มโนมยิทธิ ๒-ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติถอยหลัง
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง)

สำหรับ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ นี่ ความจริงมีประโยชน์มากช่วยในการตัดกิเลส เพราะว่าคนเราส่วนมากเป็นผู้เมาในชีวิต ไม่ได้คิดว่าชีวิตนี้มันจะตาย

ถ้าเราใช้กำลังของ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ การระลึกชาติถอยหลัง ว่าชาติไหนเราเกิดเป็นอะไร มีทรัพย์สมบัติแบบไหน มีพ่อชื่ออะไร มีแม่ชื่ออะไร ชีวิตของเราเป็นยังไง มีความสุขหรือมีความทุกข์ การเกิดแต่ละครั้ง บางครั้งเรามีชีวิตรุ่งเรืองมากในความเป็นมนุษย์ แต่บางคราวเราก็ทรุดโทรมมาก ต่ำต้อยน้อยวาสนา

แต่ก็มาเทียบเคียงกัน ว่าชีวิตแห่งการรุ่งเรืองก็ดี การต่ำต้อยน้อยวาสนาก็ดี มาดูทีเถิดว่า ชีวิตไหน พ้นจากความแก่ พ้นจากความป่วย พ้นจากการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ พ้นจากความตาย มีไหม เป็นอันว่าดูไปแล้ว เราก็จะเห็นว่า ไม่พ้นจริง ๆ

แล้วก็ลองถอยหลังดู ว่ามีชาติใดบ้าง ที่เราไปเกิด เป็นทุกขเวทนาในอบายภูมิ ๔ คือ เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน

แล้วก็ถอยหลังไปดูอีก ว่าการที่เราเสวยทุกขเวทนาแบบนั้น เราทำความชั่วอะไรไว้ และก็นรกแต่ละขุม จะทราบว่า เราไม่ได้ไปครั้งเดียว การเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็เหมือนกัน เป็นหลายประเภท

ในเมื่อพิสูจน์แบบนี้ ความเมาในชีวิตมันก็ไม่มี จะมีความรู้สึกตามความเป็นจริง ว่าการเกิดเป็นมนุษย์นี่มันไม่ดี ถ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ความทุกข์แห่งความเป็นมนุษย์ก็มีมากอยู่แล้ว แต่ว่าสิ่งที่เราจะแสวงหาจากความเป็นมนุษย์ นั่นคือ ความร่ำรวยในทรัพย์สิน ความเป็นผู้มีอำนาจวาสนาบารมี แต่ในที่สุดเมื่อเราตายแล้ว นำอะไรไปได้บ้าง

บางชาติเราเป็นมนุษย์ ที่มีความรุ่งเรือง มีอำนาจวาสนาบารมีมาก แต่ว่าพอตายจากความเป็นคน เราก็ไปเสวยทุกขเวทนาในนรก

บางชาติเราเป็นคน เต็มไปด้วยความทุกข์ยาก ด้วยความยากจนเข็ญใจ ต่ำต้อยน้อยวาสนา แต่อาศัยการเจียมตัวเจียมใจ ประพฤติอยู่ในความดี ตายจากความเป็นคน เราก็ไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม

แล้วก็เรามาพิจารณาดูว่าการเกิดเป็นอะไรก็ดี มันดีตรงไหนบ้าง เป็นเทวดาหรือพรหม มีความสุข ทุกอย่างเป็นทิพย์ แต่ความสุขในความเป็นเทวดาหรือพรหม เราทรงได้ตลอดไหม ถ้าทรงได้ตลอด เราก็ไม่ต้องมาเกิดเป็นคน รวมความว่า การเป็นเทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี เราก็เป็นกันคนละหลายชาติ อาจจะเป็นแสน ๆ ชาติ

ถ้าเราจะวัดกันจริง ๆ แล้ว ว่าสุคติกับทุคติ เราเสวยผลอย่างไหนมากกว่า ถอยหลังไปจริง ๆ จะเห็นว่าทุคติมากกว่าสุคติ คือ เกิดในอบายภูมิมากกว่าเกิดในสวรรค์กับพรหม เราเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานมากกว่าการเกิดเป็นมนุษย์

ตอนนี้เราก็จะรู้ความไม่แน่นอนของชีวิต ความจริงชีวิตน่ะเป็นของแน่นอนว่ามันไม่เที่ยง ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง”

สิ่งที่ไม่แน่นอนก็คือ อารมณ์ใจของเรา อารมณ์ใจของเรามันเลว ไม่ยอมรับนับถือตามความเป็นจริง

ก็เป็นอันว่า การใช้ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ มีประโยชน์ สำหรับ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ นี้ ขอบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหมด จงทำให้คล่อง การทำให้คล่องนั้น ก็หมายความ ถ้าใช้อารมณ์ต้องการเมื่อไหร่ รู้ได้ทันทีเมื่อนั้น

แต่ทั้งนี้เวลาฝึก ต้องฝึกการทรงตัวของสมาธิ การทรงตัวหรือการตั้งเวลานี่ มีความสำคัญ การทรงตัวหรือการตั้งเวลา ให้ใช้เวลาน้อยๆ ในระยะแรก ๆ โดย จับนิมิต

การจับนิมิต

ทางที่ดีก็ควรจับนิมิต คือ กสิณ นิมิตจริงๆเราจะใช้อะไรก็ได้ สมัยนี้ใช้ง่าย ๆ เรามีพระพุทธปฏิมากร คือ พระพุทธรูป เป็นประธานอยู่แล้ว เป็นการแทนองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว

ถ้าเราต้องการความแจ่มใสของทิพจักขุญาณ อันนี้มีความสำคัญ ให้ใช้พระพุทธรูปที่เป็นแก้วสีใส เพราะแก้วสีใสนี่เป็นได้ ๒ อย่าง ถ้าเรามีความรู้สึกว่าขาว เป็นโอทาตกสิณ ถ้าเรามีความรู้สึกว่าใสเป็นอาโลกสิณ กสิณทั้งสองอย่างนี้ เป็นพื้นฐานแห่งทิพจักขุญาณเหมือนกัน เป็นปัจจัยให้เกิดทิพจักขุญาณ และทำทิพจักขุญาณให้แจ่มใส

เวลาที่เราจะจับภาพพระพุทธรูป ก็จงอย่ายอมขาดทุน นั่นก็หมายความเรา เอาทั้ง กสิณ และเอาทั้ง พระพุทธรูป เสร็จ คือ เรามีความรู้สึกว่า ท่านเป็นพระพุทธรูป หรือ เป็นพระพุทธเจ้า อันนี้เป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน

ถ้าเห็นสภาพของพระพุทธรูปเป็นแก้ว เราเข้าใจว่าขาวเป็นโอทาตกสิณ ถ้าเรามีความรู้สึกว่าใสเป็นอาโลกสิณ ก็รวมความว่า จะเป็นกสิณอะไรน่ะ ไม่สำคัญ สำคัญ จับรูปพระพุทธเจ้ากับความใสให้ปรากฏ

วิธีจับภาพพระพุทธเจ้ากับความใส

อันนี้ขอแนะนำไว้หน่อยหนึ่ง นั่นก็หมายความว่า อย่าหลงกายเกินไป จงอย่าบังคับกายว่าต้องนั่งแบบนั้น ต้องนั่งแบบนี้ ห้ามนอน ห้ามเอน ห้ามยืน ห้ามเดิน อันนี้ไม่ถูก

เรื่องทางกายนี่ เรายังไม่ใช่พระอรหันต์ แต่ความจริงพระอรหันต์ท่านก็ต้อง การความสุขของร่างกายเหมือนกัน อย่าฝืนกาย ถ้าฝืนมันปวดมันเมื่อยขึ้นมา แล้วก็สมาธิมันจะไม่ทรงตัว

ถ้าเราทำอยู่ที่กุฏิของเราเอง หรือว่าทำที่บ้านของญาติโยมพุทธบริษัท นั่งตามสบาย นอนตามสบาย จะนั่งก็ได้ จะนอนก็ได้ จะยืนก็ได้ จะเดินก็ได้ การนั่งจะนั่งในลักษณะไหนก็ได้ แต่โปรดอย่าเหยียดเท้าไปทางพระพุทธรูปก็แล้วกัน นั่งเก้าอี้ก็ได้ นั่งห้อยขาก็ได้ เอนกายก็ได้ อันนี้ไม่เลือก

