จากพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าก็เคยเทศน์ เคยไปแสดงโปรดพระพุทธมารดา ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก และวิมานวัตถุ พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสไว้เยอะ อันนี้ก็ทรงยืนยัน

อย่างพระโมคคัลลาน์ เป็นอัครสาวก ก็สามารถท่องเที่ยวไปในนรก และสวรรค์ นำข่าวสาส์นมาบอกชาวบ้านที่เป็นญาติ ว่าญาติของท่านมีความทุกข์ ต้องการให้ช่วยแบบนี้ ญาติของท่านมีความสุข เพราะผลความดีอย่างนี้ เป็นต้น อันนี้องค์สมเด็จพระทศพลก็ทรงยืนยัน

และก็อย่างในเรื่องของ ท้าวสักกะ คือ พระอินทร์ เช่น ท้าวมหาลี สงสัยว่าพระพุทธเจ้าทรงเทศน์เรื่องท้าวสักกะ คือ พระอินทร์ สงสัยว่าพระพุทธเจ้าเห็นเอง รู้เองหรือฟังใครเขาพูดมา ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็ทรงยืนยันกับท้าวมหาลีว่าท่านไม่ได้ทราบแต่เรื่องของพระอินทร์อย่างเดียว พระอินทร์ทำความดีอะไร มีสมบัติขนาดไหนบ้าง พระองค์ก็ทรงทราบ จึงได้นำมาถึงเรื่องราวของพระอินทร์ทั้งหมด

อย่างเรื่องของพระมหากัสสปะ (ความจริงที่ผมนำมาพูดนี้มันเรื่องย่อ ๆ นะนิด ๆ) พระมหากัสสปะเป็นพระที่ถูกเทวดาต้มและตุ๋นหลายครั้งหลายวาระ เพราะว่าท่านชอบเข้านิโรธสมาบัติ ฉะนั้นเมื่อออกจากนิโรธสมาบัติ คนทำบุญมีอานิสงส์มากเทวดาจึงได้ย่องมาทำบุญแทนคนเสีย

ตายแล้ว มีสภาพไม่สูญ

นี่รวมความว่า พระพุทธเจ้าทรงยืนยัน แล้วก็ท่านที่ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร คนอื่นเขาจะเป็นอย่างไรน่ะ ช่างท่าน อย่าไปสนใจ สำคัญพวกเราอย่าเป็น มิจฉาทิฏฐิ

และก็แนะนำ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทผู้มีคุณ ที่เลี้ยงเรา ให้มีชีวิตอยู่ได้ เข้าใจความดีของพระพุทธเจ้า อย่าทำให้ท่านหลงผิดเป็น มิจฉาทิฏฐิ

กรรมของท่าน นอกจากจะชั่วตัวคนเดียวก็หาไม่ ยังทำลายความดี คือ อกตัญญู ไม่รู้คุณความดีของญาติโยมพุทธบริษัทที่ท่านเลี้ยงมา ทำให้ท่านหลงผิดเข้าใจผิด ท่านต้องลงอบายภูมิ คือ นักบวชเรานี่ ถ้าเลว หรือว่าทำให้บรรดาญาติโยมลงอบายภูมิด้วย จะดูตัวอย่าง

ตัวอย่างพระเทวทัต พระเทวทัตได้อภิญญา ๕ ในตอนต้น แต่ในที่สุดตอนท้ายท่านกลายเป็นคนเลว ก็พาพรรคพวกลงอเวจีเป็นแถว

ท่านมหากบิล หรือ กปิลภิกขุ นี่ก็เหมือนกัน ตัวท่านเลวก็ทำให้แม่กับน้องสาวท่านลงอเวจีด้วย ยังอาจจะมีอีกหลายคน พระอีกหลายองค์ ที่เคารพในท่านปฏิบัติตามท่าน ซึ่งท่านทำลายพระพุทธศาสนา ทำลายคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกอย่าง ติดในลาภสักการะ ติดในความเป็นใหญ่ที่บริษัทบริวาร ก็รวมความว่า ท่านลงอเวจีแต่ผู้เดียวไม่พอ ท่านก็เลยชวนแม่กับน้อง อาจจะมีคนอื่นอีกหลายคนลงอเวจีด้วย

ฉะนั้นเรื่องการเข้าใจในการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ขอทุกคนบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทที่นั่งอยู่ที่นี่ นำไปแนะนำทุกคนให้มีความเข้าใจ การพิสูจน์คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทำกันได้แล้ว

อาตมารู้สึกอายญาติโยมพุทธบริษัทที่นั่งที่นี่และก็ที่อื่น ที่ท่านมาปฏิบัติกัน ทุกคนที่มาปฏิบัติกันได้เนี่ยไม่ถึง ๔ วัน ได้เบื้องต้นแล้ว จะเป็นเบื้องต้น หรือเบื้องปลายก็ตาม ก็ถือว่าความรู้ที่นี่เป็นความรู้เป็ด ๆ เท่านั้น ไม่ใช่วิเศษวิโสอะไรมากนัก ถือว่าพอให้เข้าใจคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าบอกว่า ตายแล้ว มีสภาพไม่สูญ นั่นก็คือ ทำดีไปอยู่สุคติ ทำชั่วไปสู่ทุคติ เราก็ใช้ ทิพจักขุญาณ ก็ได้ ใช้ จุตูปปาตญาณก็ได้.

<< ก่อนหน้า                 อ่านต่อ >>

ขอเชิญฝึกมโนมยิทธิ ณ ศูนย์พุทธศรัทธา ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๑๒.๓๐ น.

คำถามคำตอบปัญหาเกี่ยวกับการฝึกมโนมยิทธิ โดยศูนย์พุทธศรัทธา

เรื่องนี้ถูกเขียนใน มโนมยิทธิ และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร