มโนมยิทธิ ๒-มโนมยิทธิเต็มกำลัง

มโนมยิทธิ ๒ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

จัดทำโดย ศูนย์พุทธศรัทธา

คำนำ

ผลของการปฏิบัติ ในการฝึก มโนมยิทธิ นั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้กล่าวไว้ว่า ถ้าปฏิบัติได้คล่อง ทรงอารมณ์ฌาน ๔ ได้เป็นปกติ จะเกิดญาณรู้ ๗ อย่าง คือ

๑.จุตูปปาตญาณ รู้ว่าสัตว์ตายแล้วไปเกิดที่ใด สัตว์ที่มาเกิดนี้มาจากไหน
๒.เจโตปริยญาณ รู้อารมณ์จิตของคนและสัตว์
๓.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้
๔.อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอดีตของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ต่างๆ ได้
๕.อนาคตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอนาคตได้
๖.ปัจจุปปันนังสญาณ รู้เหตุการณ์ปัจจุบัน ว่าขณะนี้ใครกำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่าคนๆ นั้นจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม
๗.ยถากรรมมุตาญาณ รู้ผลกรรมของคนและสัตว์ได้ ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน

จะเห็นได้ว่า การฝึก มโนมยิทธิ นั้นมีประโยชน์มากมายถ้าปฏิบัติถูกต้อง แต่ไม่ใช่ว่าใครที่ฝึกได้แล้ว จะได้ญาณกันทุกคน ผู้ที่จะเกิดญาณทั้ง ๗ ได้นั้น ต้องทรงอารมณ์ฌาน ๔ ได้เป็นปกติ และทำกำลังใจถูกต้อง

คณะผู้จัดทำ จึงได้รวบรวมคำสอนของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน เกี่ยวกับการปฏิบัติ มโนมยิทธิ ผลของการปฏิบัติ การรู้จักใช้ญาณต่าง ๆให้ถูกต้อง และสามารถนำผลที่ได้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการตัดกิเลส เพื่อความพ้นทุกข์ต่อไป

หวังว่า คำสอนเรื่อง มโนมยิทธิ เล่ม ๑ และ เล่ม ๒ นี้ คงจะเป็นแนวทางสำหรับผู้สนใจฝึกปฏิบัติ “มโนมยิทธิ” ได้ตามสมควร

กุศลผลบุญใด อันเกิดจากการให้ธรรมะเป็นทาน และเป็นธรรมะที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ ศูนย์พุทธศรัทธา และ เว็บพลังจิต ขอน้อมถวายเป็นพุทธบูชา และบูชาพระคุณ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง) เทพพรหมทั้งหลายทั่วสากลพิภพ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณทั้งหลายทุกภพทุกชาติที่ผ่านมา และขออุทิศส่วนกุศลนี้ แด่เจ้ากรรมนายเวร เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลายทั้งปวง ขอทุกท่านได้โมทนาในส่วนกุศลนี้ เทอญ.

ศูนย์พุทธศรัทธา
สำนักปฏิบัติพระกรรมฐาน สาขาวัดท่าซุง
๗๗ หมู่ ๗ ต.บ้านหมอ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ๑๘๑๓๐

โทร ๐๓๖-๒๐๑๖๐๐, ๐๘๔-๑๐๗๖๑๐๖, ๐๘๑-๙๓๗๐๒๔๔

 

● มโนมยิทธิ ๑ หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง
เกริ่นนำ โดยสุนิสา วงศ์ราม
ความหมายของมโนมยิทธิ
ต้นกำเนิดของมโนมยิทธิ
วัตถุประสงค์
คุณประโยชน์
แบบของมโนมยิทธิ
เหตุบันดาลใจให้ประยุกต์
มโนมยิทธิประยุกต์แบบครึ่งกำลัง   
การเตรียมตัวฝึก
การสมาทานพระกรรมฐาน
คำบูชาพระรัตนตรัย, คำขอขมาพระรัตนตรัย
การสมาทานศีล
คำสมาทานพระกรรมฐาน   
การฝึกที่ต้องมีครูชี้แนะ
การฝึกแบบครึ่งกำลัง
ครูฝึก   
การฝึกแบบเต็มกำลัง
วิธีปฏิบัติ
การฝึกด้วยตนเองสำหรับผู้ฝึกใหม่   
การฝึกด้วยตนเองสำหรับผู้เคยฝึกแล้ว
การท่องเที่ยว, ญาณ ๘   
การอุทิศส่วนกุศล, คำอุทิศส่วนกุศล
เตือนสติ
   
● หลวงพ่อพระราชพรหมยานตอบปัญหามโนมยิทธิ
ปัญหาของผู้ไม่เคยฝึกมาก่อน
ปัญหาของผู้เริ่มฝึกใหม่ๆ
ปัญหาของผู้เริ่มฝึกได้แล้วและการฝึกแบบเต็มกำลัง
● มโนมยิทธิ ๒ หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง
มโนมยิทธิเต็มกำลัง
นิพพานมีสภาพไม่สูญ
จุตูปปาตญาณ
เจโตปริยญาณ
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
อตีตังสญาณ
อนาคตังสญาณ
ปัจจุปปันนังสญาณ,ยถากรรมมุตาญาณ
ประโยชน์ของการเจริญมโนมยิทธิ
● หลวงพ่อแนะนำการฝึกมโนฯสำหรับนักปฏิบัติใหม่
● การรักษาอารมณ์ของมโนมยิทธิ

 

มโนมยิทธิเต็มกำลัง

ก่อนที่จะอธิบายอย่างอื่น ในตอนต้นนี่ ขอให้ทุกคนคิดตามความเป็นจริง ไอ้ความเป็นจริง คือว่า

เราเกิดมาแล้ว เราหนีไม่พ้น นั่นคือ เมื่อเกิดแล้วก็แก่ ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ ก็มีการป่วยไข้ไม่สบาย การพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความปรารถนาไม่ค่อยจะสมหวัง แล้วก็มีความตายไปในที่สุด

ขอให้ทุกคนจงอย่าลืม กฎธรรมดา นี่ถ้าเราลืมแล้ว เราหาความสุขไม่ได้ เราจะไม่พ้นความทุกข์ และในขณะเวลานี้ ก็คิดถึงความจริงด้วยปัญญา

ทั้ง ปัญญา และ สัญญา เราก็เห็นอยู่แล้ว สัญญา แปลว่า ความจำ ปัญญา แปลว่า ความรู้สึก อย่างเลว ๆ ก็หมายความว่า รู้สึกตามที่เราเห็น ตามธรรมดา นั่นก็คือว่า

การเกิดเข้ามาแล้ว ทุกคนเป็นทุกข์ ความหิวก็เป็นทุกข์ ความกระหายก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ การป่วยไข้ไม่สบายก็เป็นทุกข์ การประกอบกิจการงานต่างๆ มีความเหนื่อยยากก็เป็นทุกข์ ความปรารถนาไม่ค่อยจะสมหวังก็เป็นทุกข์ ความตายจะเข้ามาถึงก็เป็นทุกข์

และความทุกข์ของเรา ไม่มีแต่เท่านี้ ถ้าจิตของเราชั่ว นิยมความชั่ว คือ ชอบละเมิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง เมื่อตายจากความเป็นคน เราก็ทุกข์ต่อ คือ ไปทุกข์ในนรก ทุกข์ในแดนเปรต ทุกข์ในแดนอสุรกาย ทุกข์ในแดนสัตว์เดรัจฉาน

กลับขึ้นมาเป็นคน โทษที่ละเมิดศีล ๕ ข้อที่ ๑
ทำให้เป็นคนอายุสั้นพลันตาย ถึงแม้จะเป็นคนมีอายุยืนหน่อย เราก็มีการป่วยไข้ไม่สบายเป็นเครื่องเบียดเบียน

โทษที่ละเมิดศีล ๕ ข้อที่ ๒
มีสมบัติต้องเสียหาย ไฟไหม้บ้านบ้าง ลมพัดให้บ้านพังบ้าง น้ำท่วมสมบัติเสียหายบ้าง ถูกโจรลักโจรขโมยบ้าง

โทษที่ละเมิดศีล ๕ ข้อที่ ๓
คือ กาเม คนที่อยู่ในปกครองดื้อด้าน ลูกในปกครองดื้อด้าน ว่ายากสอนยากไม่อยู่ในโอวาท ก็เป็นทุกข์

โทษที่ละเมิดศีล ๕ ข้อที่ ๔
คือ มุสาวาท พูดดี พูดตามความเป็นจริง แต่ไม่มีใครเขาเชื่อ ไม่มีใครอยากฟังทั้ง ๆ ที่ใช้วาจาไพเราะ ก็มีคนไม่ชอบ

โทษที่ละเมิดศีล ๕ ข้อที่ ๕
คือ การดื่มสุราเมรัย ทำให้เราเป็นคนเป็นโรคปวดศีรษะบ่อยๆ บ้าง เป็นโรคเส้นประสาทบ้าง เป็นบ้าบ้าง ดีไม่ดี เมื่อโทษทั้งหลายเหล่านี้ มันรบกวนร่างกายหนัก จิตมันก็เป็นทุกข์ จิตใจเศร้าหมอง ก็กลับลงนรกใหม่

ถ้าจิตใจของเราดี มีความสุข นิยมในศีล ๕ ปฏิบัติในศีล ๕ ครบถ้วน มีความเคารพในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์ครบถ้วน จิตใจอ่อนหน่อยเราก็ไปเป็นเทวดา กำลังใจเข้มแข็งเราก็ไปเป็นพรหม ถ้ามีปัญญามาก เราไม่นิยมในการเกิดเป็นมนุษย์เป็นเทวดาเป็นพรหม เราก็ไปพระนิพพาน

ฉะนั้น เวลานี้ขอท่านพุทธบริษัททุกท่าน ก่อนจะใช้อะไรอย่างอื่น ให้ตัดสินใจว่า การเกิดเป็นคนนี่ มันเป็นทุกข์ จะไม่ขออธิบายมาก ถ้าแค่นี้ไม่เข้าใจ โง่เกินไปก็ไปตามทางเถอะ

ในเมื่อมันทุกข์อย่างนี้ ถ้าเราอยากเกิดอีก ก็แสดงว่าเราพอใจในทุกข์ ถ้าเราพอใจในทุกข์ ความทุกข์มันเกิดขึ้น จะไปบ่นให้ใครเขาช่วย จะมีใครเขาช่วยได้ พระพุทธเจ้ายังช่วยไม่ได้ แต่ต้องหาทางตัดทุกข์เอาเอง ให้ตัดสินใจตามความเป็นจริงว่า

การเกิดเป็นคนชั้นสูงสุดของชาวโลก คือ พระมหากษัตริย์ ไม่มีพระมหากษัตริย์องค์ไหนที่มีความสุขจริง เต็มไปด้วยความทุกข์ยิ่งกว่าชนคนธรรมดา คนที่ต่ำที่สุด คือ ยากจน ก็เต็มไปด้วยความทุกข์

เราก็ตัดสินใจว่าการเกิดเป็นคนอย่างนี้มันเป็นทุกข์ เราไม่ต้องการมันอีก ถ้าร่างกายนี้ตายเมื่อไหร่ เป็นคน ไม่เกิดแล้ว

เราอยากจะเป็นเทวดาหรือพรหม ก็ใช้ปัญญาว่า เทวดากับพรหมมีความสุข แต่มันก็สุขไม่นาน หมดบุญวาสนาบารมีก็ลงมาหาความทุกข์ใหม่ ก็ชื่อว่าเรายังโง่อยู่

ขอทุกคนตัดสินใจคิดว่า การพบ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ทั้ง ๓ พระนี่ เป็นปัจจัยต้องการให้เราพ้นทุกข์ คือ ไปนิพพาน

ในเมื่อท่านมอบ สมบัติพระนิพพาน ให้แก่เรา เรามีความทุกข์ เราโทษใครเขาไม่ได้ ถ้าเราต้องการชาตินี้ เราก็ได้ ชาตินี้ได้

สมบัติพระนิพพานที่พระพุทธเจ้าให้แก่เรา ก็คือ

๑.ทานบารมี ทาน เป็นปัจจัยตัด ความโลภ

การเจริญพระกรรมฐานอย่างนี้ต้องใช้เงิน เงินที่ให้ก็ไม่จำเป็น เท่าไหร่ก็ได้ เป็นทานบารมี เงินจำนวนนี้ ครูก็ใช้ไม่ได้ นักเรียนก็ใช้ไม่ได้ จะต้องเข้าส่วนกลาง เป็นส่วนของสงฆ์ คือ การตัดโลภะ ความโลภ

๒.ศีล กับ สมาธิ เป็นปัจจัยตัด ความโกรธ

เราต้องเป็นผู้มี ศีลบริสุทธิ์ ตั้งแต่วันนี้ไปจนกว่าจะถึงวันตาย ไม่ใช่จะมาสมาทานหลอกพระ ว่าวันนี้ฉันต้องการศีลเมื่อสมาทาน สมาทาน แปลว่า การศึกษา ว่าศีลมีกี่สิกขาบท เอาแค่ ๕ ก็พอ ๕ สิกขาบทนี่พอ จะเป็นพระโสดาบันก็ได้ เป็นพระสกิทาคามีก็ได้

ถ้ารักษาศีล ๕ ได้ครบถ้วน สมาธิก็เกิด อันนี้เป็นปัจจัยระงับ ความโกรธ

๓.ปัญญา เป็นตัวตัด ความหลง แต่ตัวปัญญาจะไม่พูด เอาไว้พูดทีหลัง

วันนี้ ขอทุกคนจงใช้ ปัญญา ว่า การเกิดมันเป็นทุกข์ เราไม่ต้องการมันอีก ขอเกิดใช้หนี้ความชั่วของกิเลส ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย จะใช้มันหมดหรือไม่หมดก็ช่างมัน เราจะไม่ยอมใช้มันอีก ถ้ากิเลสเก่งจริงให้ตามเราไปพระนิพพาน แค่สวรรค์ กิเลสมันก็ตามไปไม่ได้แล้ว

เราจะทรง ศีลให้บริสุทธิ์ เราจะไม่อยากได้ทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่น เรายอมรับนับถือ พระไตรสรณคมน์ คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ตัดสินใจอย่างนี้ให้แน่นอนนะ

หลังจากนี้ต่อไป ทุกคน จงละความชั่ว ๕ ประการในจิตเสีย คือชั่ว ๕ ประการนี้เราละเด็ดขาดไม่ได้ แต่เวลานี้ต้องละให้ได้ เฉพาะเวลาที่ปฏิบัติ เพราะเราต้องการเป็นคนดี ต้องการเป็นคนพ้นทุกข์ ความชั่ว ๕ ประการ เวลานี้ที่เราจะต้องไม่คิดถึงมัน ก็คือ

๑.กามฉันทะ จิตที่มีความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ ทุกประเภท เฉพาะเวลาที่เจริญพระกรรมฐาน วางชั่วคราว ทิ้งมันไปจากใจ

๒.ความไม่พอใจ คน หรือ สัตว์ หรือ วัตถุ หรือ เสียง เราจะทิ้งชั่วคราว

ใครจะมีเสียงเอะอะโวยวายอย่างไรก็ตาม ฉันมีหน้าที่ภาวนาแบบไหน ฉันก็ภาวนาแบบนั้น ตัวใครก็ตัวมัน เราก็เรา เขาก็เขา นี่เขามีเสียงเอะอะโวยวาย เขาไม่ได้แกล้ง มันเป็นด้วยอำนาจกำลังของปีติบ้าง ผีเจ้าเข้าสิงมาในกาลก่อนบ้าง

คนที่มีโรคไสยศาสตร์ ปฏิบัติแบบนี้ไม่กี่ครั้ง โรคก็หายจากกายเพราะรักษาโรคไสยศาสตร์ได้ดีมาก ถ้าเขามีโรคไสยศาสตร์ติดตัวมา เขาก็ต้องร้องเพราะมันถูกบีบคั้น ในเมื่อโรคหายไป เขาก็ไม่ร้อง

และเวลาที่มีเสียงร้องขึ้นมา ก็เป็นเรื่องของเขา อีกเสียงหนึ่งก็คือ เสียงปีติ ที่เขาไม่เคยเห็นเทวดา เขาไม่เคยเห็นพรหม ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้ามาก่อน เห็นเกิดปีติทนไม่ไหวก็เปล่งเสียงออกมา นี่ก็ถือเป็นเรื่องของเขา เราอย่าไปยุ่ง ตัวเราก็ตัวเรา ตัวเขาก็ตัวเขา เรามีหน้าที่ภาวนาก็ภาวนาไป

เมื่อสมัยปี ๐๘ ฝึกที่วัดสะพาน มีรถแทรกเตอร์ของชลประทาน ๕ คัน เขาซ่อมข้างโบสถ์ ตีเป๊งป๊างๆ พูดกันก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง แต่ว่าคนที่ปฏิบัติทุกคนเขา สามารถทำได้หมด นั่นแสดงว่ากำลังใจเขาเข้มแข็ง

เราต้องทำกำลังใจให้เข้มแข็งแบบนั้น ไม่ใช่ได้ยินเสียงเขาปั๊บ ก็ปี๊ดป๊าดปู๊ดโวยวายขึ้นมาตกใจ ใช้ไม่ได้ เราก็จะเป็นเหยื่อของนรกต่อไป ต้องตัดสินใจว่า ตัวใครก็ตัวใคร เขาเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา เรามีหน้าที่ภาวนาอย่างเดียว

๓.ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาเกียจคร้าน ในเวลาที่เจริญพระกรรมฐาน ถ้ามีอาการง่วง การฝึกก็ไม่เป็นผล

๔.จิตฟุ้งซ่านเกินไป และก็เวลาก่อนจะทำ จงอย่าคิดว่าเราอยากได้อย่างนั้น เราอยากได้อย่างนี้นะ ถ้าอยากได้มีอยู่ มันจะไม่ได้