วิธีปฏิบัติจริงๆ อย่าให้เครียด ถ้าเครียด ผลจะเสีย

หลังจากนั้น ลืมตาดูพระพุทธรูป จำทั้งองค์ ไม่ต้องจำมาก ตั้งแต่เศียรบ้าง หน้าผากบ้าง คอบ้าง อันนี้ไม่ต้อง ตามที่เขาอธิบายกัน อันนี้เคยได้ยินว่า จับข้างบนมานิดหนึ่งก่อน ดูเกศ จับเกศได้ เลยมาถึงหน้าผาก อันนี้ไม่จำเป็น

องค์ท่านไม่กว้างเกินวงตาของเรา แสงสว่างของวงตาของเรากว้างกว่าองค์พระพุทธรูป ฉะนั้น จับทีเดียวเต็มองค์เลย ลืมตาดูให้ชัด ตั้งใจจำภาพ แล้วก็หลับตา พร้อมกันนั้นก็ใช้ คำภาวนา

คำภาวนา

คำภาวนาว่าอย่างไร เป็นเรื่องของท่าน เพราะว่าพูดในที่นี้ พูดเป็นกลาง ๆ จะภาวนาว่า พุทโธ สัมมาอรหัง หรือ อิติสุคโต อะไรได้ทั้งหมด นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ ก็ได้ทั้งหมดไม่จำกัด

แต่ว่าสำหรับท่านที่ฝึก มโนมยิทธิ ให้ใช้คำภาวนาว่า นะมะ พะธะ รู้ลมหายใจเข้าออกไปด้วย รู้คำภาวนาไปด้วยในตัวเสร็จ แล้วจิตก็จำภาพ เมื่อจับภาพได้ นึกถึงภาพให้มีความสว่างตามควร ต่อมารู้สึกว่าภาพเลือนไปจากใจ เมื่อภาพเลือนไปจากใจก็ลืมตาดูใหม่ จำได้แล้วก็ หลับตา นึกถึงภาพ พร้อมกับภาวนา กับรู้ลมหายใจเข้าออก

ถ้าหลับ ๆ ลืม ๆ เข้าใจว่าจำได้แน่ ก็ให้เข้าที่พัก เข้าที่นอนก็ได้ นอนแบบสบาย จิตใจน้อมนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็นึกถึงภาพที่เราจำได้ จนกว่าจะหลับไป ที่ใช้คำว่า “จนกว่าจะหลับไป” นี่มีประโยชน์

แต่บังเอิญถ้าเกิดอารมณ์กลุ้ม มีอารมณ์ฟุ้งซ่านมากเกินไป ทำไปๆ ไม่นานนัก จับภาพได้ไม่ทรงตัว จิตก็ฟุ้งซ่าน ถ้าจิตฟุ้งซ่านคุมไม่อยู่ อย่าฝืน เลิกเสียเลย ถือว่าระยะนั้นเอาเท่านั้น

แต่ว่าถ้าเวลาไหนใจสบาย ก็นึกถึงภาพพระพุทธรูปที่เราต้องการ จับอย่างนี้ฝึกไว้ทุกวัน มีการทรงตัว ถ้าจับภาพได้ชัดเจนตามกำลังครั้งหนึ่งสัก ๓ นาที หรือ ๕ นาที เป็นที่น่าพอใจ แล้วต่อไปต่อไปนาน ๆ ก็อาจจะขยายไปถึงครึ่งชั่วโมง ถ้าทรงอารมณ์จับภาพได้ถึงครึ่งชั่วโมงจะเก่งมาก

ถ้าจับภาพพระพุทธปฏิมากรได้ ต่อไปก็นึกถึงภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง ขอภาพพระองค์มาปรากฏเฉพาะหน้าของเรา ให้เห็นภาพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชัดเจนแจ่มใส เรียกว่าชัดเจนแจ่มใสตามกำลัง ยิ่งชัดแพรวพราวเท่าไรยิ่งดี

อย่าลืมว่า การเห็นพระพุทธรูปก็ดี การนึกถึงภาพพระพุทธเจ้าก็ดี ชัดเจนขนาดไหน นั่นแสดงว่าจิตสะอาดขนาดนั้น แล้วเวลาที่เราจะดูเทวดาหรือดูพรหม เราจะเห็นขนาดนั้น เวลาที่ใช้กำลังของ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ภาพถอยหลังในชาติก่อน ๆ ของเรา เราจะเห็นชัดเจนแจ่มใส เท่าภาพพระพุทธรูป หรือภาพพระพุทธเจ้าที่เราเห็น

อันนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ต้องทำอย่างนี้เป็นประจำ ไม่ใช่ว่าพอฝึกวันสองวัน ก็บอกว่า “หลวงพ่อ ยังไม่ชัดเจนแจ่มใส” นั่นเพราะเริ่มต้นเค้าให้รู้จักการปฏิบัติ

การจะคล่องตัวหรือไม่คล่องตัว ความแจ่มใส ความเป็นทิพย์ จะดีหรือไม่ดี ทุกคนต้องฝึกเอาเอง ไม่ใช่จะมาทำเป็นเด็กอ่อน อ้อนแบบนั้น อ้อนแบบนี้ อย่างนี้ไม่มีใครเขาคบ

รวมความว่า คนต้องการเกาะ ต้องการจูง ต้องการอุ้ม นั้นไม่มีใครเขาเอาใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาตมา ไม่เอาใจใครในเรื่องนี้ ถ้ากำลังใจไม่ดีพอ ก็จงอย่าทำ ที่ทำนี่ไม่ได้รับจ้าง ที่แนะนำนี่ไม่ได้รับจ้าง แนะนำด้วยการสงเคราะห์ แต่บางคนก็อ้อนเกินไป อันนี้ใช้ไม่ได้

โปรดทราบถึงกำลังใจของอาตมาด้วยว่า อาตมานั้นไม่ต้องการคนมีใจอ่อนแอแบบนั้น เราต้องดูคนอื่น เขากินข้าว เราก็กินข้าว เขามีนิ้วมือ ๆ ละ ๕ นิ้ว เราก็มีนิ้วมือ ๆ ละ ๕ นิ้ว เขามีอาการ ๓๒ เราก็เช่นเดียวกับเขา

ถ้าทำไม่ได้จงรู้ตัวว่า เราเลวเกินไป ความเลวมาจากไหน มาจากการย่อหย่อนไม่ยอมต่อสู้กับกิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์ที่มัว มาจาก
๑.จิตมีกังวล
๒.ศีลไม่บริสุทธิ์
๓.นิวรณ์เข้ามาครอบงำจิต
๔.อารมณ์ขาดจากพรหมวิหาร ๔
ถ้าอารมณ์ทั้ง ๔ ประการนี้บกพร่อง แสดงว่า เราเลวเกินไป

ขอทุกท่านจงเข้าใจตามนี้นะ จงอย่าไปโทษใคร อย่าไปโทษครู บางคนก็โทษครูสอนไม่เหมือนกันบ้าง นั่นความเลวของเรา ถ้าไปโทษเขามาก เราก็เลวมาก พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

“อัตตนา โจทยัตตานัง” จงกล่าวโทษโจทก์ความผิดตนเองไว้เสมอ
“อัตตาหิ อัตตโน นาโถ” ตนแลย่อมเป็นที่พึ่งของตน
“โกหินาโถ ปโรสิยา”     บุคคลอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
“อัตตาหิ สุทันเตนะ”      เมื่อเราฝึกฝนตนดีแล้วไซร้
“นาถัง ละภะติ ทุลละภัง” ย่อมได้ที่พึ่งที่บุคคลอื่นได้โดยยาก

ฉะนั้นทุกคนจงทราบว่า เราเท่านั้นที่จะดีหรือไม่ดี เราต้องทำเอง พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่า
“อักขาตาโร ตถาคตา”   ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอก

ฉะนั้นขอทุกคนที่ปฏิบัติ อย่าทำใจเหมือนเด็กอ่อน ถ้าทำใจเหมือนเด็กอ่อน แทนที่ได้รับความเมตตาปรานี ขอประทานโทษขอพูดตามศัพท์ภาษาชาวบ้าน แทนที่มีความเมตตาปรานี กลับจะคลื่นไส้มากเกินไป เพราะว่าการทำอะไรไม่จริงไม่จัง อันนี้ไม่ต้องการ คือไม่ต้องการจริงๆ ไม่ต้องการคบหาสมาคมกับบุคคลประเภทนั้นด้วย เพราะว่าบุคคลประเภทนี้มีอย่างเดียวคือ ถ่วงความดีของบุคคลอื่น

ความดีในพระพุทธศาสนา

สะเก็ดความดีในพระพุทธศาสนา จงจำไว้ว่า จริยาที่เราจะต้องทรงใจ

๑.ยามปกติเราจะไม่สนใจในจริยาของบุคคลอื่น ใครเขาจะดีใครเขาจะเลวเป็นเรื่องของเขา
๒.อย่ายกตนข่มท่าน
๓.อย่าถือตัวเกินไป

นี่อย่างย่อ ความดีขนาดนี้เป็นสะเก็ดความดีในพระพุทธศาสนา

เปลือกความดีในพระพุทธศาสนา ถ้าเปลือกความดีในพระพุทธศาสนา ก็คือว่า

๑.ไม่มีกังวล
๒.ไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง
ไม่ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นทำลายศีล
ไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว
๓.ระงับนิวรณ์โดยฉับพลันเมื่อเราต้องการความเป็นทิพย์ของจิต ขณะใดที่จิตต้องการสมาธิ ไอ้ความเป็นทิพย์นี่มันมาจากสมาธิ มีความตั้งใจ จิตสะอาด ถ้าต้องการจิตเป็นทิพย์ หรือต้องการสมาธิ ต้องระงับนิวรณ์ได้ทันทีทันใด
๔.จิตทรงพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติตลอดวัน

กำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทได้อย่างนี้ ฌานสมาบัติจะทรงตัว คำว่า เศร้าหมอง ไม่ผ่องใส กำลังใจไม่เสมอกัน สว่างบ้าง มืดบ้าง มัวบ้าง จะไม่มี จะมีแต่คำว่า ผ่องใส เรื่อยๆ ไปตามลำดับ ความดีขนาดนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เป็นความดีขั้นเปลือกของคำสอนของพระพุทธศาสนา

กระพี้ความดีในพระพุทธศาสนา ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติได้ พระพุทธเจ้าบอกว่า เข้าถึงกระพี้ของพระพุทธศาสนา …นี่เราปฏิบัติเข้าถึงกระพี้

แก่นความดีในพระพุทธศาสนา ถ้า จุตูปปาตญาณ ที่ผ่านมาแล้ว เห็นได้ยินชื่อคนหรือสัตว์ ทราบได้ทันทีว่าท่านผู้นี้ ก่อนเกิดมาจากไหน ได้ยินชื่อคนตาย ทราบได้ทันที ว่าท่านผู้นี้ตายแล้วไปไหน อันนี้เข้าถึงแก่น …แก่นนี่เป็นฌานโลกีย์ ยังไม่ดีพอ

เวลานี้เราก็พูดกันถึง กระพี้ (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) ทีนี้มาว่าถึงการซักซ้อม

การซักซ้อม ต้องมีให้คล่อง

เห็นคนที่เขามีความร่ำรวยมีความสุข แต่ความจริงคนไม่มีความสุข มีความทุกข์ ถือว่าฐานะเขาดีก็แล้วกัน เราก็ลองคิดว่า ชาติไหนบ้างที่เราเคยมีฐานะอย่างนี้ พอนึกปั๊บให้ทราบทันที เห็นภาพทันที

ว่า อ๋อ…ความร่ำรวยอย่างนี้ เราก็มีเหมือนกัน แล้วก็ถอยหลังไปดูตอนที่เราร่ำรวย เราเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ และทรัพย์สมบัติทั้งหลายเหล่านั้น มันอยู่ที่ไหน

เห็นคนจน นึกถึงภาพ จับจิตทันทีว่า เอ๊…นี่เราเคยจนแบบนี้บ้างไหม ภาพนั้นจะปรากฏ นึกถึงสุนัข เราเคยเกิดเป็นสุนัขบ้างไหม

เห็นอะไรนึกตามทุกที ให้มันได้ทันทีทันใด ต้องซ้อมให้คล่อง คือเอาจริงๆ ซ้อมให้คล่อง เห็นปั๊บนึกปั๊บ เห็นปั๊บนึกปั๊บ

แต่ว่าอย่าลืมตอนเช้ามืด

ตอนเช้ามืดเป็นเวลาที่มีความสำคัญมาก เราตื่นจากนอนหายจากความเหน็ดเหนื่อย เพราะได้พักผ่อนจากการหลับ ตื่นมาแล้วจิตสะอาด ตั้งใจนมัสการพระรัตนตรัยให้ดี ระงับนิวรณ์ทันทีทันใด จิตไม่มีกังวล ศีลบริสุทธิ์ อารมณ์ทรงพรหมวิหาร ๔ ครบถ้วน ให้จิตเป็นสุข

หลังจากนั้น ก็พิจารณาตามความเป็นจริงว่า การเกิดมันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ความแก่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ความตายเป็นสุขหรือเป็นทุกข์

อันนี้ก็ไม่ต้องคิดมาก ถ้าต้องคิดมากก็ไม่ต้องทำความดี ไม่ต้องเจริญกรรม ฐาน เห็นแล้วว่ามันทุกข์ เมื่อความทุกข์มีอยู่ สภาพจริงของความเป็นทุกข์ เราก็ตัดสินใจว่า “ขึ้นชื่อว่าความเกิดอย่างนี้ มีร่างกายอย่างนี้ จะมีกับเรา ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ชาติต่อไปไม่มีอีก”

หลังจากนั้นก็กำหนดจิตคิดว่า การเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี เป็นเทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี จะไม่มีสำหรับเรา เราจะไม่เป็นคนโลภโมโทสัน อยากได้ทรัพย์สมบัติของบุคคลใดโดยไม่ชอบธรรม มาเป็นของเรา เราจะไม่คิดประทุษร้ายใคร จะเป็นมิตรที่ดีของคนและสัตว์ทั่วไป

เราจะไม่หลงใหลใฝ่ฝันในร่างกาย ว่าร่างกายมันดี เห็นความสกปรกของร่างกาย เห็นความเสื่อมของร่างกาย เห็นการสลายตัวของร่างกาย มีความเข้าใจว่า ทุกข์ทั้งหลายที่มีขึ้นมาได้ ก็เพราะอาศัยร่างกายเป็นเหตุ ตัดสินใจว่าร่างกายเลว ๆ อย่างนี้ จะไม่มีสำหรับเราอีกต่อไป

หลังจากนั้น ทำกำลังใจให้สะอาดตามควร ภาวนา กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก จับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้แจ่มใส พุ่งไปอันดับแรกนิพพานเลย ไปอยู่ที่นิพพาน จะไปอยู่ตรงไหนก็ได้ วิมานของเราก็ได้ วิมานของพระพุทธเจ้าก็ได้ ให้เป็นไปตามความพอใจ อยู่ให้ใจเป็นสุข

เมื่อใจเป็นสุขดีแล้ว เป็นการพิสูจน์ ว่าชีวิตนี้มันจะมีสุขหรือมีทุกข์ ญาณหรือฌานที่เราได้ ความรู้ที่เราได้ จะตรงหรือไม่ตรง ตอนนั้นกราบทูลถามตรงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทีแรก ๆ เอาน้อย ๆ คิดว่า วันพรุ่งนี้จากเวลาที่เราตื่นถึงกว่าจะหลับ จะมีใครบ้างไหมที่ทำให้เรามีความสุข และทำให้เรามีความทุกข์ ถ้ามี คนนั้นรูปร่างหน้า ตาเป็นอย่างไร แต่งตัวด้วยเครื่องแต่งตัวอะไร จดจำไว้

พอกลับลงมาก็บันทึกไว้ เขียนไว้กันลืม เขานุ่งผ้าสีอะไร ลักษณะแบบไหน ใส่เสื้อสีอะไร รูปร่างหน้าตาเค้าเป็นยังไง และทำกำลังใจให้เราสบายหรือไม่สบาย เพราะอะไรเป็นเหตุ เขาจะมาพูดแบบไหน เขาจะมาทำแบบไหน

พออย่างนี้แล้วก็ เราดู วันทั้งวันมันถูกหรือไม่ถูก บางวันจะถูกทั้งหมด บางวันถูกบ้างไม่ถูกบ้าง อันนี้ก็ต้องจำอารมณ์ ว่า อารมณ์ของเราที่เรารู้ ที่ถูกทั้งหมดเราทรงอารมณ์แบบไหนก่อนขึ้นไป และเวลาที่มันถูกบ้างไม่ถูกบ้าง ทรงอารมณ์แบบไหน

ก่อนที่จะขึ้น และก่อนที่จะรู้ จงทิ้งอารมณ์อื่นเสียให้หมด ทำจิตให้เป็นอุเบกขา สบาย ๆ นี่ก็หมายความว่า ใครว่า ใครดี ใครชั่ว เราไม่สนใจ สนใจอย่างเดียว คือ อารมณ์กลาง ๆ

อันนี้แหละ บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร และบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ นี้ มีประโยชน์มาก ทำให้คล่อง

ต้องทำให้คล่อง ทำให้ชิน

ถ้าทางที่ดีนะ พระก็ได้ ฆราวาสก็ได้ เราก็ฝึกการเป็นหมอดูตัวเอง อย่างว่านี่แหละ เราเป็นหมอดูตัวเอง ทุกวันทุกวัน อย่างนี้อารมณ์จะชิน และเวลาสบาย ๆ เราก็ทบทวนถอยหลังของเราไปตามเรื่อง มองดูความไม่แน่นอนของชีวิต มองดูความไม่ทรงตัวของร่างกาย มองดูการพลัดพรากจากทรัพย์สมบัติทั้งหลาย และคนและสัตว์อันเป็นที่รักเมื่อตายแล้ว

นิพพิทาญาณคือความเบื่อหน่ายจะปรากฏ เมื่อนิพพิทาญาณปรากฏ อะไรจะเกิดขึ้น

นั่นคืออันดับแรก อารมณ์ของพระอนาคามีจะปรากฎ มันก็จะเบื่อทุกอย่าง เบื่อความรัก เบื่อความโลภ เบื่อความโกรธ เบื่อความหลง อารมณ์ใจก็จะเป็นสุข และก็จะมองเห็นนิพพานได้ชัด กำลังปุพเพนิวาสานุสสติญาณนี่ ช่วยตัดกิเลสทุกประเภทได้ทั้งหมด

และขอบรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระบรมสุคตทุกท่านที่รับฟัง ฉะนั้น ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ที่เราจะพึงได้ คือ การระลึกชาติ ถึงแม้ว่ามันจะกระจุ๋มกระจิ๋ม ไม่แจ่มใสชัดเจนเท่าพระอริยเจ้า เราก็ควรจะ พอใจ

พอใจว่า เราก็ไม่สงสัยเรื่องการตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย จะไม่ต้องไปนั่งโพทนาบอกใครว่า ตายแล้วน่ะไม่เกิด ตายแล้วมีสภาพสูญ หรือว่า ตายแล้วเกิดหรือ ไม่เกิดก็ช่าง แต่ใครเขามาถามก็ไม่กล้าพูด ถ้าไม่รู้จริง ถ้าเรามีความรู้อย่างนี้ เรากล้าพูดทุกอย่าง เพราะทุกอย่างเราสัมผัสมา

ฉะนั้น ขอบรรดาพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ การปฏิบัติเข้าถึง กระพี้ความดีในพระพุทธศาสนา ขอทุกท่านพยายามทำให้คล่องและทรงตัวให้ดี ฝึกการทรงสมาธิจากการจับภาพพระพุทธรูปที่เป็นแก้วใส กำลังใจจะผ่องใส ความเป็นทิพย์จะสะอาด ปุพเพนิวาสานุสสติญาณนี่ ต้องทำให้คล่อง ทำให้ชิน

การทรงกำลังของสมาธิ

ก็ขอเตือนเรื่อง การทรงกำลังของสมาธิ เวลาสมาธิ ทรงให้ดี และ มีสภาพแจ่มใส อย่าลืมว่า จงอย่ามีความห่วงใยอะไรทั้งหมด ขณะที่ทำสมาธิ กำลังใจของเราต้องดีตลอดวัน นั่นคือ

๑.ไม่ยกตนข่มท่าน
๒.ไม่สนใจ ไม่แส่ไปหาเรื่องในจริยาของบุคคลอื่น ใครเขาจะดี ใครเขาจะเลวช่างเขา เราเห็นเขาเลวมากก็คือเราเลวมากเอง ถ้าเราเป็นคนดี ในโลกนี้ไม่มีใครเลว เพราะทุกคนอยู่ใต้อำนาจกฎของกรรม
๓.และก็ ไม่ถือตัวเกินไป

อารมณ์อย่างนี้เป็น สะเก็ดความดีในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน อุทุมพริกสูตร

และก็การเข้าถึง เปลือกความดี คือ

๑.ไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง
   ไม่ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นทำลายศีล
   ไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว
๒.สามารถระงับนิวรณ์ได้ทันทีทันใดที่ต้องการ
๓.จิตทรงพรหมวิหาร ๔
๔.และขอแถมอีกนิดหนึ่ง คือ ใจยอมรับนับถือความดี ของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้มันต้องตาย ถ้าตายเมื่อไรขอไปนิพพานเมื่อนั้น

ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัท และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทุกท่าน ทรงอารมณ์ได้อย่างนี้ ขึ้นชื่อว่าการเกิดในอบายภูมิต่อไปไม่มีแน่ จะเป็นการเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานนี้ ไม่มีต่อไปอีก มีอย่างเดียว คือ มุ่งหน้าไปนิพพาน

และก็ถ้าหากว่าจะต้องเกิดใหม่ ก็มีการจำกัดเวลา
-ถ้าความเข้มข้นของจิตมีอยู่ เกิดเป็นมนุษย์อีกชาติเดียว เป็นอรหันต์ไปพระนิพพาน
-ถ้ามีความดีกำลังจิตอ่อนลงมา เป็นอย่างกลาง เกิดอีก ๓ ชาติจากคนแล้วก็ไปนิพพาน
-กำลังจิตย่อหย่อนไปมากหน่อย ก็เกิดอีก ๗ ชาติไปนิพพาน

แต่ว่าถ้าทรงกำลังใจได้ อย่างที่ว่ามาแล้ว ทุกคน สาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วพึงทราบ ว่าถ้าตายจากคนไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม พระศรีอาริย์มาตรัส ฟังเทศน์จบเดียวอย่างน้อยเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี ฟังเทศน์อีกครั้งสองครั้ง อย่างน้อยก็ไม่ช้านักได้เป็นอรหันต์

รวมความว่า ถ้าพบพระพุทธเจ้าหรือพระศรีอาริย์เป็นไปพระนิพพานแน่ แต่ว่าทางที่ดีขอทุกคนตัดสินใจไปพระนิพพานชาตินี้ดีกว่า จะได้มีการรวบรัดขยันหมั่น เพียรปฏิบัติด้านความดี

และก็ในที่สุดเราจะไปได้ไม่ได้ไม่สำคัญ ตั้งใจจะไป ถ้าตั้งใจไว้จริง ๆ มันก็ต้องไปกันแน่ ไปชาตินี้ไม่ได้ ชาติหน้าก็ไปได้แน่ เหมือนกับคนอยากรวยมีความขยัน หมั่นเพียร ประกอบไปด้วยใช้สติปัญญาพอควร ถ้ามีอารมณ์ ๔ อย่างทรงตัว คือ

๑.ฉันทะ ความพอใจในผลของการปฏิบัติ
๒.วิริยะ มีความเพียรต่อสู้อุปสรรคที่เข้ามาขัดขวาง เราต้องถืออุปสรรคเป็นของธรรมดา ในการปฏิบัติงานทั้งหมด
๓.จิตตะ เอาใจจดจ่อสอดส่อง คือไม่ทิ้งอารมณ์ในด้านของความดี ในข้อวัตรปฏิบัติ
๔.วิมังสา ใช้ปัญญาใคร่ครวญ

อารมณ์ ๔ อย่างนี่ทรงตัว ทำทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จหมด ทุกอย่างไม่เหลือ จะเป็นฌานหรือญาณต่าง ๆ ทั้งหมดก็ดีหมด.

<< ก่อนหน้า                อ่านต่อ >>

ขอเชิญฝึกมโนมยิทธิ ณ ศูนย์พุทธศรัทธา ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๑๒.๓๐ น.

คำถามคำตอบปัญหาเกี่ยวกับการฝึกมโนมยิทธิ โดยศูนย์พุทธศรัทธา

เรื่องนี้ถูกเขียนใน มโนมยิทธิ และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร