สำนักปฏิบัติพระกรรมฐานสาขาวัดท่าซุง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี โทร 081-853-7803, 081-937-0244

Archive for กุมภาพันธ์ 23rd, 2010

มโนมยิทธิ ๒-มโนมยิทธิเต็มกำลัง

ปิดความเห็น บน มโนมยิทธิ ๒-มโนมยิทธิเต็มกำลัง

มโนมยิทธิ ๒ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

จัดทำโดย ศูนย์พุทธศรัทธา

คำนำ

ผลของการปฏิบัติ ในการฝึก มโนมยิทธิ นั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานได้กล่าวไว้ว่า ถ้าปฏิบัติได้คล่อง ทรงอารมณ์ฌาน ๔ ได้เป็นปกติ จะเกิดญาณรู้ ๗ อย่าง คือ

๑.จุตูปปาตญาณ รู้ว่าสัตว์ตายแล้วไปเกิดที่ใด สัตว์ที่มาเกิดนี้มาจากไหน
๒.เจโตปริยญาณ รู้อารมณ์จิตของคนและสัตว์
๓.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้
๔.อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอดีตของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ต่างๆ ได้
๕.อนาคตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอนาคตได้
๖.ปัจจุปปันนังสญาณ รู้เหตุการณ์ปัจจุบัน ว่าขณะนี้ใครกำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่าคนๆ นั้นจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม
๗.ยถากรรมมุตาญาณ รู้ผลกรรมของคนและสัตว์ได้ ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน

จะเห็นได้ว่า การฝึก มโนมยิทธิ นั้นมีประโยชน์มากมายถ้าปฏิบัติถูกต้อง แต่ไม่ใช่ว่าใครที่ฝึกได้แล้ว จะได้ญาณกันทุกคน ผู้ที่จะเกิดญาณทั้ง ๗ ได้นั้น ต้องทรงอารมณ์ฌาน ๔ ได้เป็นปกติ และทำกำลังใจถูกต้อง

คณะผู้จัดทำ จึงได้รวบรวมคำสอนของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน เกี่ยวกับการปฏิบัติ มโนมยิทธิ ผลของการปฏิบัติ การรู้จักใช้ญาณต่าง ๆให้ถูกต้อง และสามารถนำผลที่ได้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการตัดกิเลส เพื่อความพ้นทุกข์ต่อไป

หวังว่า คำสอนเรื่อง มโนมยิทธิ เล่ม ๑ และ เล่ม ๒ นี้ คงจะเป็นแนวทางสำหรับผู้สนใจฝึกปฏิบัติ “มโนมยิทธิ” ได้ตามสมควร

กุศลผลบุญใด อันเกิดจากการให้ธรรมะเป็นทาน และเป็นธรรมะที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ ศูนย์พุทธศรัทธา และ เว็บพลังจิต ขอน้อมถวายเป็นพุทธบูชา และบูชาพระคุณ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง) เทพพรหมทั้งหลายทั่วสากลพิภพ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณทั้งหลายทุกภพทุกชาติที่ผ่านมา และขออุทิศส่วนกุศลนี้ แด่เจ้ากรรมนายเวร เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลายทั้งปวง ขอทุกท่านได้โมทนาในส่วนกุศลนี้ เทอญ.

ศูนย์พุทธศรัทธา
สำนักปฏิบัติพระกรรมฐาน สาขาวัดท่าซุง
๗๗ หมู่ ๗ ต.บ้านหมอ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ๑๘๑๓๐

โทร ๐๓๖-๒๐๑๖๐๐, ๐๘๔-๑๐๗๖๑๐๖, ๐๘๑-๙๓๗๐๒๔๔

 

● มโนมยิทธิ ๑ หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง
เกริ่นนำ โดยสุนิสา วงศ์ราม
ความหมายของมโนมยิทธิ
ต้นกำเนิดของมโนมยิทธิ
วัตถุประสงค์
คุณประโยชน์
แบบของมโนมยิทธิ
เหตุบันดาลใจให้ประยุกต์
มโนมยิทธิประยุกต์แบบครึ่งกำลัง   
การเตรียมตัวฝึก
การสมาทานพระกรรมฐาน
คำบูชาพระรัตนตรัย, คำขอขมาพระรัตนตรัย
การสมาทานศีล
คำสมาทานพระกรรมฐาน   
การฝึกที่ต้องมีครูชี้แนะ
การฝึกแบบครึ่งกำลัง
ครูฝึก   
การฝึกแบบเต็มกำลัง
วิธีปฏิบัติ
การฝึกด้วยตนเองสำหรับผู้ฝึกใหม่   
การฝึกด้วยตนเองสำหรับผู้เคยฝึกแล้ว
การท่องเที่ยว, ญาณ ๘   
การอุทิศส่วนกุศล, คำอุทิศส่วนกุศล
เตือนสติ
   
● หลวงพ่อพระราชพรหมยานตอบปัญหามโนมยิทธิ
ปัญหาของผู้ไม่เคยฝึกมาก่อน
ปัญหาของผู้เริ่มฝึกใหม่ๆ
ปัญหาของผู้เริ่มฝึกได้แล้วและการฝึกแบบเต็มกำลัง
● มโนมยิทธิ ๒ หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง
มโนมยิทธิเต็มกำลัง
นิพพานมีสภาพไม่สูญ
จุตูปปาตญาณ
เจโตปริยญาณ
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
อตีตังสญาณ
อนาคตังสญาณ
ปัจจุปปันนังสญาณ,ยถากรรมมุตาญาณ
ประโยชน์ของการเจริญมโนมยิทธิ
● หลวงพ่อแนะนำการฝึกมโนฯสำหรับนักปฏิบัติใหม่
● การรักษาอารมณ์ของมโนมยิทธิ

 

มโนมยิทธิเต็มกำลัง

ก่อนที่จะอธิบายอย่างอื่น ในตอนต้นนี่ ขอให้ทุกคนคิดตามความเป็นจริง ไอ้ความเป็นจริง คือว่า

เราเกิดมาแล้ว เราหนีไม่พ้น นั่นคือ เมื่อเกิดแล้วก็แก่ ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ ก็มีการป่วยไข้ไม่สบาย การพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความปรารถนาไม่ค่อยจะสมหวัง แล้วก็มีความตายไปในที่สุด

ขอให้ทุกคนจงอย่าลืม กฎธรรมดา นี่ถ้าเราลืมแล้ว เราหาความสุขไม่ได้ เราจะไม่พ้นความทุกข์ และในขณะเวลานี้ ก็คิดถึงความจริงด้วยปัญญา

ทั้ง ปัญญา และ สัญญา เราก็เห็นอยู่แล้ว สัญญา แปลว่า ความจำ ปัญญา แปลว่า ความรู้สึก อย่างเลว ๆ ก็หมายความว่า รู้สึกตามที่เราเห็น ตามธรรมดา นั่นก็คือว่า

การเกิดเข้ามาแล้ว ทุกคนเป็นทุกข์ ความหิวก็เป็นทุกข์ ความกระหายก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ การป่วยไข้ไม่สบายก็เป็นทุกข์ การประกอบกิจการงานต่างๆ มีความเหนื่อยยากก็เป็นทุกข์ ความปรารถนาไม่ค่อยจะสมหวังก็เป็นทุกข์ ความตายจะเข้ามาถึงก็เป็นทุกข์

และความทุกข์ของเรา ไม่มีแต่เท่านี้ ถ้าจิตของเราชั่ว นิยมความชั่ว คือ ชอบละเมิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง เมื่อตายจากความเป็นคน เราก็ทุกข์ต่อ คือ ไปทุกข์ในนรก ทุกข์ในแดนเปรต ทุกข์ในแดนอสุรกาย ทุกข์ในแดนสัตว์เดรัจฉาน

กลับขึ้นมาเป็นคน โทษที่ละเมิดศีล ๕ ข้อที่ ๑
ทำให้เป็นคนอายุสั้นพลันตาย ถึงแม้จะเป็นคนมีอายุยืนหน่อย เราก็มีการป่วยไข้ไม่สบายเป็นเครื่องเบียดเบียน

โทษที่ละเมิดศีล ๕ ข้อที่ ๒
มีสมบัติต้องเสียหาย ไฟไหม้บ้านบ้าง ลมพัดให้บ้านพังบ้าง น้ำท่วมสมบัติเสียหายบ้าง ถูกโจรลักโจรขโมยบ้าง

โทษที่ละเมิดศีล ๕ ข้อที่ ๓
คือ กาเม คนที่อยู่ในปกครองดื้อด้าน ลูกในปกครองดื้อด้าน ว่ายากสอนยากไม่อยู่ในโอวาท ก็เป็นทุกข์

โทษที่ละเมิดศีล ๕ ข้อที่ ๔
คือ มุสาวาท พูดดี พูดตามความเป็นจริง แต่ไม่มีใครเขาเชื่อ ไม่มีใครอยากฟังทั้ง ๆ ที่ใช้วาจาไพเราะ ก็มีคนไม่ชอบ

โทษที่ละเมิดศีล ๕ ข้อที่ ๕
คือ การดื่มสุราเมรัย ทำให้เราเป็นคนเป็นโรคปวดศีรษะบ่อยๆ บ้าง เป็นโรคเส้นประสาทบ้าง เป็นบ้าบ้าง ดีไม่ดี เมื่อโทษทั้งหลายเหล่านี้ มันรบกวนร่างกายหนัก จิตมันก็เป็นทุกข์ จิตใจเศร้าหมอง ก็กลับลงนรกใหม่

ถ้าจิตใจของเราดี มีความสุข นิยมในศีล ๕ ปฏิบัติในศีล ๕ ครบถ้วน มีความเคารพในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์ครบถ้วน จิตใจอ่อนหน่อยเราก็ไปเป็นเทวดา กำลังใจเข้มแข็งเราก็ไปเป็นพรหม ถ้ามีปัญญามาก เราไม่นิยมในการเกิดเป็นมนุษย์เป็นเทวดาเป็นพรหม เราก็ไปพระนิพพาน

ฉะนั้น เวลานี้ขอท่านพุทธบริษัททุกท่าน ก่อนจะใช้อะไรอย่างอื่น ให้ตัดสินใจว่า การเกิดเป็นคนนี่ มันเป็นทุกข์ จะไม่ขออธิบายมาก ถ้าแค่นี้ไม่เข้าใจ โง่เกินไปก็ไปตามทางเถอะ

ในเมื่อมันทุกข์อย่างนี้ ถ้าเราอยากเกิดอีก ก็แสดงว่าเราพอใจในทุกข์ ถ้าเราพอใจในทุกข์ ความทุกข์มันเกิดขึ้น จะไปบ่นให้ใครเขาช่วย จะมีใครเขาช่วยได้ พระพุทธเจ้ายังช่วยไม่ได้ แต่ต้องหาทางตัดทุกข์เอาเอง ให้ตัดสินใจตามความเป็นจริงว่า

การเกิดเป็นคนชั้นสูงสุดของชาวโลก คือ พระมหากษัตริย์ ไม่มีพระมหากษัตริย์องค์ไหนที่มีความสุขจริง เต็มไปด้วยความทุกข์ยิ่งกว่าชนคนธรรมดา คนที่ต่ำที่สุด คือ ยากจน ก็เต็มไปด้วยความทุกข์

เราก็ตัดสินใจว่าการเกิดเป็นคนอย่างนี้มันเป็นทุกข์ เราไม่ต้องการมันอีก ถ้าร่างกายนี้ตายเมื่อไหร่ เป็นคน ไม่เกิดแล้ว

เราอยากจะเป็นเทวดาหรือพรหม ก็ใช้ปัญญาว่า เทวดากับพรหมมีความสุข แต่มันก็สุขไม่นาน หมดบุญวาสนาบารมีก็ลงมาหาความทุกข์ใหม่ ก็ชื่อว่าเรายังโง่อยู่

ขอทุกคนตัดสินใจคิดว่า การพบ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ทั้ง ๓ พระนี่ เป็นปัจจัยต้องการให้เราพ้นทุกข์ คือ ไปนิพพาน

ในเมื่อท่านมอบ สมบัติพระนิพพาน ให้แก่เรา เรามีความทุกข์ เราโทษใครเขาไม่ได้ ถ้าเราต้องการชาตินี้ เราก็ได้ ชาตินี้ได้

สมบัติพระนิพพานที่พระพุทธเจ้าให้แก่เรา ก็คือ

๑.ทานบารมี ทาน เป็นปัจจัยตัด ความโลภ

การเจริญพระกรรมฐานอย่างนี้ต้องใช้เงิน เงินที่ให้ก็ไม่จำเป็น เท่าไหร่ก็ได้ เป็นทานบารมี เงินจำนวนนี้ ครูก็ใช้ไม่ได้ นักเรียนก็ใช้ไม่ได้ จะต้องเข้าส่วนกลาง เป็นส่วนของสงฆ์ คือ การตัดโลภะ ความโลภ

๒.ศีล กับ สมาธิ เป็นปัจจัยตัด ความโกรธ

เราต้องเป็นผู้มี ศีลบริสุทธิ์ ตั้งแต่วันนี้ไปจนกว่าจะถึงวันตาย ไม่ใช่จะมาสมาทานหลอกพระ ว่าวันนี้ฉันต้องการศีลเมื่อสมาทาน สมาทาน แปลว่า การศึกษา ว่าศีลมีกี่สิกขาบท เอาแค่ ๕ ก็พอ ๕ สิกขาบทนี่พอ จะเป็นพระโสดาบันก็ได้ เป็นพระสกิทาคามีก็ได้

ถ้ารักษาศีล ๕ ได้ครบถ้วน สมาธิก็เกิด อันนี้เป็นปัจจัยระงับ ความโกรธ

๓.ปัญญา เป็นตัวตัด ความหลง แต่ตัวปัญญาจะไม่พูด เอาไว้พูดทีหลัง

วันนี้ ขอทุกคนจงใช้ ปัญญา ว่า การเกิดมันเป็นทุกข์ เราไม่ต้องการมันอีก ขอเกิดใช้หนี้ความชั่วของกิเลส ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย จะใช้มันหมดหรือไม่หมดก็ช่างมัน เราจะไม่ยอมใช้มันอีก ถ้ากิเลสเก่งจริงให้ตามเราไปพระนิพพาน แค่สวรรค์ กิเลสมันก็ตามไปไม่ได้แล้ว

เราจะทรง ศีลให้บริสุทธิ์ เราจะไม่อยากได้ทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่น เรายอมรับนับถือ พระไตรสรณคมน์ คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ตัดสินใจอย่างนี้ให้แน่นอนนะ

หลังจากนี้ต่อไป ทุกคน จงละความชั่ว ๕ ประการในจิตเสีย คือชั่ว ๕ ประการนี้เราละเด็ดขาดไม่ได้ แต่เวลานี้ต้องละให้ได้ เฉพาะเวลาที่ปฏิบัติ เพราะเราต้องการเป็นคนดี ต้องการเป็นคนพ้นทุกข์ ความชั่ว ๕ ประการ เวลานี้ที่เราจะต้องไม่คิดถึงมัน ก็คือ

๑.กามฉันทะ จิตที่มีความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ ทุกประเภท เฉพาะเวลาที่เจริญพระกรรมฐาน วางชั่วคราว ทิ้งมันไปจากใจ

๒.ความไม่พอใจ คน หรือ สัตว์ หรือ วัตถุ หรือ เสียง เราจะทิ้งชั่วคราว

ใครจะมีเสียงเอะอะโวยวายอย่างไรก็ตาม ฉันมีหน้าที่ภาวนาแบบไหน ฉันก็ภาวนาแบบนั้น ตัวใครก็ตัวมัน เราก็เรา เขาก็เขา นี่เขามีเสียงเอะอะโวยวาย เขาไม่ได้แกล้ง มันเป็นด้วยอำนาจกำลังของปีติบ้าง ผีเจ้าเข้าสิงมาในกาลก่อนบ้าง

คนที่มีโรคไสยศาสตร์ ปฏิบัติแบบนี้ไม่กี่ครั้ง โรคก็หายจากกายเพราะรักษาโรคไสยศาสตร์ได้ดีมาก ถ้าเขามีโรคไสยศาสตร์ติดตัวมา เขาก็ต้องร้องเพราะมันถูกบีบคั้น ในเมื่อโรคหายไป เขาก็ไม่ร้อง

และเวลาที่มีเสียงร้องขึ้นมา ก็เป็นเรื่องของเขา อีกเสียงหนึ่งก็คือ เสียงปีติ ที่เขาไม่เคยเห็นเทวดา เขาไม่เคยเห็นพรหม ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้ามาก่อน เห็นเกิดปีติทนไม่ไหวก็เปล่งเสียงออกมา นี่ก็ถือเป็นเรื่องของเขา เราอย่าไปยุ่ง ตัวเราก็ตัวเรา ตัวเขาก็ตัวเขา เรามีหน้าที่ภาวนาก็ภาวนาไป

เมื่อสมัยปี ๐๘ ฝึกที่วัดสะพาน มีรถแทรกเตอร์ของชลประทาน ๕ คัน เขาซ่อมข้างโบสถ์ ตีเป๊งป๊างๆ พูดกันก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง แต่ว่าคนที่ปฏิบัติทุกคนเขา สามารถทำได้หมด นั่นแสดงว่ากำลังใจเขาเข้มแข็ง

เราต้องทำกำลังใจให้เข้มแข็งแบบนั้น ไม่ใช่ได้ยินเสียงเขาปั๊บ ก็ปี๊ดป๊าดปู๊ดโวยวายขึ้นมาตกใจ ใช้ไม่ได้ เราก็จะเป็นเหยื่อของนรกต่อไป ต้องตัดสินใจว่า ตัวใครก็ตัวใคร เขาเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเขา เรามีหน้าที่ภาวนาอย่างเดียว

๓.ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาเกียจคร้าน ในเวลาที่เจริญพระกรรมฐาน ถ้ามีอาการง่วง การฝึกก็ไม่เป็นผล

๔.จิตฟุ้งซ่านเกินไป และก็เวลาก่อนจะทำ จงอย่าคิดว่าเราอยากได้อย่างนั้น เราอยากได้อย่างนี้นะ ถ้าอยากได้มีอยู่ มันจะไม่ได้

๕.สงสัย ออกไปแล้วปุ๊บปั๊บอย่างนี้ เกิดสงสัยว่าใช่หรือไม่ใช่นี่พังเลย ให้เชื่อมั่นในอารมณ์จิตว่า เวลานี้จิตเป็นทิพย์ ทุกอย่างถูกต้องหมด

สำหรับ คำภาวนา ก็ไม่มีอะไร ก็ นะ มะ พะ ธะ ตามเดิม เวลาภาวนาจริง ๆ เริ่มต้นใช้ลมหายใจเข้าออก ดึงนิดหน่อยก็ได้ แต่ไม่ต้องดึงมาก หรือใครจะไม่ใช้ลมหายใจเลยก็ได้ เพราะว่าเวลาที่จิตจะหลุดออกจากร่าง ถ้าดึงลมหายใจมากเกินไป จิตมันไม่ไป ปล่อยให้ภาวนาไปตามปกติ

ทีนี้เวลาที่ภาวนา ตามแบบฉบับท่านบอกว่า ถ้าคนใหม่จะเห็นมีแสงพุ่งลงจากเบื้องบนสว่างจ้าลงมา หรือมีแสงพุ่งขึ้นจากเบื้องต่ำขึ้นไป หรือมีแสงสว่างธรรมดาระหว่างกลางอากาศ ถ้าสว่างเต็มที่ พุ่งใจไปตามแสง แล้วก็จะไปได้ทันที

ถ้าถามว่าไปไหน ตัดสินใจขั้นแรกคือ พระจุฬามณีเจดียสถาน ตอนนั้นให้นึกถึงพระพุทธเจ้า แล้วก็จะพบพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นจะไปทางไหน ก็ขออาราธนาพระพุทธเจ้านำ ท่านจะนำไป

สำหรับท่านที่ไม่เคยได้ฌานมาก่อน ฌานที่จะเข้าเป็นฌาน ๔ หยาบ จะมีการเอะอะ ตึงตังโครมคราม ตีอกชกลม อันนี้เป็นของธรรมดา เพราะฌานหยาบ

แต่ว่าจะมีการเอามือกระแทกอกหนักๆ เวลาเขาเต้น มือตีอกปั้บๆๆ ๒-๓ที นี่ครูผู้นำนะ อย่าเพิ่งไปจับมือ เพราะสมาธิยังไม่ทรงตัว ถ้าไปจับมือวางเข่า สมาธิจะเคลื่อน เขาเสียผล

ปล่อยให้มันตีอกพั้บ ๆๆ เห็นท่าจะทนไม่ไหวจริงๆ พอจับมือปั้บ วางที่เข่า เวลาจับต้องค่อยๆจับ มือจะตีเข่าอย่างนี้ใช้ได้ จิตทรงตัว ถ้าวางที่เข่า เงียบ ต้องเอามือขึ้นมาพนมใหม่

สำหรับท่านที่ได้มาแล้วในกาลก่อน ทีแรกก็พนมมือเหมือนกัน ต่อไปถ้าเมื่อยมือก็วางได้ ใช้อารมณ์เดิม ภาวนาใช้อารมณ์เดิม พอจิตเริ่มต้นปั้บ จับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ชัดเจนแจ่มใส แสงที่เขาเห็น ก็คือ รัศมีของพระพุทธเจ้า

สำหรับคนเก่านี่ เขาเห็นพระพุทธเจ้าตรง เห็นพระพุทธเจ้าชัด ก็ขออาราธนาบารมีท่านว่า ขอบารมีให้เห็นชัดเจนแจ่มใสกว่าปกติ ให้เต็มกำลัง แล้วทูลต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเราจะไปไหน ให้ไปตามนั้น

ทีนี้วิธีปฏิบัติก็มีเท่านี้นะ

กระดาษที่ปิดหน้า ก็ไม่ควรเรียกว่า หน้ากาก หน้ากากมันเป็นเครื่องแบบผีหรือลิเกเขา กระดาษเขาเขียนชื่อพระพุทธเจ้าว่า นะ โม พุท ธา ยะ ควรจะเรียกชื่อว่า “พระเจ้า ๕ พระองค์” ใช้คำว่า “หน้ากาก” นี่ไม่ถูกนะ ใช้ศัพท์ไม่ถูกนะ.

<< ก่อนหน้า                 อ่านต่อ >>

ขอเชิญฝึกมโนมยิทธิ ณ ศูนย์พุทธศรัทธา ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๑๒.๓๐ น.

คำถามคำตอบปัญหาเกี่ยวกับการฝึกมโนมยิทธิ โดยศูนย์พุทธศรัทธา

มโนมยิทธิ ๒-นิพพานมีสภาพไม่สูญ

ปิดความเห็น บน มโนมยิทธิ ๒-นิพพานมีสภาพไม่สูญ

นิพพานมีสภาพไม่สูญ
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง)

นี่ก็มาวัดความเลวของผมอีก ผมก็เลวตามเดิม ความจริงผมเลวเรื่องนี้มานาน เรียกว่าฟังหลาย ๆ คนพูดกัน แม้แต่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ท่านก็พูดกันว่า นิพพานสูญ และตำราที่ผมเรียนก็ นิพพานสูญ ผมก็เลยแนะนำบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทว่า นิพพานสูญ และเวลาสอนนักเรียน ผมก็สอนว่า นิพพานสูญ เวลาผมเทศน์ ผมก็เทศน์ว่า นิพพานสูญ รวมความว่า ผมเลวถึงขั้นเต็มขั้น

แต่ต่อมา มาศึกษา ในพระกรรมฐาน จากพระผู้ใหญ่หลายท่าน ท่านยืนยันว่า “นิพพานไม่สูญ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านที่เปิดเผยหนัก หนักกว่าองค์อื่น ก็คือ “หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ” สมัยนั้นท่านยังเป็นหลวงพ่อสดอยู่ ยังไม่เป็นพระครู และก็ยังไม่เป็นถึงเจ้าคุณ

ผมไปหาท่าน ท่านก็บอกว่า “นิพพานไม่สูญ” และแถมท่านก็ยังพูดในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ นั่นคือ ท่านบอกว่า “เมื่อคืนนี้ ผมไปพระนิพพานมา พระนิพพานนี่ พระที่พระนิพพานนี่ มีร่างกายเป็นแก้วหมด”

เมื่อผมรับฟังจากท่านอย่างนั้น ก็คิดว่า ถ้าตัวเป็นแก้วจะเดินจะพูดได้ยังไง นี่ความเลวของผม อย่างนี้เขาเรียกว่า “อันธพาล” ทั้งโง่ ทั้งบอด คือ บอดไม่รู้ความจริงของพระนิพพาน

แต่ในที่สุดท่านก็แนะนำ ว่าการที่จะรู้จักนิพพานจริง ๆ เขาทำกันยังไง ก็นำแบบฉบับของท่านมาปฏิบัติประยุกต์กันกับแบบปฏิบัติที่ทำไว้แล้ว ผลที่สุด ผมก็ไปชนนิพพาน ตามที่หลวงพ่อสดท่านพูด แต่ในตอนนั้น ความมั่นใจมี แต่ ความมั่นคงยังไม่มี

มั่นใจว่า พระนิพพาน มีจริง แต่ ความมั่นคง คิดว่าคนอย่างเรา จะสามารถไป นิพพาน ในชาติใดชาติหนึ่งได้หรือไม่นั้น ไม่มี ด้วยมีความรู้สึกว่า ตัวเลวจริง ๆ มีความเลวมาก

ต่อมาเมื่อ ความมั่นคงของจิต เกิดขึ้น หลังจากตายจริง ๆ วาระที่สาม ไปพบนิพพานจริง ๆ จึงได้มี ความมั่นคงของจิต ว่าถ้าชาตินี้เราไปไม่ได้ ถ้าเราไม่ละความพยายาม ชาติใดชาติหนึ่งก็ต้องไปได้แน่

เหมือนกับเราเดินทางไกล เราเดินทางไกล ถ้าเราไม่ละการเดิน วันนี้ถึงตรงนี้ เราพัก หายเหนื่อย มีกำลัง มีทุน เราก็เดินทางต่อไป เหนื่อยที่ไหนพักที่นั่น พักแล้วหาทุนต่อไป สะสมทุนให้พอกับการเดินทาง เดินไปถึงช่วงไหน หมดทุน ก็หยุดที่นั่น สะสมทุนต่อไป ข้อนี้ฉันใด

แม้การปฏิบัติตนเพื่อไปพระนิพพานก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราค่อย ๆ สะสมความดี ทำลายความชั่ว อันดับแรก ทำลายโลภะ ความโลภก่อน เพราะทำลายง่าย ในเมื่อความโลภค่อย ๆ ลดตัวลง เมื่อความโลภหมด เราก็ทำลายความโกรธต่อไป เมื่อทำลายความโกรธได้ ก็ทำลายความหลงต่อไป

ถ้าชาตินี้ทำลายได้ไม่หมด เราก็หวังการทำลายชาติหน้าต่อไป เพราะว่ามีความมั่นใจว่า “ตายแล้ว มีสภาพไม่สูญ”

นิพพาน
ทำไมท่าน จึงบอกกันว่า นิพพานสูญ

ความจริงผมก็โง่ต่อไป คิดไม่ถึงว่าคนโง่ประเภทนั้นมี ไอ้ผมน่ะโง่มาแล้วและโง่คนเดียวไม่พอ สอนให้ลูกศิษย์ลูกหาโง่ด้วยว่า นิพพานสูญ และก็เทศน์ให้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทมีความเข้าใจว่า นิพพานสูญ

ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผมก็โง่ตามท่านโง่ ใครจะโง่ผมไม่ทราบ เพราะผมอ่านหนังสือ หนังสือนั้นไม่รู้ใครเขียน แต่ครูสอนนักธรรมของผม ท่านก็เลยเอามาสอนผมเหมือนกัน ผมไม่โทษว่าท่านโง่ เพราะว่าท่านสอนตามหนังสือ

การเห็นไม่เหมือนกันเพราะร่างกายแต่ละฝ่าย
มีความละเอียดหรือหยาบไม่เสมอกัน

การจะเห็นนิพพานเป็นของยาก บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท พึงเข้าใจตามนี้ว่า

ร่างกายของคน และร่างกายของสัตว์ มีความหยาบกว่า ผี มาก คำว่า ผี ก็หมายถึง สัมภเวสีบ้าง อสุรกายบ้าง เปรตบางจำพวกที่เบาอย่างปรทัตตูปชีวี เปรตพวกนี้เขามีร่างกายบางกว่าเรา

คนหรือสัตว์ ถ้าผี หรือเปรต หรืออสุรกาย ไม่ต้องการให้เห็น คนไม่สามารถจะเห็นได้เลย แต่ว่าเขาสามารถจะเห็นคนได้ นี่แสดงว่าเราหยาบกว่าเขา ตาของเราใช้อะไรไม่ได้

มาพูดถึง ผีก็ดี อสุรกายก็ดี เปรตก็ดี ก็มีร่างกายหยาบกว่า เทวดา ถามว่าเทวดาชั้นไหน ผมก็ต้องตอบว่า ตั้งแต่ภุมเทวดาขึ้นไป ท่านมีร่างกายละเอียดกว่าผี ท่านพวกนี้ ถ้าหากว่าท่านไม่ต้องการให้ผีเห็น ผีไม่สามารถจะเห็นท่านได้เลย

และสำหรับ เทวดา ก็มีร่างกายหยาบกว่า พรหม พรหมมีร่างกายละเอียดกว่า ถ้าพรหมไม่ต้องการให้เทวดาเห็น เทวดาก็ไม่สามารถจะเห็นได้เลย

สำหรับ พระอริยเจ้า มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ที่ไปนิพพานแล้ว มีร่างกายละเอียดกว่า พรหม ถ้าไม่ต้องการให้พรหมเห็น พรหมก็จะไม่สามารถเห็นได้เลย

นี่ตามคุณสมบัติร่างกายแต่ละฝ่าย มีความละเอียด หรือหยาบ ไม่เสมอกัน

การเห็นไม่เหมือนกัน
ขึ้นกับลีลาการปฏิบัติพระกรรมฐาน

ลีลาการปฏิบัติพระกรรมฐาน จะเป็นในรูปไหนก็ตาม ย่อมมีผลเสมอกัน คือว่า ถ้ามี “จิตสะอาดพอ” คำว่า จิตสะอาดพอ นี่ ต้องมีทั้ง ศีล ทั้ง สมาธิ ปัญญา

ศีลดี สมาธิดี ปัญญาดี และตัดความตระหนี่ได้ นั่นคือ ไม่มีความโลภ ทั้งหมดนี้ ถ้าดีจริง ๆ ก็ดีขั้นโลกีย์

ถ้าดีขั้นโลกีย์ ขนาดต่ำ จิตสะอาดขั้นนี้ สามารถจะเห็นเทวดาได้ แต่ไม่สามารถจะเห็นพรหมได้ ถ้าผู้ที่ปฏิบัติ มโนมยิทธิ หรือ อภิญญา สามารถจะ ไปสวรรค์ได้ แต่ไม่สามารถจะไปพรหมได้ ท่านที่ฝึก ทิพจักขุญาณ ในหลักของ วิชชาสาม ก็สามารถจะ เห็นได้แค่เทวดา ไม่เห็นพรหม

ถ้าจิตสะอาดกว่านั้น มีความเข้มแข็งในสมาธิดีกว่านั้น เป็นกำลังฌาน ทรงตัวตามเวลาสมควร ไม่มากนัก สำหรับท่านที่เจริญในหลักสูตรของ วิชชาสาม ได้ ทิพจักขุญาณ กำลังจิตเป็นฌาน สามารถจะ เห็นพรหมได้ และ พูดกับพรหมก็ได้ ท่านที่ได้ มโนมยิทธิ มีกำลังเป็นฌาน ฌานเข้มแข็งสามารถจะ ไปเขตของพรหมได้

ทีนี้ท่านที่มีความสามารถมีจิตสะอาด มีความเข้มแข็ง จิตสะอาดตามลำดับ อย่างต่ำเฉพาะเวลา สะอาดเท่าพระโสดาบันขึ้นไป หรือพระสกิทาคา อย่างนี้ หากว่าท่านเจริญแบบ ทิพจักขุญาณ ในฝ่ายของ วิชชาสาม ท่านสามารถจะ เห็นนิพพานได้ หากว่าท่านที่ฝึก มโนมยิทธิ ก็สามารถ เห็นนิพพานได้ และ เข้าเขตนิพพานได้

ท่านที่ฝึก มโนมยิทธิ เข้าเขตนิพพาน ได้ แต่ว่าไม่สามารถจะนั่งเล่นนอนเล่นในวิมานที่นิพพานได้ แต่ว่าถ้า กำลังใจ ของท่านเวลานั้น สะอาดถึงที่สุด เวลานั้นไม่มีกังวล ไม่มีความโลภเกาะจิต ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลง หรือ ไม่มีราคะ ความกำหนัดยินดีในโลก จิตสะอาดอย่างนี้ เฉพาะเวลา เวลานั้น ท่านเข้าเขตนิพพานได้ และเข้าไปในวิมานได้ สามารถนั่งเล่นนอนเล่นได้อย่างเป็นสุข

คนเห็นนิพพานมี ไม่ใช่ไม่มี

นี่แหละบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาญาติโยมที่รัก ความจริงเรื่องของพระนิพพานนี่มี ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัส แต่ทว่า คนเห็นนิพพานมี ไม่ใช่ ไม่มี แต่คนเห็นนิพพานจริง ๆ ท่านไม่ค่อยจะพูด ทั้งนี้เพราะอะไร

เพราะว่า ท่านรำคาญ รำคาญบรรดานักปราชญ์ที่ไม่เอาไหน ทำตนเป็นศาสดา แต่ว่าจริยาใช้อะไรไม่ได้ ทั้งนี้เพราะอะไร

เพราะถือตำราเป็นสำคัญ ฉันอ่านตำราเก่งก็แล้วกัน ดีไม่ดีก็ทำลายพระพุทธศาสนาเสียด้วย ที่ว่าทำลายพระพุทธศาสนา ก็หมายความว่า อ่านไปอ่านมาหนัก ๆ เข้าก็หมดความเชื่อถือ เลยไม่เชื่อตำรา

พระพุทธเจ้าเทศน์ว่า “การตายแล้วเกิด” ท่านก็ใช้อารมณ์ของท่านว่า “ตายแล้วไม่เกิด ตายแล้วมีสภาพสูญ”

พระพุทธเจ้าบอกว่า “สวรรค์มี นรกมี” ท่านก็บอกว่า “ไม่มี” รวมความว่า ท่านทำลายความดีของคนทั้งโลก เพราะคนคิดว่า ถ้าตายแล้วมีสภาพสูญ ก็ไม่ต้องทำความดี ชาตินี้จะเลวแสนเลวอย่างไรก็ได้ นี่ความวุ่นวายของโลกก็จะเกิดขึ้น เพราะนักปราชญ์ประเภทนี้

และอีกประเภทหนึ่ง สวรรค์ไม่มี นรกไม่มี พรหมไม่มี เทวดาไม่มี อะไรก็เท่านั้นแหละ นี่ก็เหมือนกัน ถ้าตายแล้วไม่มีจุดลงโทษ ก็เลยทำแต่ความชั่วก็ได้ ใครมีกำลังมากก็ข่มเหงคนมีกำลังน้อย คนมีอำนาจมากก็ข่มเหงคนมีอำนาจน้อย คนมีอาวุธมากก็ข่มเหงคนมีอาวุธน้อย รวมความแล้วโลกทั้งโลกไม่มีความเป็นสุข

แล้วก็พระพุทธเจ้าตรัสว่ายังไง ในพระไตรปิฎกเล่ม ๑ พระวินัยปิฎก เปิดขึ้นไปก็เจอะนรกที่พระพุทธเจ้าทรงตรัส เอาแค่เล่มเดียวก็พอ พระพุทธเจ้าทรงตรัสยืนยันสวรรค์ ยืนยันนรก ยืนยันพรหมโลก ทั้งหมดที่เรารู้นี่ รู้จากพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าก็เคยเทศน์ เคยไปแสดงโปรดพระพุทธมารดา ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก และวิมานวัตถุ พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสไว้เยอะ อันนี้ก็ทรงยืนยัน

อย่างพระโมคคัลลาน์ เป็นอัครสาวก ก็สามารถท่องเที่ยวไปในนรก และสวรรค์ นำข่าวสาส์นมาบอกชาวบ้านที่เป็นญาติ ว่าญาติของท่านมีความทุกข์ ต้องการให้ช่วยแบบนี้ ญาติของท่านมีความสุข เพราะผลความดีอย่างนี้ เป็นต้น อันนี้องค์สมเด็จพระทศพลก็ทรงยืนยัน

และก็อย่างในเรื่องของ ท้าวสักกะ คือ พระอินทร์ เช่น ท้าวมหาลี สงสัยว่าพระพุทธเจ้าทรงเทศน์เรื่องท้าวสักกะ คือ พระอินทร์ สงสัยว่าพระพุทธเจ้าเห็นเอง รู้เองหรือฟังใครเขาพูดมา ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็ทรงยืนยันกับท้าวมหาลีว่าท่านไม่ได้ทราบแต่เรื่องของพระอินทร์อย่างเดียว พระอินทร์ทำความดีอะไร มีสมบัติขนาดไหนบ้าง พระองค์ก็ทรงทราบ จึงได้นำมาถึงเรื่องราวของพระอินทร์ทั้งหมด

อย่างเรื่องของพระมหากัสสปะ (ความจริงที่ผมนำมาพูดนี้มันเรื่องย่อ ๆ นะนิด ๆ) พระมหากัสสปะเป็นพระที่ถูกเทวดาต้มและตุ๋นหลายครั้งหลายวาระ เพราะว่าท่านชอบเข้านิโรธสมาบัติ ฉะนั้นเมื่อออกจากนิโรธสมาบัติ คนทำบุญมีอานิสงส์มากเทวดาจึงได้ย่องมาทำบุญแทนคนเสีย

ตายแล้ว มีสภาพไม่สูญ

นี่รวมความว่า พระพุทธเจ้าทรงยืนยัน แล้วก็ท่านที่ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร คนอื่นเขาจะเป็นอย่างไรน่ะ ช่างท่าน อย่าไปสนใจ สำคัญพวกเราอย่าเป็น มิจฉาทิฏฐิ

และก็แนะนำ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทผู้มีคุณ ที่เลี้ยงเรา ให้มีชีวิตอยู่ได้ เข้าใจความดีของพระพุทธเจ้า อย่าทำให้ท่านหลงผิดเป็น มิจฉาทิฏฐิ

กรรมของท่าน นอกจากจะชั่วตัวคนเดียวก็หาไม่ ยังทำลายความดี คือ อกตัญญู ไม่รู้คุณความดีของญาติโยมพุทธบริษัทที่ท่านเลี้ยงมา ทำให้ท่านหลงผิดเข้าใจผิด ท่านต้องลงอบายภูมิ คือ นักบวชเรานี่ ถ้าเลว หรือว่าทำให้บรรดาญาติโยมลงอบายภูมิด้วย จะดูตัวอย่าง

ตัวอย่างพระเทวทัต พระเทวทัตได้อภิญญา ๕ ในตอนต้น แต่ในที่สุดตอนท้ายท่านกลายเป็นคนเลว ก็พาพรรคพวกลงอเวจีเป็นแถว

ท่านมหากบิล หรือ กปิลภิกขุ นี่ก็เหมือนกัน ตัวท่านเลวก็ทำให้แม่กับน้องสาวท่านลงอเวจีด้วย ยังอาจจะมีอีกหลายคน พระอีกหลายองค์ ที่เคารพในท่านปฏิบัติตามท่าน ซึ่งท่านทำลายพระพุทธศาสนา ทำลายคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกอย่าง ติดในลาภสักการะ ติดในความเป็นใหญ่ที่บริษัทบริวาร ก็รวมความว่า ท่านลงอเวจีแต่ผู้เดียวไม่พอ ท่านก็เลยชวนแม่กับน้อง อาจจะมีคนอื่นอีกหลายคนลงอเวจีด้วย

ฉะนั้นเรื่องการเข้าใจในการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา ขอทุกคนบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทที่นั่งอยู่ที่นี่ นำไปแนะนำทุกคนให้มีความเข้าใจ การพิสูจน์คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราทำกันได้แล้ว

อาตมารู้สึกอายญาติโยมพุทธบริษัทที่นั่งที่นี่และก็ที่อื่น ที่ท่านมาปฏิบัติกัน ทุกคนที่มาปฏิบัติกันได้เนี่ยไม่ถึง ๔ วัน ได้เบื้องต้นแล้ว จะเป็นเบื้องต้น หรือเบื้องปลายก็ตาม ก็ถือว่าความรู้ที่นี่เป็นความรู้เป็ด ๆ เท่านั้น ไม่ใช่วิเศษวิโสอะไรมากนัก ถือว่าพอให้เข้าใจคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าบอกว่า ตายแล้ว มีสภาพไม่สูญ นั่นก็คือ ทำดีไปอยู่สุคติ ทำชั่วไปสู่ทุคติ เราก็ใช้ ทิพจักขุญาณ ก็ได้ ใช้ จุตูปปาตญาณก็ได้.

<< ก่อนหน้า                 อ่านต่อ >>

ขอเชิญฝึกมโนมยิทธิ ณ ศูนย์พุทธศรัทธา ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๑๒.๓๐ น.

คำถามคำตอบปัญหาเกี่ยวกับการฝึกมโนมยิทธิ โดยศูนย์พุทธศรัทธา

มโนมยิทธิ ๒-จุตูปปาตญาณ

ปิดความเห็น บน มโนมยิทธิ ๒-จุตูปปาตญาณ

จุตูปปาตญาณ
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง)

ความจริง จุตูปปาตญาณ นี่ก็คือ ทิพจักขุญาณ นั่นเอง แต่มีความเข้มข้น สามารถรู้สภาวะของคนและสัตว์ที่ตายแล้ว ไปไหน อยู่ที่ไหน ไปสวรรค์ หรือไปนรก และนอกจากนั้น ยังจะรู้อีกว่า คนและสัตว์ก่อนจะเกิด คนนั้นก่อนจะเกิดมาจากไหน สัตว์ตัวนี้ก่อนเกิดมาจากไหน

อย่างนี้ท่านเรียก จุตูปปาตญาณ เราทำกันได้กระจุ๋มกระจิ๋มๆ เล็กๆน้อยๆ อย่างนี้ ก็ยังสามารถพอรู้ได้ แก้สงสัย ไม่ใช่วิเศษวิโส

จุตูปปาตญาณ ญาณนี้ เมื่อเล่นบ่อยๆ ดูว่าสัตว์ที่เกิดมานี้มาจากไหน สัตว์ที่ตายไปแล้วไปเกิดที่ไหน รู้แล้วอาศัย ยถากรรมมุตาญาณ สนับสนุนให้รู้ผลของกรรม ญาณ นั้นใช้ในคราวเดียวกันได้คราวละหลายๆ ญาณ เพราะก็เป็นผลของ ทิพยจักษุญาณ เหมือนกัน

เมื่อรู้ว่าบางรายมาจากเทวดาบ้าง มาจากพรหมบ้าง มาจากอบายภูมิ มีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานบ้าง สัตว์ที่ไปเกิดก็ทราบว่า ไปเกิดในแดนมนุษย์บ้าง สวรรค์บ้าง พรหมบ้าง และเกิดในอบายภูมิบ้าง คนรวยเกิดเป็นคนจน คนจนเกิดเป็นมหาเศรษฐี สัตว์เกิดเป็นมนุษย์เพราะผลของกรรมดีและกรรมชั่วที่สั่งสมไว้

เมื่อรู้เห็นความวนเวียนในความตายความเกิด ที่เอาอะไรคงที่ไม่ได้อย่างนี้ มองเห็นโทษของสัตว์ที่เกิดในอบายภูมิ เห็นความสุขในสวรรค์และพรหม และเห็นความไม่แน่นอนในการเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม ที่ต้องจุติคือตายจากสภาพเดิมที่แสนสุข มาเกิดในมนุษย์หรืออบายภูมิ อันเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความทุกข์เพราะความไม่แน่นอนผลักดัน เป็นผลของอนัตตาที่เป็นกฎประจำโลก ไม่มีใครจะทัดทานห้ามปรามได้

มองดูการวนเวียนในการตายและการเกิด ไม่มีอะไรสิ้นสุด ในที่สุดก็มองเห็นทุกข์ เป็นการเห็นอริยสัจ มีความเบื่อหน่ายในการเกิด เป็น นิพพิทาญาณ ใน วิปัสสนาญาณ เป็นปัญญาที่เกิดจากญาณในสมถะคือ จุตูปปาตญาณ

ญาณนี้ได้สร้างปัญญาในวิปัสสนาญาณให้เกิดขึ้น เพราะผลของสมถะ คือ จุตูปปาตญาณ เพราะเหตุที่สาวหาต้นสายปลายเหตุจากการเกิดและการตาย ในที่สุดก็เกิดการเบื่อหน่าย ดังว่ามาแล้ว

ถ้าปฏิบัติถึงแล้ว จงแสวงหาความรู้ จากความเกิดและความตายของตนเอง และสัตว์โลกทั้งมวล ทุกวันทุกเวลา จะเป็นครูสอนตนเองได้ดีที่สุด ผลดีจะมีเพียงใด ท่านจะทราบเอง เมื่อปฏิบัติถึงแล้ว.

<< ก่อนหน้า                 อ่านต่อ >>

ขอเชิญฝึกมโนมยิทธิ ณ ศูนย์พุทธศรัทธา ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๑๒.๓๐ น.

คำถามคำตอบปัญหาเกี่ยวกับการฝึกมโนมยิทธิ โดยศูนย์พุทธศรัทธา

มโนมยิทธิ ๒-เจโตปริยญาณ

ปิดความเห็น บน มโนมยิทธิ ๒-เจโตปริยญาณ

เจโตปริยญาณ
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง)

เจโตปริยญาณ คือ ทิพจักขุญาณ นั่นเอง รู้วาระน้ำจิตของคนอื่น ดูกระแสจิตเขาสุขหรือเขาทุกข์ เขาสะอาดหรือเขาสกปรก อันนี้เรารู้ได้อีกเหมือนกัน แต่ว่าต้องพยายามฝึกดูจิตของตนให้เข้าใจชัด

ดูจิต มีกิเลสหรือไม่มีกิเลส สกปรกมากหรือน้อย

จิตของ ปุถุชน คนที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส ก็เป็นจิตที่มีสีเนื้อ เต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก ไม่สะอาดไม่ผ่องใส

จิตของคนที่ได้ ปฐมฌาน จะมีอาการเหมือนแก้วเคลือบ ปฐมฌานละเอียด เป็นเนื้อแก้วลึกลงไปประมาณสัก ๒๕ เปอร์เซ็นต์
จิตของคนที่ได้ ฌาน ๒ จะเป็นแก้วลึกลงไป ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์
จิตของคนที่ได้ ฌาน ๓ ละเอียด จะเป็นแก้วทั้งดวง มีแกนเล็ก ๆ อยู่ตรงกลาง
จิตของคนที่ได้ ฌาน ๔ จะเป็นแก้วทั้งดวงสะอาดมาก แต่ทั้งหมดนี้ไม่มีประกาย

แต่จิตของ พระโสดาบัน จะเป็นประกายออกไปประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์
(นี่เราฝึกดูจิต)
จิตของ พระสกิทาคามี จะเป็นประกายเข้าไปประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์
จิตของ พระอนาคามี จะเป็นประกายทั้งดวงจะมีแกนข้างใน
ถ้าจิตของ พระอรหันต์ จะเป็นดาวทั้งดวงไม่มีแกนเลย

อันนี้เป็นสภาพของ การดูจิต ที่มีกิเลสหรือไม่มีกิเลส สกปรกมากหรือสกปรกน้อย ฉะนั้น พอได้ยินชื่อคน หรือว่ารู้เรื่องราวของคน เห็นหน้าคนให้ดูจิตก่อน อย่าไปดูหน้าดูตา ฟังเสียง อันนี้ไม่แน่นอน คนมีกิเลสอย่างพวกเรา ๆ โกหกได้ แต่ว่าจิตของคนโกหกไม่ได้

ดูความสุขความทุกข์ของจิต

ความจริงท่านแยกไว้เป็น ๖ ผมขอย่อเป็น ๓

คนมีทุกข์มาก จิตสีดำมาก มีทุกข์น้อย จิตสีดำน้อย จางลงไป
ถ้าคนมีความสุขเพราะอามิสมาก จิตจะมีสีแดงมาก หากคนที่มีความสุขจากอามิสน้อย จิตมีสีแดงน้อย
แต่คนมีจิตสบาย ๆ ไม่กระทบกระทั่งกับอารมณ์ดีหรือไม่ดี จิตเป็นสุขมีจิตสีขาว
อันนี้เป็นจิตของปุถุชนคนธรรมดา

ก็เป็นที่น่าสังเกต เจโตปริยญาณ นี้ก็น่าจะฝึกฝนกันเข้าไว้ เป็นการดูจิตของเราเองว่า สกปรกมาก หรือสกปรกน้อย ถ้าสกปรกมากพยายามแก้ไขให้สกปรกน้อย จะได้ไม่มีความประมาทในการประพฤติปฏิบัติ ถ้าไม่อย่างนั้น เข้าใจว่าตัวดีไว้เสมอ อันนี้ใช้ไม่ได้

ความรู้ทั้งหมดนี่ผมพูดตามแนวแห่งการศึกษาตามหนังสือ แต่วิธีการปฏิบัติจริง ๆ ให้ถามพระพุทธเจ้าตรง

ถ้าจะถามว่า พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว พบได้อย่างไร อันนี้ต้องทำก่อน อย่าไปพูดกับคนที่เขาไม่เคยทำอะไรเลย คนที่ไม่เคยปฏิบัติ ไม่เคยทำอะไรเลย จิตเข้าไม่ถึง

ก็เหมือนกับคนที่ไม่รู้จักน้ำปลาและสุรา เวลานี้สุราและน้ำปลาสีคล้ายกัน ถ้าเขาเคยดื่มแต่สุรา เราบอกว่า น้ำปลาเค็ม เขาจะไม่เชื่อ เขาเคยกินแต่น้ำปลา ไม่เคยดื่มสุรา ถ้าเราบอกว่า สุรามันเมา ไม่เค็มเหมือนน้ำปลา เขาก็ไม่เชื่อ ถ้าเขาเคยกินทั้งสองอย่าง เขาจะรู้ทั้งสองรส

นักศึกษาที่ศึกษาแต่หนังสือ ฟังเขาเล่าว่า ไม่พบความจริง อันนี้เราอย่าไปเถียงกับเขา (คำว่า นักศึกษา นี่ไม่ได้หมายถึง นักศึกษาในมหาวิทยาลัย หมายถึง นักศึกษาฝ่ายธรรมะ)

ผมพบมาเยอะ มีหลายท่านชอบพูดถึงเรื่องนิพพาน สมัยผมเป็นนักเทศน์ เขาจะขอให้เทศน์เรื่องนิพพาน ไล่ไปไล่มา คุยไปคุยมา ถามว่าศีล ๕ ครบหรือยัง เขาบอกว่ายังไม่ครบ อันนี้ถือว่า จิตยังตกอยู่ในเขตของอบายภูมิ ก็คุยกันไม่ได้.

<< ก่อนหน้า                อ่านต่อ >>

ขอเชิญฝึกมโนมยิทธิ ณ ศูนย์พุทธศรัทธา ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๑๒.๓๐ น.

คำถามคำตอบปัญหาเกี่ยวกับการฝึกมโนมยิทธิ โดยศูนย์พุทธศรัทธา

มโนมยิทธิ ๒-ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ปิดความเห็น บน มโนมยิทธิ ๒-ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติถอยหลัง
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง)

สำหรับ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ นี่ ความจริงมีประโยชน์มากช่วยในการตัดกิเลส เพราะว่าคนเราส่วนมากเป็นผู้เมาในชีวิต ไม่ได้คิดว่าชีวิตนี้มันจะตาย

ถ้าเราใช้กำลังของ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ การระลึกชาติถอยหลัง ว่าชาติไหนเราเกิดเป็นอะไร มีทรัพย์สมบัติแบบไหน มีพ่อชื่ออะไร มีแม่ชื่ออะไร ชีวิตของเราเป็นยังไง มีความสุขหรือมีความทุกข์ การเกิดแต่ละครั้ง บางครั้งเรามีชีวิตรุ่งเรืองมากในความเป็นมนุษย์ แต่บางคราวเราก็ทรุดโทรมมาก ต่ำต้อยน้อยวาสนา

แต่ก็มาเทียบเคียงกัน ว่าชีวิตแห่งการรุ่งเรืองก็ดี การต่ำต้อยน้อยวาสนาก็ดี มาดูทีเถิดว่า ชีวิตไหน พ้นจากความแก่ พ้นจากความป่วย พ้นจากการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ พ้นจากความตาย มีไหม เป็นอันว่าดูไปแล้ว เราก็จะเห็นว่า ไม่พ้นจริง ๆ

แล้วก็ลองถอยหลังดู ว่ามีชาติใดบ้าง ที่เราไปเกิด เป็นทุกขเวทนาในอบายภูมิ ๔ คือ เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน

แล้วก็ถอยหลังไปดูอีก ว่าการที่เราเสวยทุกขเวทนาแบบนั้น เราทำความชั่วอะไรไว้ และก็นรกแต่ละขุม จะทราบว่า เราไม่ได้ไปครั้งเดียว การเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็เหมือนกัน เป็นหลายประเภท

ในเมื่อพิสูจน์แบบนี้ ความเมาในชีวิตมันก็ไม่มี จะมีความรู้สึกตามความเป็นจริง ว่าการเกิดเป็นมนุษย์นี่มันไม่ดี ถ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ความทุกข์แห่งความเป็นมนุษย์ก็มีมากอยู่แล้ว แต่ว่าสิ่งที่เราจะแสวงหาจากความเป็นมนุษย์ นั่นคือ ความร่ำรวยในทรัพย์สิน ความเป็นผู้มีอำนาจวาสนาบารมี แต่ในที่สุดเมื่อเราตายแล้ว นำอะไรไปได้บ้าง

บางชาติเราเป็นมนุษย์ ที่มีความรุ่งเรือง มีอำนาจวาสนาบารมีมาก แต่ว่าพอตายจากความเป็นคน เราก็ไปเสวยทุกขเวทนาในนรก

บางชาติเราเป็นคน เต็มไปด้วยความทุกข์ยาก ด้วยความยากจนเข็ญใจ ต่ำต้อยน้อยวาสนา แต่อาศัยการเจียมตัวเจียมใจ ประพฤติอยู่ในความดี ตายจากความเป็นคน เราก็ไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม

แล้วก็เรามาพิจารณาดูว่าการเกิดเป็นอะไรก็ดี มันดีตรงไหนบ้าง เป็นเทวดาหรือพรหม มีความสุข ทุกอย่างเป็นทิพย์ แต่ความสุขในความเป็นเทวดาหรือพรหม เราทรงได้ตลอดไหม ถ้าทรงได้ตลอด เราก็ไม่ต้องมาเกิดเป็นคน รวมความว่า การเป็นเทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี เราก็เป็นกันคนละหลายชาติ อาจจะเป็นแสน ๆ ชาติ

ถ้าเราจะวัดกันจริง ๆ แล้ว ว่าสุคติกับทุคติ เราเสวยผลอย่างไหนมากกว่า ถอยหลังไปจริง ๆ จะเห็นว่าทุคติมากกว่าสุคติ คือ เกิดในอบายภูมิมากกว่าเกิดในสวรรค์กับพรหม เราเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานมากกว่าการเกิดเป็นมนุษย์

ตอนนี้เราก็จะรู้ความไม่แน่นอนของชีวิต ความจริงชีวิตน่ะเป็นของแน่นอนว่ามันไม่เที่ยง ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง”

สิ่งที่ไม่แน่นอนก็คือ อารมณ์ใจของเรา อารมณ์ใจของเรามันเลว ไม่ยอมรับนับถือตามความเป็นจริง

ก็เป็นอันว่า การใช้ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ มีประโยชน์ สำหรับ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ นี้ ขอบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหมด จงทำให้คล่อง การทำให้คล่องนั้น ก็หมายความ ถ้าใช้อารมณ์ต้องการเมื่อไหร่ รู้ได้ทันทีเมื่อนั้น

แต่ทั้งนี้เวลาฝึก ต้องฝึกการทรงตัวของสมาธิ การทรงตัวหรือการตั้งเวลานี่ มีความสำคัญ การทรงตัวหรือการตั้งเวลา ให้ใช้เวลาน้อยๆ ในระยะแรก ๆ โดย จับนิมิต

การจับนิมิต

ทางที่ดีก็ควรจับนิมิต คือ กสิณ นิมิตจริงๆเราจะใช้อะไรก็ได้ สมัยนี้ใช้ง่าย ๆ เรามีพระพุทธปฏิมากร คือ พระพุทธรูป เป็นประธานอยู่แล้ว เป็นการแทนองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว

ถ้าเราต้องการความแจ่มใสของทิพจักขุญาณ อันนี้มีความสำคัญ ให้ใช้พระพุทธรูปที่เป็นแก้วสีใส เพราะแก้วสีใสนี่เป็นได้ ๒ อย่าง ถ้าเรามีความรู้สึกว่าขาว เป็นโอทาตกสิณ ถ้าเรามีความรู้สึกว่าใสเป็นอาโลกสิณ กสิณทั้งสองอย่างนี้ เป็นพื้นฐานแห่งทิพจักขุญาณเหมือนกัน เป็นปัจจัยให้เกิดทิพจักขุญาณ และทำทิพจักขุญาณให้แจ่มใส

เวลาที่เราจะจับภาพพระพุทธรูป ก็จงอย่ายอมขาดทุน นั่นก็หมายความเรา เอาทั้ง กสิณ และเอาทั้ง พระพุทธรูป เสร็จ คือ เรามีความรู้สึกว่า ท่านเป็นพระพุทธรูป หรือ เป็นพระพุทธเจ้า อันนี้เป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน

ถ้าเห็นสภาพของพระพุทธรูปเป็นแก้ว เราเข้าใจว่าขาวเป็นโอทาตกสิณ ถ้าเรามีความรู้สึกว่าใสเป็นอาโลกสิณ ก็รวมความว่า จะเป็นกสิณอะไรน่ะ ไม่สำคัญ สำคัญ จับรูปพระพุทธเจ้ากับความใสให้ปรากฏ

วิธีจับภาพพระพุทธเจ้ากับความใส

อันนี้ขอแนะนำไว้หน่อยหนึ่ง นั่นก็หมายความว่า อย่าหลงกายเกินไป จงอย่าบังคับกายว่าต้องนั่งแบบนั้น ต้องนั่งแบบนี้ ห้ามนอน ห้ามเอน ห้ามยืน ห้ามเดิน อันนี้ไม่ถูก

เรื่องทางกายนี่ เรายังไม่ใช่พระอรหันต์ แต่ความจริงพระอรหันต์ท่านก็ต้อง การความสุขของร่างกายเหมือนกัน อย่าฝืนกาย ถ้าฝืนมันปวดมันเมื่อยขึ้นมา แล้วก็สมาธิมันจะไม่ทรงตัว

ถ้าเราทำอยู่ที่กุฏิของเราเอง หรือว่าทำที่บ้านของญาติโยมพุทธบริษัท นั่งตามสบาย นอนตามสบาย จะนั่งก็ได้ จะนอนก็ได้ จะยืนก็ได้ จะเดินก็ได้ การนั่งจะนั่งในลักษณะไหนก็ได้ แต่โปรดอย่าเหยียดเท้าไปทางพระพุทธรูปก็แล้วกัน นั่งเก้าอี้ก็ได้ นั่งห้อยขาก็ได้ เอนกายก็ได้ อันนี้ไม่เลือก

วิธีปฏิบัติจริงๆ อย่าให้เครียด ถ้าเครียด ผลจะเสีย

หลังจากนั้น ลืมตาดูพระพุทธรูป จำทั้งองค์ ไม่ต้องจำมาก ตั้งแต่เศียรบ้าง หน้าผากบ้าง คอบ้าง อันนี้ไม่ต้อง ตามที่เขาอธิบายกัน อันนี้เคยได้ยินว่า จับข้างบนมานิดหนึ่งก่อน ดูเกศ จับเกศได้ เลยมาถึงหน้าผาก อันนี้ไม่จำเป็น

องค์ท่านไม่กว้างเกินวงตาของเรา แสงสว่างของวงตาของเรากว้างกว่าองค์พระพุทธรูป ฉะนั้น จับทีเดียวเต็มองค์เลย ลืมตาดูให้ชัด ตั้งใจจำภาพ แล้วก็หลับตา พร้อมกันนั้นก็ใช้ คำภาวนา

คำภาวนา

คำภาวนาว่าอย่างไร เป็นเรื่องของท่าน เพราะว่าพูดในที่นี้ พูดเป็นกลาง ๆ จะภาวนาว่า พุทโธ สัมมาอรหัง หรือ อิติสุคโต อะไรได้ทั้งหมด นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ ก็ได้ทั้งหมดไม่จำกัด

แต่ว่าสำหรับท่านที่ฝึก มโนมยิทธิ ให้ใช้คำภาวนาว่า นะมะ พะธะ รู้ลมหายใจเข้าออกไปด้วย รู้คำภาวนาไปด้วยในตัวเสร็จ แล้วจิตก็จำภาพ เมื่อจับภาพได้ นึกถึงภาพให้มีความสว่างตามควร ต่อมารู้สึกว่าภาพเลือนไปจากใจ เมื่อภาพเลือนไปจากใจก็ลืมตาดูใหม่ จำได้แล้วก็ หลับตา นึกถึงภาพ พร้อมกับภาวนา กับรู้ลมหายใจเข้าออก

ถ้าหลับ ๆ ลืม ๆ เข้าใจว่าจำได้แน่ ก็ให้เข้าที่พัก เข้าที่นอนก็ได้ นอนแบบสบาย จิตใจน้อมนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็นึกถึงภาพที่เราจำได้ จนกว่าจะหลับไป ที่ใช้คำว่า “จนกว่าจะหลับไป” นี่มีประโยชน์

แต่บังเอิญถ้าเกิดอารมณ์กลุ้ม มีอารมณ์ฟุ้งซ่านมากเกินไป ทำไปๆ ไม่นานนัก จับภาพได้ไม่ทรงตัว จิตก็ฟุ้งซ่าน ถ้าจิตฟุ้งซ่านคุมไม่อยู่ อย่าฝืน เลิกเสียเลย ถือว่าระยะนั้นเอาเท่านั้น

แต่ว่าถ้าเวลาไหนใจสบาย ก็นึกถึงภาพพระพุทธรูปที่เราต้องการ จับอย่างนี้ฝึกไว้ทุกวัน มีการทรงตัว ถ้าจับภาพได้ชัดเจนตามกำลังครั้งหนึ่งสัก ๓ นาที หรือ ๕ นาที เป็นที่น่าพอใจ แล้วต่อไปต่อไปนาน ๆ ก็อาจจะขยายไปถึงครึ่งชั่วโมง ถ้าทรงอารมณ์จับภาพได้ถึงครึ่งชั่วโมงจะเก่งมาก

ถ้าจับภาพพระพุทธปฏิมากรได้ ต่อไปก็นึกถึงภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง ขอภาพพระองค์มาปรากฏเฉพาะหน้าของเรา ให้เห็นภาพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชัดเจนแจ่มใส เรียกว่าชัดเจนแจ่มใสตามกำลัง ยิ่งชัดแพรวพราวเท่าไรยิ่งดี

อย่าลืมว่า การเห็นพระพุทธรูปก็ดี การนึกถึงภาพพระพุทธเจ้าก็ดี ชัดเจนขนาดไหน นั่นแสดงว่าจิตสะอาดขนาดนั้น แล้วเวลาที่เราจะดูเทวดาหรือดูพรหม เราจะเห็นขนาดนั้น เวลาที่ใช้กำลังของ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ภาพถอยหลังในชาติก่อน ๆ ของเรา เราจะเห็นชัดเจนแจ่มใส เท่าภาพพระพุทธรูป หรือภาพพระพุทธเจ้าที่เราเห็น

อันนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ต้องทำอย่างนี้เป็นประจำ ไม่ใช่ว่าพอฝึกวันสองวัน ก็บอกว่า “หลวงพ่อ ยังไม่ชัดเจนแจ่มใส” นั่นเพราะเริ่มต้นเค้าให้รู้จักการปฏิบัติ

การจะคล่องตัวหรือไม่คล่องตัว ความแจ่มใส ความเป็นทิพย์ จะดีหรือไม่ดี ทุกคนต้องฝึกเอาเอง ไม่ใช่จะมาทำเป็นเด็กอ่อน อ้อนแบบนั้น อ้อนแบบนี้ อย่างนี้ไม่มีใครเขาคบ

รวมความว่า คนต้องการเกาะ ต้องการจูง ต้องการอุ้ม นั้นไม่มีใครเขาเอาใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาตมา ไม่เอาใจใครในเรื่องนี้ ถ้ากำลังใจไม่ดีพอ ก็จงอย่าทำ ที่ทำนี่ไม่ได้รับจ้าง ที่แนะนำนี่ไม่ได้รับจ้าง แนะนำด้วยการสงเคราะห์ แต่บางคนก็อ้อนเกินไป อันนี้ใช้ไม่ได้

โปรดทราบถึงกำลังใจของอาตมาด้วยว่า อาตมานั้นไม่ต้องการคนมีใจอ่อนแอแบบนั้น เราต้องดูคนอื่น เขากินข้าว เราก็กินข้าว เขามีนิ้วมือ ๆ ละ ๕ นิ้ว เราก็มีนิ้วมือ ๆ ละ ๕ นิ้ว เขามีอาการ ๓๒ เราก็เช่นเดียวกับเขา

ถ้าทำไม่ได้จงรู้ตัวว่า เราเลวเกินไป ความเลวมาจากไหน มาจากการย่อหย่อนไม่ยอมต่อสู้กับกิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์ที่มัว มาจาก
๑.จิตมีกังวล
๒.ศีลไม่บริสุทธิ์
๓.นิวรณ์เข้ามาครอบงำจิต
๔.อารมณ์ขาดจากพรหมวิหาร ๔
ถ้าอารมณ์ทั้ง ๔ ประการนี้บกพร่อง แสดงว่า เราเลวเกินไป

ขอทุกท่านจงเข้าใจตามนี้นะ จงอย่าไปโทษใคร อย่าไปโทษครู บางคนก็โทษครูสอนไม่เหมือนกันบ้าง นั่นความเลวของเรา ถ้าไปโทษเขามาก เราก็เลวมาก พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

“อัตตนา โจทยัตตานัง” จงกล่าวโทษโจทก์ความผิดตนเองไว้เสมอ
“อัตตาหิ อัตตโน นาโถ” ตนแลย่อมเป็นที่พึ่งของตน
“โกหินาโถ ปโรสิยา”     บุคคลอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
“อัตตาหิ สุทันเตนะ”      เมื่อเราฝึกฝนตนดีแล้วไซร้
“นาถัง ละภะติ ทุลละภัง” ย่อมได้ที่พึ่งที่บุคคลอื่นได้โดยยาก

ฉะนั้นทุกคนจงทราบว่า เราเท่านั้นที่จะดีหรือไม่ดี เราต้องทำเอง พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่า
“อักขาตาโร ตถาคตา”   ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอก

ฉะนั้นขอทุกคนที่ปฏิบัติ อย่าทำใจเหมือนเด็กอ่อน ถ้าทำใจเหมือนเด็กอ่อน แทนที่ได้รับความเมตตาปรานี ขอประทานโทษขอพูดตามศัพท์ภาษาชาวบ้าน แทนที่มีความเมตตาปรานี กลับจะคลื่นไส้มากเกินไป เพราะว่าการทำอะไรไม่จริงไม่จัง อันนี้ไม่ต้องการ คือไม่ต้องการจริงๆ ไม่ต้องการคบหาสมาคมกับบุคคลประเภทนั้นด้วย เพราะว่าบุคคลประเภทนี้มีอย่างเดียวคือ ถ่วงความดีของบุคคลอื่น

ความดีในพระพุทธศาสนา

สะเก็ดความดีในพระพุทธศาสนา จงจำไว้ว่า จริยาที่เราจะต้องทรงใจ

๑.ยามปกติเราจะไม่สนใจในจริยาของบุคคลอื่น ใครเขาจะดีใครเขาจะเลวเป็นเรื่องของเขา
๒.อย่ายกตนข่มท่าน
๓.อย่าถือตัวเกินไป

นี่อย่างย่อ ความดีขนาดนี้เป็นสะเก็ดความดีในพระพุทธศาสนา

เปลือกความดีในพระพุทธศาสนา ถ้าเปลือกความดีในพระพุทธศาสนา ก็คือว่า

๑.ไม่มีกังวล
๒.ไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง
ไม่ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นทำลายศีล
ไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว
๓.ระงับนิวรณ์โดยฉับพลันเมื่อเราต้องการความเป็นทิพย์ของจิต ขณะใดที่จิตต้องการสมาธิ ไอ้ความเป็นทิพย์นี่มันมาจากสมาธิ มีความตั้งใจ จิตสะอาด ถ้าต้องการจิตเป็นทิพย์ หรือต้องการสมาธิ ต้องระงับนิวรณ์ได้ทันทีทันใด
๔.จิตทรงพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติตลอดวัน

กำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทได้อย่างนี้ ฌานสมาบัติจะทรงตัว คำว่า เศร้าหมอง ไม่ผ่องใส กำลังใจไม่เสมอกัน สว่างบ้าง มืดบ้าง มัวบ้าง จะไม่มี จะมีแต่คำว่า ผ่องใส เรื่อยๆ ไปตามลำดับ ความดีขนาดนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า เป็นความดีขั้นเปลือกของคำสอนของพระพุทธศาสนา

กระพี้ความดีในพระพุทธศาสนา ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติได้ พระพุทธเจ้าบอกว่า เข้าถึงกระพี้ของพระพุทธศาสนา …นี่เราปฏิบัติเข้าถึงกระพี้

แก่นความดีในพระพุทธศาสนา ถ้า จุตูปปาตญาณ ที่ผ่านมาแล้ว เห็นได้ยินชื่อคนหรือสัตว์ ทราบได้ทันทีว่าท่านผู้นี้ ก่อนเกิดมาจากไหน ได้ยินชื่อคนตาย ทราบได้ทันที ว่าท่านผู้นี้ตายแล้วไปไหน อันนี้เข้าถึงแก่น …แก่นนี่เป็นฌานโลกีย์ ยังไม่ดีพอ

เวลานี้เราก็พูดกันถึง กระพี้ (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) ทีนี้มาว่าถึงการซักซ้อม

การซักซ้อม ต้องมีให้คล่อง

เห็นคนที่เขามีความร่ำรวยมีความสุข แต่ความจริงคนไม่มีความสุข มีความทุกข์ ถือว่าฐานะเขาดีก็แล้วกัน เราก็ลองคิดว่า ชาติไหนบ้างที่เราเคยมีฐานะอย่างนี้ พอนึกปั๊บให้ทราบทันที เห็นภาพทันที

ว่า อ๋อ…ความร่ำรวยอย่างนี้ เราก็มีเหมือนกัน แล้วก็ถอยหลังไปดูตอนที่เราร่ำรวย เราเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ และทรัพย์สมบัติทั้งหลายเหล่านั้น มันอยู่ที่ไหน

เห็นคนจน นึกถึงภาพ จับจิตทันทีว่า เอ๊…นี่เราเคยจนแบบนี้บ้างไหม ภาพนั้นจะปรากฏ นึกถึงสุนัข เราเคยเกิดเป็นสุนัขบ้างไหม

เห็นอะไรนึกตามทุกที ให้มันได้ทันทีทันใด ต้องซ้อมให้คล่อง คือเอาจริงๆ ซ้อมให้คล่อง เห็นปั๊บนึกปั๊บ เห็นปั๊บนึกปั๊บ

แต่ว่าอย่าลืมตอนเช้ามืด

ตอนเช้ามืดเป็นเวลาที่มีความสำคัญมาก เราตื่นจากนอนหายจากความเหน็ดเหนื่อย เพราะได้พักผ่อนจากการหลับ ตื่นมาแล้วจิตสะอาด ตั้งใจนมัสการพระรัตนตรัยให้ดี ระงับนิวรณ์ทันทีทันใด จิตไม่มีกังวล ศีลบริสุทธิ์ อารมณ์ทรงพรหมวิหาร ๔ ครบถ้วน ให้จิตเป็นสุข

หลังจากนั้น ก็พิจารณาตามความเป็นจริงว่า การเกิดมันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ความแก่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ความตายเป็นสุขหรือเป็นทุกข์

อันนี้ก็ไม่ต้องคิดมาก ถ้าต้องคิดมากก็ไม่ต้องทำความดี ไม่ต้องเจริญกรรม ฐาน เห็นแล้วว่ามันทุกข์ เมื่อความทุกข์มีอยู่ สภาพจริงของความเป็นทุกข์ เราก็ตัดสินใจว่า “ขึ้นชื่อว่าความเกิดอย่างนี้ มีร่างกายอย่างนี้ จะมีกับเรา ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ชาติต่อไปไม่มีอีก”

หลังจากนั้นก็กำหนดจิตคิดว่า การเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี เป็นเทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี จะไม่มีสำหรับเรา เราจะไม่เป็นคนโลภโมโทสัน อยากได้ทรัพย์สมบัติของบุคคลใดโดยไม่ชอบธรรม มาเป็นของเรา เราจะไม่คิดประทุษร้ายใคร จะเป็นมิตรที่ดีของคนและสัตว์ทั่วไป

เราจะไม่หลงใหลใฝ่ฝันในร่างกาย ว่าร่างกายมันดี เห็นความสกปรกของร่างกาย เห็นความเสื่อมของร่างกาย เห็นการสลายตัวของร่างกาย มีความเข้าใจว่า ทุกข์ทั้งหลายที่มีขึ้นมาได้ ก็เพราะอาศัยร่างกายเป็นเหตุ ตัดสินใจว่าร่างกายเลว ๆ อย่างนี้ จะไม่มีสำหรับเราอีกต่อไป

หลังจากนั้น ทำกำลังใจให้สะอาดตามควร ภาวนา กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก จับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้แจ่มใส พุ่งไปอันดับแรกนิพพานเลย ไปอยู่ที่นิพพาน จะไปอยู่ตรงไหนก็ได้ วิมานของเราก็ได้ วิมานของพระพุทธเจ้าก็ได้ ให้เป็นไปตามความพอใจ อยู่ให้ใจเป็นสุข

เมื่อใจเป็นสุขดีแล้ว เป็นการพิสูจน์ ว่าชีวิตนี้มันจะมีสุขหรือมีทุกข์ ญาณหรือฌานที่เราได้ ความรู้ที่เราได้ จะตรงหรือไม่ตรง ตอนนั้นกราบทูลถามตรงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทีแรก ๆ เอาน้อย ๆ คิดว่า วันพรุ่งนี้จากเวลาที่เราตื่นถึงกว่าจะหลับ จะมีใครบ้างไหมที่ทำให้เรามีความสุข และทำให้เรามีความทุกข์ ถ้ามี คนนั้นรูปร่างหน้า ตาเป็นอย่างไร แต่งตัวด้วยเครื่องแต่งตัวอะไร จดจำไว้

พอกลับลงมาก็บันทึกไว้ เขียนไว้กันลืม เขานุ่งผ้าสีอะไร ลักษณะแบบไหน ใส่เสื้อสีอะไร รูปร่างหน้าตาเค้าเป็นยังไง และทำกำลังใจให้เราสบายหรือไม่สบาย เพราะอะไรเป็นเหตุ เขาจะมาพูดแบบไหน เขาจะมาทำแบบไหน

พออย่างนี้แล้วก็ เราดู วันทั้งวันมันถูกหรือไม่ถูก บางวันจะถูกทั้งหมด บางวันถูกบ้างไม่ถูกบ้าง อันนี้ก็ต้องจำอารมณ์ ว่า อารมณ์ของเราที่เรารู้ ที่ถูกทั้งหมดเราทรงอารมณ์แบบไหนก่อนขึ้นไป และเวลาที่มันถูกบ้างไม่ถูกบ้าง ทรงอารมณ์แบบไหน

ก่อนที่จะขึ้น และก่อนที่จะรู้ จงทิ้งอารมณ์อื่นเสียให้หมด ทำจิตให้เป็นอุเบกขา สบาย ๆ นี่ก็หมายความว่า ใครว่า ใครดี ใครชั่ว เราไม่สนใจ สนใจอย่างเดียว คือ อารมณ์กลาง ๆ

อันนี้แหละ บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร และบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ นี้ มีประโยชน์มาก ทำให้คล่อง

ต้องทำให้คล่อง ทำให้ชิน

ถ้าทางที่ดีนะ พระก็ได้ ฆราวาสก็ได้ เราก็ฝึกการเป็นหมอดูตัวเอง อย่างว่านี่แหละ เราเป็นหมอดูตัวเอง ทุกวันทุกวัน อย่างนี้อารมณ์จะชิน และเวลาสบาย ๆ เราก็ทบทวนถอยหลังของเราไปตามเรื่อง มองดูความไม่แน่นอนของชีวิต มองดูความไม่ทรงตัวของร่างกาย มองดูการพลัดพรากจากทรัพย์สมบัติทั้งหลาย และคนและสัตว์อันเป็นที่รักเมื่อตายแล้ว

นิพพิทาญาณคือความเบื่อหน่ายจะปรากฏ เมื่อนิพพิทาญาณปรากฏ อะไรจะเกิดขึ้น

นั่นคืออันดับแรก อารมณ์ของพระอนาคามีจะปรากฎ มันก็จะเบื่อทุกอย่าง เบื่อความรัก เบื่อความโลภ เบื่อความโกรธ เบื่อความหลง อารมณ์ใจก็จะเป็นสุข และก็จะมองเห็นนิพพานได้ชัด กำลังปุพเพนิวาสานุสสติญาณนี่ ช่วยตัดกิเลสทุกประเภทได้ทั้งหมด

และขอบรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระบรมสุคตทุกท่านที่รับฟัง ฉะนั้น ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ที่เราจะพึงได้ คือ การระลึกชาติ ถึงแม้ว่ามันจะกระจุ๋มกระจิ๋ม ไม่แจ่มใสชัดเจนเท่าพระอริยเจ้า เราก็ควรจะ พอใจ

พอใจว่า เราก็ไม่สงสัยเรื่องการตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย จะไม่ต้องไปนั่งโพทนาบอกใครว่า ตายแล้วน่ะไม่เกิด ตายแล้วมีสภาพสูญ หรือว่า ตายแล้วเกิดหรือ ไม่เกิดก็ช่าง แต่ใครเขามาถามก็ไม่กล้าพูด ถ้าไม่รู้จริง ถ้าเรามีความรู้อย่างนี้ เรากล้าพูดทุกอย่าง เพราะทุกอย่างเราสัมผัสมา

ฉะนั้น ขอบรรดาพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ การปฏิบัติเข้าถึง กระพี้ความดีในพระพุทธศาสนา ขอทุกท่านพยายามทำให้คล่องและทรงตัวให้ดี ฝึกการทรงสมาธิจากการจับภาพพระพุทธรูปที่เป็นแก้วใส กำลังใจจะผ่องใส ความเป็นทิพย์จะสะอาด ปุพเพนิวาสานุสสติญาณนี่ ต้องทำให้คล่อง ทำให้ชิน

การทรงกำลังของสมาธิ

ก็ขอเตือนเรื่อง การทรงกำลังของสมาธิ เวลาสมาธิ ทรงให้ดี และ มีสภาพแจ่มใส อย่าลืมว่า จงอย่ามีความห่วงใยอะไรทั้งหมด ขณะที่ทำสมาธิ กำลังใจของเราต้องดีตลอดวัน นั่นคือ

๑.ไม่ยกตนข่มท่าน
๒.ไม่สนใจ ไม่แส่ไปหาเรื่องในจริยาของบุคคลอื่น ใครเขาจะดี ใครเขาจะเลวช่างเขา เราเห็นเขาเลวมากก็คือเราเลวมากเอง ถ้าเราเป็นคนดี ในโลกนี้ไม่มีใครเลว เพราะทุกคนอยู่ใต้อำนาจกฎของกรรม
๓.และก็ ไม่ถือตัวเกินไป

อารมณ์อย่างนี้เป็น สะเก็ดความดีในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน อุทุมพริกสูตร

และก็การเข้าถึง เปลือกความดี คือ

๑.ไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง
   ไม่ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นทำลายศีล
   ไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว
๒.สามารถระงับนิวรณ์ได้ทันทีทันใดที่ต้องการ
๓.จิตทรงพรหมวิหาร ๔
๔.และขอแถมอีกนิดหนึ่ง คือ ใจยอมรับนับถือความดี ของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้มันต้องตาย ถ้าตายเมื่อไรขอไปนิพพานเมื่อนั้น

ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัท และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทุกท่าน ทรงอารมณ์ได้อย่างนี้ ขึ้นชื่อว่าการเกิดในอบายภูมิต่อไปไม่มีแน่ จะเป็นการเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานนี้ ไม่มีต่อไปอีก มีอย่างเดียว คือ มุ่งหน้าไปนิพพาน

และก็ถ้าหากว่าจะต้องเกิดใหม่ ก็มีการจำกัดเวลา
-ถ้าความเข้มข้นของจิตมีอยู่ เกิดเป็นมนุษย์อีกชาติเดียว เป็นอรหันต์ไปพระนิพพาน
-ถ้ามีความดีกำลังจิตอ่อนลงมา เป็นอย่างกลาง เกิดอีก ๓ ชาติจากคนแล้วก็ไปนิพพาน
-กำลังจิตย่อหย่อนไปมากหน่อย ก็เกิดอีก ๗ ชาติไปนิพพาน

แต่ว่าถ้าทรงกำลังใจได้ อย่างที่ว่ามาแล้ว ทุกคน สาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วพึงทราบ ว่าถ้าตายจากคนไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม พระศรีอาริย์มาตรัส ฟังเทศน์จบเดียวอย่างน้อยเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี ฟังเทศน์อีกครั้งสองครั้ง อย่างน้อยก็ไม่ช้านักได้เป็นอรหันต์

รวมความว่า ถ้าพบพระพุทธเจ้าหรือพระศรีอาริย์เป็นไปพระนิพพานแน่ แต่ว่าทางที่ดีขอทุกคนตัดสินใจไปพระนิพพานชาตินี้ดีกว่า จะได้มีการรวบรัดขยันหมั่น เพียรปฏิบัติด้านความดี

และก็ในที่สุดเราจะไปได้ไม่ได้ไม่สำคัญ ตั้งใจจะไป ถ้าตั้งใจไว้จริง ๆ มันก็ต้องไปกันแน่ ไปชาตินี้ไม่ได้ ชาติหน้าก็ไปได้แน่ เหมือนกับคนอยากรวยมีความขยัน หมั่นเพียร ประกอบไปด้วยใช้สติปัญญาพอควร ถ้ามีอารมณ์ ๔ อย่างทรงตัว คือ

๑.ฉันทะ ความพอใจในผลของการปฏิบัติ
๒.วิริยะ มีความเพียรต่อสู้อุปสรรคที่เข้ามาขัดขวาง เราต้องถืออุปสรรคเป็นของธรรมดา ในการปฏิบัติงานทั้งหมด
๓.จิตตะ เอาใจจดจ่อสอดส่อง คือไม่ทิ้งอารมณ์ในด้านของความดี ในข้อวัตรปฏิบัติ
๔.วิมังสา ใช้ปัญญาใคร่ครวญ

อารมณ์ ๔ อย่างนี่ทรงตัว ทำทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จหมด ทุกอย่างไม่เหลือ จะเป็นฌานหรือญาณต่าง ๆ ทั้งหมดก็ดีหมด.

<< ก่อนหน้า                อ่านต่อ >>

ขอเชิญฝึกมโนมยิทธิ ณ ศูนย์พุทธศรัทธา ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๑๒.๓๐ น.

คำถามคำตอบปัญหาเกี่ยวกับการฝึกมโนมยิทธิ โดยศูนย์พุทธศรัทธา

มโนมยิทธิ ๒ อตีตังสญาณ

ปิดความเห็น บน มโนมยิทธิ ๒ อตีตังสญาณ

อตีตังสญาณ ญาณในอดีต
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง)

ญาณในอดีตนี่ก็เหมือนกัน ทำอย่างไรมันก็ไม่ยาก รู้แล้ว ทางที่ดีนะครับให้ถามตรงองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว หรือว่าท่านผู้ใดมีเทวดาองค์ใด มีพระอริยเจ้าองค์ใด ที่ท่านจะสงเคราะห์บอกให้ ให้ถามเฉพาะองค์นั้น อย่าเปะปะเอะอะโวยวาย ถามใครก็ได้ อันนี้ไม่ได้แน่นอน ต้องถามเฉพาะบุคคล

และเวลาจะเข้าถาม ทำจิตสะอาด วางเฉยเป็นท่ามกลาง ไม่ข้องแวะอารมณ์ใดทั้งหมด ใครดีใครชั่ววางทิ้งเสียก่อน ทำใจเป็นกลาง แล้วก็ถามท่าน อย่างนี้จะดี จะสะดวกมาก เพราะว่าคนที่รู้อะไรทั้งหมดคือ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค พวกเรายังเป็นโรคอุปาทานอยู่ ดีไม่ดีความหลงใหลใฝ่ฝันในอุปาทานมันจะกินเรา

ก็รวมความว่า เราใช้กำลังใจ ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ให้ขึ้นใจ และการทรงรูป จับรูปพระพุทธรูปเป็นนิมิต อย่าทิ้ง ทำเป็นประจำทุกวัน

ต่อไปเราไม่มีพระพุทธรูป เดินทางไปไหน จับภาพส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วจำภาพนั้นไว้ เท่านี้บรรดาท่านพุทธบริษัท ทุกอย่างจะเพียบพร้อมบริบูรณ์ด้วยประการทั้งปวง

อตีตังสญาณ คือ ญาณในอดีต สำหรับญาณในอดีต นี่ก็หมายความว่า สิ่งที่ล่วงมาแล้ว สิ่งที่ล่วงมาแล้วเราต้องการพบ เราต้องเอา อนาคตังสญาณ เข้าช่วยด้วย ถ้าเราตั้งใจจะรู้ “ทำใจสบาย”

คำว่า ใจสบาย ตามที่พูดมาแล้ว คือ รักษาสะเก็ด รักษากระพี้ รักษาเปลือก ไว้ให้ได้ ใจจะเป็นสุข ใช้อารมณ์ได้ทุกวัน ตลอดทุกวินาที ที่เราต้องการอยากจะรู้

ทีนี้ถ้าเราต้องการรู้อดีต สมมุติว่า เราไปเจอะวิหารร้าง เมืองร้าง สถานที่ว่างเปล่า เราก็อยากจะทราบว่าสถานที่นี้มีอะไรบ้าง มีใครที่มีความสำคัญเกิดในที่นี้บ้าง สมัยนั้นรูปร่างหน้าตาของบ้านเมืองเป็นอย่างไรความสุข หรือความทุกข์ของบ้านเมืองเป็นอย่างไร

ถ้ายังไม่คล่อง อันดับแรก ให้นึกถึงภาพพระพุทธรูป คือภาพพระพุทธรูป หรือภาพพระพุทธเจ้าจะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดินให้ทำเรื่อย ๆ ไป

ผมจะเล่าถึงวิธีการที่ผมทำมาในกาลก่อน

ในกาลก่อนผมใช้วิธีการอย่างนี้ ผมจะเดินไปไหน ผมจะนั่งที่ไหนผมจะนอนที่ไหนก็ตาม ถ้าว่างจากอารมณ์อื่นนิด ผมจะจับภาพพระพุทธเจ้า พระพุทธรูป อย่างใดอย่างหนึ่งให้เห็นอยู่ในอกตลอดเวลา

ผมเดินไปบิณฑบาต เดินไปธุระ ไม่รู้ละ ผมใช้ของผมตลอดวัน และก็เป็น ได้ตลอดวันจริง ๆ ก่อนจะดูหนังสือผมต้องเห็นภาพพระพุทธเจ้าก่อน ทำให้จิตสบาย จะเดินไปไหน จะพูดกับใคร จะเข้าโรงเรียน จะสอนนักเรียน ผมเห็นภาพพระพุทธ- เจ้าตลอด บางครั้งเห็นทั้งในอกและเห็นทั้งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คลุมตัวผมตั้งแต่ศีรษะลงมา คือนั่งครอบเลย

และภาพอย่างนี้ ถ้าคนอันธพาลเขาจะบอกว่า จะเอามาจากไหน เป็นภาพอุปาทาน ก็ช่างเถอะ เราทำจิตสะอาด นึกว่าเป็นอย่างนั้น เห็นภาพอย่างนั้นจริง ๆ ก็แล้วกัน และผลใหญ่จะเกิดแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท นั่นคือ ต้องการรู้อะไร รู้ได้ทันที

สมมุติว่าถ้าเราอยากจะรู้จักสถานที่นี้ ว่าสถานที่นี้รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร บ้านเมืองสวยสดงดงามขนาดไหน มีใครเป็นคนสำคัญสมัยนั้น มีความสุข มีความทุกข์ เป็นประการใด

เราต้องการทราบ ภาพนั้นก็จะปรากฏกับเรา เมื่อภาพนั้นปรากฏกับเรา เราก็เชื่อมั่นทันทีว่าภาพปรากฏครั้งแรก ให้เชื่อทันที ว่านั่นของจริง แต่ที่นี้ เมื่อภาพปรากฏอย่างนั้นแล้ว อย่าเพิ่งไว้ใจตัวเอง ว่าภาพที่เห็นนั้นจะจริงหรือไม่จริง จะเป็นภาพลวงตาหรือเปล่า

ในเวลาเดียวกันเราก็ใช้อารมณ์แบบนี้ ของอะไรบ้างที่มีความสำคัญอย่างหนึ่ง แม้จะเป็นโถแตก ๆ ชามแตก ๆ จะซุกอยู่ตรงไหน ฝังอยู่ไหนซึ่งไม่ลึกนัก พอจะคุ้ยเขี่ยได้ในสถานที่นี้มีไหม ถ้าภาพนั้นปรากฏขึ้นกับใจของเรา และก็บอกสถานที่ว่าที่ตรงนี้มีอย่างนั้น เดินไปจุดนั้นทันที ขุดคุ้ยดูของที่เราเห็นภาพ มันมีจริงมั๊ย

ถ้ามีจริง นั่นแสดงว่า ภาพ อตีตังสญาณ ของเราถูกต้องหมด เวลานี้ เราใช้ ปัจจุปปันนังสญาณ ญาณปัจจุบัน ว่าในปัจจุบันนี้ มีอะไรบ้าง มีความสำคัญที่ไหน

อันนี้ต้องทำให้คล่อง ต้องทำเรื่อยๆ

อย่าลืมว่าเรายังไม่ใช่พระอรหันต์ อาจจะผิดบ้าง อาจจะถูกบ้าง ไม่ต้องกลัว แบบเราเรียนหนังสือ กว่าจะเขียนหนังสือเป็นตัวขึ้นมาได้ เราก็ผิดๆ ถูกๆ เขียนเป็นตัวบ้าง ไม่เป็นตัวบ้าง เขียนถูกบ้าง เขียนผิดบ้าง เมื่อทำบ่อยๆ คล่อง เรานึกจะเขียนอะไร ก็เป็นไปตามใจเรานึก

อย่างคนที่เขายิงปืนแม่น ก็เหมือนกัน ความจริงเขาไม่ได้แม่น มาจากท้องมารดา ออกมาก็ยิงปืนแม่นได้ทันที ไม่ใช่อย่างนั้น เขาต้องซักต้องซ้อม ต้องใช้กระ-สุนกันมาก ๆ นับเป็นร้อยเป็นพันนัด ความคล่องตัวยิงแม่นเหมือนจับวาง จึงปรากฏขึ้น ฉันใด

การฝึกฌานสมาบัติ ก็เหมือนกัน กับที่พูด และผลที่สุด ก็ต้องทำอย่างนี้แหละครับ คือ ทำเหมือนคนบ้า ทำมันเรื่อย ๆ ไป เราบ้าเข้าไปหาความดี เราบ้าดี เราทำลายบ้าชั่ว คือกิเลส ทำเรื่อยๆไป อย่างนี้จิตจะเพลิดเพลิน

อย่างประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่เขาเขียนไว้ ถ้าเราหยิบประวัติศาสตร์ขึ้นมาอ่าน อ่านไปตามเขาเขียนก่อน หลังจากนั้นก็วางหนังสือ

จิตย้อนเข้ามา ทบทวนสภาพเดิม ว่าตามประวัติศาสตร์ ที่เขียนไว้นั้นความจริง ภาพจริงๆ เป็นอย่างไร ดูความสุข ความทุกข์ของคน เหมือนกับดูหนัง ถ้าถอยหลังเข้าไป เขาจะมีความสุขแค่ไหน เขาจะมีความทุกข์แค่ไหน ทำให้ชิน ทำให้คล่อง

ความเป็นทิพย์ของจิต

สำหรับ ความเป็นทิพย์ของจิต นี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ทรงตรัสว่า ต้องทำบ่อย ๆ ความจริง ทำให้คล่อง ทุก ๆ วันน่ะดี มันจะมีการคล่องตัว หนัก ๆ เข้าความเป็นทิพย์ปรากฏกับจิตเป็นประจำ

ความเป็นทิพย์จะปรากฏกับจิตเป็นประจำและแม่นยำ ก็คือ ต้องทรงกำลังความดีของจิต ตามที่กล่าวมาแล้วว่า รักษาสะเก็ด รักษาเปลือก รักษากระพี้ รักษาแก่น ความดีในพระพุทธศาสนาไว้

อาการต่าง ๆ ที่ต้องสัมผัสกับเรา บางทีไม่ต้องใช้กำลังสมาธิใด ๆ พอมีอารมณ์สบายปุ๊บ สิ่งนั้นจะปรากฏทันที ถ้าภาพนั้นปรากฏให้เชื่อทันที โดยที่เราไม่ได้นึกไว้ก่อน ว่าเป็นของจริง แล้วก็สังเกตไว้ จะเป็นความจริงหรือไม่เป็นความจริง

บางครั้งถ้ากำลังใจยังต่ำ ยังเป็นทาสของนิวรณ์อยู่บ้าง บางครั้งก็จะถูกอารมณ์หลอนเหมือนกัน ฉะนั้น จะต้องพยายามระงับนิวรณ์ไว้ ทุกขณะจิตที่เราต้องการ นั่นก็หมายความว่า ถ้าเป็นพระนี่มีความจำเป็น อย่าให้นิวรณ์รบกวนเกินไป

เมื่อทำได้อย่างนี้ ญาณรู้ในอดีต หรือสิ่งที่ล่วงมาแล้ว มันจะไม่พลาด มีความสนุกสนานมาก ใครเขาพูดอะไรก็ช่างเขาเถอะ เราก็รับฟัง พร้อมกับที่เรากำลังนั่งฟังเขาพูดนั่นแหละ ก็ใช้จิตทบทวนไปทันที

อย่างอดีตใกล้ปัจจุบัน เขาบอก เมื่อวานนี้ เมื่อกี้นี้ คนนั้นว่าอย่างนี้ คนนั้นทำไอ้นี่ เราก็อย่าไปคัดค้านเขา ตั้งใจอย่างเดียว ว่าถ้าหากว่า ถ้าสิ่งที่เขาพูดมันจริง หรือไม่จริง เราต้องการทราบ พอต้องการทราบเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ปากเราคุย จิตมันก็รู้ได้ ภาพเหล่านั้น มันจะเกิดกับจิตทันที และจะพบว่าวาจาที่เขาพูด เรื่องที่เขาเล่าให้ฟัง มันมีความจริงหรือไม่มีความจริง เพียงใด นี่เป็นประโยชน์ใหญ่มาก

บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร เหตุการณ์ในอดีต รู้ได้ทั้งของคนของสัตว์ หรือของวัตถุ ก็เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้เราไม่ติดในโลก ทั้งนี้เพราะอะไร

ใครที่ไหนที่มีความสุข ความทุกข์ มีอำนาจวาสนาบารมี ต่างคนต่างก็ตายหมด คนทั้งหลายเหล่านั้น จำนวนก็ไม่น้อย สมัยนั้น เขาก็ตายกันหมด ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่หามาด้วยความเหนื่อยยาก รบราฆ่าฟันกัน แย่งทรัพย์สินกัน แย่งคนรักกัน แย่งสถานที่กัน แย่งความเป็นใหญ่กัน ในที่สุดต่างคนต่างตายหมด

แล้วเราล่ะ จะนั่งเมาสถานที่ นั่งเมาบุคคล นั่งเมาทรัพย์สิน นั่งเมาอำนาจวาสนา แล้วมันจะดีตรงไหน ในที่สุดเราก็ตาย นี่เป็นปัจจัยให้เกิดความเบื่อหน่ายในการเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา หรือพรหม

ถ้าอยากจะทราบประวัติความเป็นมาของคน เห็นหน้าปั๊บ ได้ยินชื่อปั๊บ ต้องการรู้อดีต ต้องการ….รู้ทันที ว่าอดีตของบุคคลผู้นี้ (คำว่าอดีต คือ เวลาที่ผ่านมา แล้ว แม้แต่ ๑ วินาทีก็ถือว่าเป็นอดีต ถอยหลังออกไปจะยาวจะสั้นไม่สำคัญ) อยากรู้ว่าคนนี้ เขามีจริยาเป็นอย่างไร มีนิสัยเป็นอย่างไร มีอารมณ์ใจเป็นอย่างไร

ถ้าต้องการรู้อารมณ์ใจก็รู้ได้ เพราะความเป็นทิพย์ของจิต เราเรียกว่า “เจโตปริยญาณ” ความจริงไม่มีอะไรหรอกครับ “ความเป็นทิพย์ของจิตอย่างเดียว เรารู้หมด” ใช้อย่างไหนเรียกอย่างนั้น รู้จิตคนอื่น เรียกว่า “เจโตปริยญาณ”

ต้องการถอยหลังชาติของเราเอง เป็น “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” รู้เรื่องราวในอดีตของคนอื่น ของสัตว์อื่นและของสถานที่เรียก “อตีตังสญาณ” ความจริงก็ ทิพจักขุญาณ ตัวเดียว ส่วนที่มีความสำคัญจริง ๆต้องฝึกฝนใน ทิพจักขุญาณ ให้มาก

ประวัติของผม

ผมก็เล่าประวัติของผม ไอ้ผมน่ะไม่ดีไม่เด่ละครับ ก็มีความรู้เป็ด ๆ นี่แหละ เอามาคุยกับพวกท่าน แต่ความจริงเป็ดนี่ก็ดีเหมือนกันนะ มันว่ายน้ำก็เป็น มันวิ่งก็ได้ มันบินก็ได้ มันเดินก็ได้ มันร้องก็ได้ ถึงแม้ว่าจะทำไม่ดีเท่าไก่ ทำไม่ดีเท่าปลา แต่มันก็ยังทำได้บ้าง

อย่างพวกเรานี่ ที่เราฝึก มโนมยิทธิ กัน ก็เป็นความรู้เป็ด ๆ ในพระพุทธศาสนา ที่เขาหา เขาคิดว่าวิเศษวิโสน่ะ ความจริงมันไม่ใช่ อันนี้เป็นความรู้เบื้องต้นในพระพุทธศาสนาจริงๆ

ผมเอง ก็รู้สึกขอบคุณบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทที่ท่านสงเคราะห์ผม สนับสนุนทุกอย่าง จนกระทั่งมีความเข้าใจในพุทธศาสนาตามสมควร

ชนต่างชาติเขาก็เก่ง

อย่าลืมว่า อตีตังสญาณ ก็ดี ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ก็ดี ทิพจักขุญาณ ก็ดี ญาณใด ๆ ก็ตาม ชนต่างชาติเขาก็เก่ง

อย่างเลขานุการเอกของสถานทูตสิงคโปร์ ท่านพลเอกทวนทอง สุวรรณทัต เป็นคนฝึกให้ คนนี้เก่งมาก ใครเดินผ่านหน้าแกไม่ได้ แกดูหมด ว่าคนนี้มีสภาวะความจริงของจิตใจเป็นอย่างไรและการมานี่มีอะไรบ้าง เบื้องหลังที่ตาไม่เห็นแกเช็คหมด แล้วแกก็ฝึกภรรยา ฝึกลูกของแกให้ทำได้ ทั้งบิดามารดาของแกที่สิงคโปร์แกก็ทำได้

มีคนเคยถามว่า
“ก่อนจะเกิดเป็นชาวสิงคโปร์ เขาเคยเกิดที่ไหน?”

แกก้มหน้านิดตอบได้ทันที เงยหน้าขึ้นมา แกบอกว่า
“ก่อนที่จะไปเกิดที่นั่น เดิมทีแกเป็นลูกชาวนาของเมืองไทย เป็นคนไทย”

อย่างกับฝรั่งที่เดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา ความจริงทั้ง ชิคาโก เดนเวอร์ แคลิ-ฟอร์เนีย เขาเก่งทั้งหมด แต่มีคนหนึ่งที่ผมชอบล้อ แกเป็นผู้หญิงตัวใหญ่ คนนี้ถามอะไรปั๊บ ก้มหน้าปุ๊บ เงยหน้าปั๊บ ตอบทันที เรื่องการระลึกชาติถอยหลัง แกรู้แม้กระทั่งชื่อของตัวเอง ถ้าจะถามว่า แกโม้เรอะ ไม่ใช่ ผมถามสิ่งที่ผมรู้ และแกก็ตอบตรงกับที่ผมรู้ อันนี้มันเป็นเรื่องจริง เราควรจะภูมิใจ

อย่าทำตนให้ลืมความเป็นพระ

ขอบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรและญาติโยมทั้งหลาย เราเป็นพระไทยที่ประกาศตนว่า เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วพวกเราก็พากันเย่อหยิ่งในใจ ว่าประเทศไทยรักษาพระพุทธศาสนาได้ดีกว่าทุกประเทศ

ความจริงพระพุทธศาสนา ต่างประเทศเขาอาจจะมีเหมือนเรา หรืออาจจะมีดีกว่าเราก็ได้ เราไม่รู้ ที่เราพูดว่าเรารักษาไว้ได้ดีกว่าทุกประเทศ อาจจะมีสภาพเป็นคางคกในกะลาครอบก็ได้ ที่เราไม่มองหน้าคนอื่นเขา ไม่ดูหน้าเขา ว่าหน้าเขากับหน้าเรา ใครมันแจ่มใสกว่ากัน

เวลานี้ชาวอเมริกากันขาว-ชาวอเมริกันดำ และก็ชาวเยอรมัน เจ๊กที่สิงคโปร์เขาทำกันได้ และก็คล่องตัว แต่พวกเรา ที่เป็นภิกษุสามเณร เป็นพระ หรือเป็นเณร ….มีความสำคัญมากจงอย่าคิดว่าของเหล่านี้ยาก ถ้าคิดว่ายากก็แย่ ทั้งนี้เพราะอะไร

เพราะว่าญาติโยมพุทธบริษัททั้งผู้หญิง ผู้ชาย ทั้งเด็กผู้ใหญ่ มีการคล่อง ตัวมาก นักเรียนนักศึกษาเขาได้กันมากและคล่องตัวดีด้วย สภาพความเป็นทิพย์ของจิตเขา มีสภาพแจ่มใส

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาพระเณร ระวังกาย ระวังใจ ระวังวาจาไว้ให้มาก อย่าทำตนให้ลืมความเป็นพระ อย่าทำตนให้ลืมความเป็นเณร เพราะอะไร เพราะว่า ญาติโยมพุทธบริษัท มากท่าน ที่ทำได้ ท่านชอบเช็คพระ ตั้งแต่โลกันตนรกถึงนิพพาน

แต่ปรากฏว่าไปพบเอาพระช้างสีดอของเมืองไทย ในโลกันตนรกบ้าง ในอเวจีมหานรกบ้าง ขุมอื่นมีน้อย และก็พระช้างเผือกที่อยู่สวรรค์บ้าง พรหมโลกบ้าง เลยพรหมบ้าง

ถ้าถามว่าเป็นพระสมัยไหน เขาไม่ดูสมัยไกลน่ะซี เขาเล่นในสมัยใกล้ๆสมัยรัตนโกสินทร์นี่ก็ชอบชมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสมัยปัจจุบันนี่ เขาพบกันมากมาย

บางท่านก็เกิดความสลดใจ บอกว่า ความจริงท่านมีจริยาดีมาก เรียบร้อยดีทุกอย่าง สงบเสงี่ยมเรียบร้อย เรียกว่าน่าเลื่อมใสน่าไหว้น่าบูชา แต่ว่าพอตายไปแล้ว ลงอเวจีบ้าง ลงนรกโลกันต์บ้าง เขาก็ใช้การทบทวนถาม เรียกขึ้นมาถามได้จากขุมนรก

ท่านผู้นั้นก็เล่าตามความเป็นจริงทุกอย่าง เอาเงินเข้าบ้านบ้าง เอาของเข้าบ้านบ้าง ของที่ชาวบ้านเขาถวายมา บางท่านก็ทำตัวหมดสภาพความเป็นพระเลย เป็นฆราวาสที่ห่มผ้าเหลือง มีลูกมีเมียได้ ก็รวมความว่าท่านไม่ไหว

เรื่องนี้บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย ต้องระมัดระวัง

ดูพระที่ควรบูชา

ก็มีญาติโยมมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี แถวสระยายโสม ครูถามถึงความต้องการของพระ พระที่ท่านควรจะบูชา อันนี้เขาดูถอยหลังไปได้ ยังไม่ตายนะ ยังไม่ตายเขาใช้ ปัจจุปปันนังสญาณ กับ อตีตังสญาณ

ปัจจุปปันนังสญาณ ว่าปัจจุบันนี้ ท่านประพฤติดี หรือประพฤติชั่ว ควรจะบูชาหรือไม่ควรบูชา

อตีตังสญาณ ถอยหลังไปอีกนิดหนึ่ง ท่านทำอะไรไว้ ที่เป็นการควรบูชาหรือไม่ควรบูชา

ความจริงความรู้นี้ก็ดี เป็นเหตุให้บรรดาญาติโยมทั้งหลายรู้จักว่า พระองค์ไหนควรบูชา พระองค์ไหนไม่ควรบูชา จะได้พยายามผ่อนปรนค่อย ๆ กัน ดันพวกทำลายพระพุทธศาสนาให้สลายตัวไป ที่ท่านปลอมเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ไม่หวังดีในการปฏิบัติ หวังอย่างเดียวคือทรัพย์สินในการเลี้ยงชีพ อันนี้เป็นการทำลายความดี ของบรรดาท่านพุทธบริษัทและพระพุทธศาสนา

ต้องทำจิตให้มีสภาพแจ่มใส

และก็อย่าลืมว่า ชาวต่างชาติเขามีความฉลาดมาก เขามีการคล่องตัวมาก บรรดาพวกท่านทั้งหลาย ที่นั่งอยู่ที่นี่ ท่านเป็นพระ เราไม่ได้แข่งกับเขา แต่ว่าในฐานะเราเป็นเจ้าของบ้าน ที่เราคุยกับเขาว่าเรามีพระพุทธศาสนา เราต้องพยายามทำให้มีสภาพแจ่มใส

ความจริงเขาจะดีขนาดไหน เป็นเรื่องของเขา เราทำให้ดีที่สุด อารมณ์ติดในชีวิตคิดว่า มันไม่ตาย เลิกคิด ยอมรับนับถือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ให้ทรงตัว พยายามทรงศีลให้บริสุทธิ์

จงอย่าคิดว่าอาบัติแสดงได้ ถ้าแสดงทีไร มันตกนรกทุกทีนะ ขึ้นชื่อว่าความชั่ว มันชั่วแล้วมันดีไม่ได้ ตั้งใจไว้โดยเฉพาะว่า เราบวชเพื่อนิพพาน ตามพระบาลีว่า

“นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหต๎วา” ซึ่งแปลเป็นใจความว่า “ข้าพเจ้าขอรับผ้ากาสาวพัสตร์มา เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน”

อย่างนี้จิตจะสดใสทุกวัน สมกับเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

<< ก่อนหน้า                 อ่านต่อ >>

ขอเชิญฝึกมโนมยิทธิ ณ ศูนย์พุทธศรัทธา ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๑๒.๓๐ น.

คำถามคำตอบปัญหาเกี่ยวกับการฝึกมโนมยิทธิ โดยศูนย์พุทธศรัทธา