๕.สงสัย ออกไปแล้วปุ๊บปั๊บอย่างนี้ เกิดสงสัยว่าใช่หรือไม่ใช่นี่พังเลย ให้เชื่อมั่นในอารมณ์จิตว่า เวลานี้จิตเป็นทิพย์ ทุกอย่างถูกต้องหมด

สำหรับ คำภาวนา ก็ไม่มีอะไร ก็ นะ มะ พะ ธะ ตามเดิม เวลาภาวนาจริง ๆ เริ่มต้นใช้ลมหายใจเข้าออก ดึงนิดหน่อยก็ได้ แต่ไม่ต้องดึงมาก หรือใครจะไม่ใช้ลมหายใจเลยก็ได้ เพราะว่าเวลาที่จิตจะหลุดออกจากร่าง ถ้าดึงลมหายใจมากเกินไป จิตมันไม่ไป ปล่อยให้ภาวนาไปตามปกติ

ทีนี้เวลาที่ภาวนา ตามแบบฉบับท่านบอกว่า ถ้าคนใหม่จะเห็นมีแสงพุ่งลงจากเบื้องบนสว่างจ้าลงมา หรือมีแสงพุ่งขึ้นจากเบื้องต่ำขึ้นไป หรือมีแสงสว่างธรรมดาระหว่างกลางอากาศ ถ้าสว่างเต็มที่ พุ่งใจไปตามแสง แล้วก็จะไปได้ทันที

ถ้าถามว่าไปไหน ตัดสินใจขั้นแรกคือ พระจุฬามณีเจดียสถาน ตอนนั้นให้นึกถึงพระพุทธเจ้า แล้วก็จะพบพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นจะไปทางไหน ก็ขออาราธนาพระพุทธเจ้านำ ท่านจะนำไป

สำหรับท่านที่ไม่เคยได้ฌานมาก่อน ฌานที่จะเข้าเป็นฌาน ๔ หยาบ จะมีการเอะอะ ตึงตังโครมคราม ตีอกชกลม อันนี้เป็นของธรรมดา เพราะฌานหยาบ

แต่ว่าจะมีการเอามือกระแทกอกหนักๆ เวลาเขาเต้น มือตีอกปั้บๆๆ ๒-๓ที นี่ครูผู้นำนะ อย่าเพิ่งไปจับมือ เพราะสมาธิยังไม่ทรงตัว ถ้าไปจับมือวางเข่า สมาธิจะเคลื่อน เขาเสียผล

ปล่อยให้มันตีอกพั้บ ๆๆ เห็นท่าจะทนไม่ไหวจริงๆ พอจับมือปั้บ วางที่เข่า เวลาจับต้องค่อยๆจับ มือจะตีเข่าอย่างนี้ใช้ได้ จิตทรงตัว ถ้าวางที่เข่า เงียบ ต้องเอามือขึ้นมาพนมใหม่

สำหรับท่านที่ได้มาแล้วในกาลก่อน ทีแรกก็พนมมือเหมือนกัน ต่อไปถ้าเมื่อยมือก็วางได้ ใช้อารมณ์เดิม ภาวนาใช้อารมณ์เดิม พอจิตเริ่มต้นปั้บ จับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ชัดเจนแจ่มใส แสงที่เขาเห็น ก็คือ รัศมีของพระพุทธเจ้า

สำหรับคนเก่านี่ เขาเห็นพระพุทธเจ้าตรง เห็นพระพุทธเจ้าชัด ก็ขออาราธนาบารมีท่านว่า ขอบารมีให้เห็นชัดเจนแจ่มใสกว่าปกติ ให้เต็มกำลัง แล้วทูลต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเราจะไปไหน ให้ไปตามนั้น

ทีนี้วิธีปฏิบัติก็มีเท่านี้นะ

กระดาษที่ปิดหน้า ก็ไม่ควรเรียกว่า หน้ากาก หน้ากากมันเป็นเครื่องแบบผีหรือลิเกเขา กระดาษเขาเขียนชื่อพระพุทธเจ้าว่า นะ โม พุท ธา ยะ ควรจะเรียกชื่อว่า “พระเจ้า ๕ พระองค์” ใช้คำว่า “หน้ากาก” นี่ไม่ถูกนะ ใช้ศัพท์ไม่ถูกนะ.

<< ก่อนหน้า                 อ่านต่อ >>

ขอเชิญฝึกมโนมยิทธิ ณ ศูนย์พุทธศรัทธา ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๑๒.๓๐ น.

คำถามคำตอบปัญหาเกี่ยวกับการฝึกมโนมยิทธิ โดยศูนย์พุทธศรัทธา

เรื่องนี้ถูกเขียนใน มโนมยิทธิ และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร