สำนักปฏิบัติพระกรรมฐานสาขาวัดท่าซุง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี โทร 081-853-7803, 081-937-0244

รวมคำสอนธรรมปฏิบัติ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

3 Comments

รวมคำสอนธรรมปฏิบัติ
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

      ถ้าเราไปเพ่งเล็งคนอื่นว่า คนนั้นชั่วคนนี้ดี แสดงว่าเราเลวมาก เราควรจะดูใจของเราต่างหากว่า เรามันดี หรือ เรามันเลว ถ้าเราดีเสียอย่างเดียว ใครเขาจะเลวร้อยแปดพันเก้า ก็เรื่องของเขา ถ้าเราดีแล้ว ก็หาคนเลวไม่ได้

 

รวมคำสอนธรรมปฏิบัติ
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

ท่านสอนให้ยอมรับนับถือ กฎของธรรมดา วางทุกข์เสีย ให้รู้ว่าสิ่งนี้เป็นธรรมดา อะไรก็ตามเถอะ ถ้ามันเกิดขึ้นกับเรา มันเป็นธรรมดาของโลกทั้งนั้น ในเมื่อร่างกายเรา มีอยู่ในโลกเท่านี้เอง

หลักสูตรในพระพุทธศาสนานี้ ไม่มีอะไร เบื้องสูงลงมา ท่านสอนตั้งแต่ปลายผมลงมาถึงฝ่าเท้า เบื้องต่ำขึ้นไป ท่านสอนตั้งแต่ปลายเท้าถึงปลายผม มีแค่นี้

εïз

ถ้าเราไปเพ่งเล็งคนอื่นว่า คนนั้นชั่วคนนี้ดี แสดงว่าเราเลวมาก เราควรจะดูใจของเราต่างหาก ว่า เรามันดี หรือเรามันเลว ถ้าเราดีเสียอย่างเดียว ใครเขาจะเลวร้อยแปดพันเก้า ก็เรื่องของเขา ถ้าเราดีแล้ว ก็หาคนเลวไม่ได้

เพราะเรารู้เรื่องของคน คนมาจากอบายภูมิก็มี คนมาจากสัตว์เดรัจฉานก็มี คนมาจากมนุษย์ก็มี มาจากเทวดาก็มี มาจากพรหมก็มี มันจะเสมอกันไม่ได้ ถ้าพวกมาจากอบายภูมิ สอนยากป่วยการสอน

εïз

คนใดก็ตามที่ประกาศตนเป็นอาจารย์พระพุทธเจ้า รู้ดีเกินพระพุทธเจ้า ที่บอกของพระพุทธเจ้าไม่ดีไม่ทันสมัย เอาอย่างโน้นดีกว่า อย่างนี้ดีกว่า ผมไม่คบด้วย พวกจัญไรนี่ไม่คบ คบยังไง มันจะไปไหน ไอ้พวกนี้ โน่น อเวจีมหานรก

เพราะทำคนทั้งหลายที่มีเจตนาดี ให้มีมิจฉาทิฏฐิ ปฏิบัติผิด ฟังความเห็นผิด กรรมมันมาก

εïз

ของสงฆ์ที่ตากแดดตากฝนอยู่ ถ้าจะเกิดความเสียหาย ถ้าพระองค์ใดหรือว่าหลายองค์เดินหลีกไป ไม่เก็บของที่ควรจะเก็บ ปรับอาบัติทุกเที่ยวที่ผ่าน อาบัติที่ปรับนี่ ไม่ต้องรอพิพากษานะ มันล่อเลย ผ่านไปแบบไม่แยแส ไม่สนใจ เป็นโทษทันที

นี่ไม่ใช่ว่าพระอรหันต์ เห็นของอะไรก็โยนทิ้ง ๆ ไม่ใช่ ท่านรักษากำลังใจของคนอื่นที่มีศรัทธา ยิ่งกว่ากำลังใจของท่าน เพราะวัตถุทุกอย่างจะพึงมีได้ ก็ต้องอาศัยชาวบ้าน ชาวบ้านกว่าจะได้มาแต่ละชิ้น ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ฉะนั้น พระต้องรักษาทรัพย์สินของชาวบ้าน ให้ยิ่งกว่าชาวบ้านรักษาทรัพย์

εïз

อภิธรรมที่พระสารีบุตร ท่านเทศน์ทั้ง ๗ ประการ มีนิดเดียว ที่เขาสอนกันนี่มีหลายร้อยหน้า แล้วก็ ๘ หน้ายก ผมว่ามันเลอะเทอะเกินไป แต่ก็ไม่ได้ตำหนิคนศึกษา เพราะสนใจธรรมก็เป็นเรื่องน่าโมทนา แต่ว่าทำกันมากเกินไป มันก็สร้างความยาก การบรรลุเข้าก็ถึงช้า

เพราะในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตุริตะ ตุริตัง สีฆะ สีฆัง เร็วๆ ไวๆ ธรรมของพระพุทธเจ้าไม่มีการเนิ่นช้า จำไว้ให้ดีนะ อย่าประมาทในชีวิต

εïз

การบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ต้องมีความห่วงอยู่อย่างเดียว คือ ความดับไม่มีเชื้อ ถ้าบวชตามประเพณี เขาเรียกว่า บวชซื้อนรก

พระนี่แค่กินข้าว ไม่พิจารณาให้เป็น อาหาเรปฏิกูลสัญญา หลงในรสอาหาร กินเพื่อความอ้วนพี กินเพื่อความผ่องใส อย่างนี้ องค์สมเด็จพระพิชิตมารบอกว่า กินก้อนเหล็กที่เผาจนแดงโชนดีกว่า

εïз

บุคคลใดเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนาแล้ว มีศรัทธา-ความเชื่อ ปสาทะ-ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีจิตน้อมไปในกุศล แสดงว่าบุคคลนั้นมีบารมี เข้าถึงปรมัตถบารมี สามารถจะเข้าถึงพระนิพพานได้ในชาติปัจจุบัน

εïз

เนกขัมมบารมี จริง ๆ ก็คือ จิตระงับนิวรณ์ ๕ ถ้าบวชแล้ว จิตระงับนิวรณ์ ๕ ไม่ได้ ท่านไม่ถือว่าเป็นอันบวชนะ ยังไม่เรียกสมมุติสงฆ์

ถ้าระงับนิวรณ์ ๕ ได้ ท่านเรียกสมมุติสงฆ์ ถ้าระงับนิวรณ์ ๕ ไม่ได้ ท่านเรียกเปรตในเครื่องห่มผ้าเหลือง เพราะจิตมันจุ้นจ้าน

จิตของเรา ถ้าหากนิวรณ์ไม่เข้ามายุ่งเมื่อไร มันก็เป็นฌานเมื่อนั้น นี่มันก็ไม่มีอะไรยาก ถ้าเรามีกำลังใจเข้มแข็ง จะไม่ยอมเชื่อไอ้ตัวร้ายนิวรณ์นี่

ทีนี้ในเมื่อเราไม่คิดถึงเรื่องอื่น ขณะพิจารณาก็มองดูแต่ขันธ์ ๕ อย่างเดียว และภาวนาก็จับเฉพาะลมหายใจเข้าออก กับคำภาวนาว่า พุทโธ อันนี้นิวรณ์มันไม่กวนจิต เข้าถึงปฐมฌานทันที

ถ้าหากว่าท่านไม่สามารถจะทรงอานาปานุสสติกรรมฐานได้ถึงปฐมฌาน ผลแห่งการเจริญวิปัสสนาญาณของท่านทั้งหลาย จะไม่มีผลตามต้องการ เพราะจิตมีกำลังไม่พอที่จะทำลายกิเลส ให้เป็นสมุจเฉทปหานได้

εïз

การเจริญพระกรรมฐาน ไม่ได้หมายความว่า ใช้เวลานั่งสมาธิเสมอไป ถ้าเราใช้แต่เวลาที่นั่งสมาธิ มีเวลาสงัด จิตใจของเราจึงจะกำหนดถึงพระกรรมฐาน อย่างนี้ใช้ไม่ได้

เนื้อแท้การเจริญพระกรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็ตาม ต้องใช้อารมณ์ของเรานี้ นึกถึงกรรมฐานเป็นปกติตลอดวัน อย่างนี้จึงจะได้ชื่อว่า ท่านเข้าถึงพระกรรมฐาน และพระกรรมฐานเข้าถึงท่าน

เวลาที่ปฏิบัติน่ะ ไม่ใช่มานั่งเงียบๆ นะ กลางวันก็ทำงานก่อสร้างด้วย เรียนหนังสือด้วย นุงนังจิปาถะ ไม่ใช่นั่งเฉพาะไม่มีงานมีการ แบบนี้พระพุทธเจ้าไม่ใช้

แบบที่เข้ากุฏิเจริญพระกรรมฐาน กินข้าวก็มีคนไปส่งข้าว ล้างชามไม่ได้ แบบนี้ไม่ใช่พระ พระพุทธเจ้าเอง ท่านก็ล้างบาตรเอง เช็ดบาตรเอง ทำความสะอาดพื้นที่เอง ทำแบบนั้นก็ดีเกินพระพุทธเจ้า ก็ไปชนเอาพระเทวทัตเข้านะซิ ไม่เป็นเรื่อง เรื่องของพระนี่ สำรวยไม่ดี ต้องทำได้ทุกอย่าง

εïз

ถ้าถามว่า ถ้าคนเขาอยากไปนิพพาน เป็นตัณหาไหม ก็เห็นจะ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ที่ตอบว่า คำว่า อยาก แปลว่า ตัณหา ในเมื่อ อยากไปนิพพาน ก็แสดงว่า เป็นตัณหาเหมือนกัน

ก็เลยบอกว่า นี่แกเทศน์ แล้วแกเดินลงนรกไปเลยนะ แกเทศน์แบบนี้ แกเลิกเทศน์แล้ว ก็เดินย่องไปนรกเลย สบายไปเสียคนเดียวก่อน ดีกว่ามาชวนชาวบ้านเขาไปอีก

ถ้าต้องการไปนิพพาน เขาเรียกว่า ธรรมฉันทะ มีความพอใจในธรรม เป็นอาการทรงไว้ซึ่งความดี พวกเราฟังแล้วจำไว้ด้วยนะ ถ้าใครเขาถามจะได้ตอบถูก

εïз

อารมณ์พระกรรมฐาน กับ อารมณ์ชาวโลก ไม่เหมือนกัน มันกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไอ้การงานของชาวโลกนี่ ถ้าขยันมาก มุมานะมาก ผลงานมันสูงแล้วก็ดี

แต่การเจริญพระกรรมฐาน มุมานะมาก ถอยหลัง แทนที่จะก้าวหน้า มันกลับลงต่ำ ใช้ไม่ได้ เพราะว่าการปฎิบัติความดีเพื่อการบรรลุในพุทธศาสนา ต้องละส่วนสุดสองอย่าง คือ

หนึ่ง อัตตกิลมถานุโยค การทรมานตนที่ เรียกว่าขยันเกินไป

สอง กามสุขัลลิกานุโยค เวลาทรงสมาธิ หรือพิจารณาวิปัสสนาญาณ มีตัวอยากประกอบไปด้วย อยากจะได้อย่างนั้น อยากจะถึงอย่างนี้ อยากจะได้ตอนโน้น

อีตอนนี้มันเจ๊งทั้งสองทาง ที่ถูกคือ จะต้องวางใจเฉยๆ ปล่อยอารมณ์ให้มันไปตามสบายๆ

εïз

การบำเพ็ญบารมีใด ๆ หรือ สร้างความดีใด ๆ เราจะตั้งมโนปณิธาน ความปรารถนา หรือไม่ก็ตาม ถ้าทำความดีมากครั้งเข้า ในที่สุดความชั่วก็สลายตัวไป เราก็เข้าถึงพระนิพพาน ตามเจตนา หรือไม่เจตนา ก็จะต้องเข้าถึง

ในเมื่อความชั่วถูกตัดเป็นสมุจเฉทปหาน แต่ทว่าถ้าปราศจาก อธิษฐานบารมี กว่าจะเข้าถึงจุดหมายปลายทาง ก็รู้สึกว่า มันเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หรือไม่ค่อยจะตรงนัก

ฉะนั้น องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงแนะนำบรรดาท่านพุทธบริษัท ให้มี อธิษฐานบารมี ในการนี้ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ตั้งใจกล่าววาจาว่า

อิมาหัง ภควา อัตตภาวัง ตุมหากัง ปริจัจชามิ แปลเป็นใจความว่า ข้าพระพุทธเจ้า ขอมอบกายถวายชีวิต แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นี่ก็หมายความว่า เราจะเอาชีวิตของเรา เข้าแลกกับความดีที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงแนะนำไว้ อย่างนี้ อาศัยเจตนาและความตั้งใจ จัดว่าเป็น อธิษฐานบารมี บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย จะเข้าถึงความดีด้วยความรวดเร็ว อย่างคาดไม่ถึง

εïз

ถ้าบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ทรงความดีของจิต ในวันหนึ่ง ๓ นาที ก็คิดว่า ๑๐ วัน มันก็ ๓๐ นาที ๑๐๐ วัน มันก็ ๓๐๐ นาที ความดี มันสะสมตัว

เมื่อเวลาใกล้จะตาย อารมณ์จิต ที่เราทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ได้ดีบ้าง ไม่ได้ดีบ้าง ในระยะต้น มันจะเข้าไปรวมตัวกันตอนนั้น จนกลายเป็น มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์

เมื่อเวลาจะตาย จิตใจจะน้อมไปในกุศล ถ้าตายจากความเป็นคน อย่างเลวก็เป็นเทวดา ถ้าจิตสามารถควบคุมอารมณ์ใจได้ถึงฌาน ก็จะเป็นพรหม

εïз

อริยสัจ เขาสอน ๒ อย่างเท่านั้น สำหรับอีกสองอย่างไม่มีใครเขาสอนหรอก

อย่าง นิโรธะ แปลว่า ดับ อันนี้มันตัวผล ไม่ต้องสอน มันถึงเอง
มรรค คือ ปฏิปทาเข้าถึงความดับทุกข์ มันก็ทรงอยู่แล้ว คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

นี่ อริยสัจ เขาตัดสองตัว คือ ทุกข์ กับ สมุทัย นี่เท่านั้น

εïз

ไอ้เรื่องการเข้าฌานนี่ มันต้องคล่อง เหมือนกับเราเขียนหนังสือคล่องแคล่ว จะเขียนเมื่อไรเราก็เขียนได้ ไม่ใช่เขาบอกว่า เอ้าเข้าฌานซิ มานั่งตั้งท่า ขัดสมาธิ มันก็เสร็จแล้ว มันไม่ทัน เวลาเราจะตายจริง ไปตั้งท่าได้เมื่อไร มันต้องคล่อง

การจะทำให้คล่อง มันก็มีอยู่ว่า ต้นๆ ถ้าจิตมันเข้าถึงอารมณ์สมาธิ ตอนไหนก็ตาม พยายามทรงสมาธินั้นไว้ และพยายามทรงสมาธิให้เร็วที่สุด เท่าที่จะเร็วได้ ใหม่ๆ มันก็อึดอัด ไม่ช้าก็เกิดอาการชิน มันชินเสียจนช้าไม่เป็น

เวลาจะตาย เขาเข้าฌานตายกัน คนที่เข้าฌานตาย มันไม่ตายเหมือนชาวบ้านเขา อาการตายเหมือนกัน แต่ความหนักใจของบุคคลผู้ทรงฌานไม่มี ทั้งนี้เพราะ ถ้าจิตทรงฌาน อารมณ์ก็เป็นทิพย์

เมื่ออารมณ์เป็นทิพย์แล้ว ก็สามารถจะเห็นในสิ่งที่เป็นทิพย์ได้ เห็นรูปที่เป็นทิพย์ได้ ได้ยินเสียงที่เป็นทิพย์ได้ ในเมื่อเราเห็นรูปที่เป็นทิพย์ได้ ได้ยินเสียงที่เป็นทิพย์ได้ เราก็รู้สภาวะความเป็นทิพย์ของเราได้

คนที่เขาเข้าฌานตาย นี่เขาเลือกไปตามอัธยาศัยว่า เขาจะไปจากร่างกายอันนี้ เขาจะไปอยู่ที่ใหม่ เขาจะไปอยู่ที่ไหน นี่รู้ก่อน คนที่ทรงฌานจริงๆ สถานที่ที่จะพึงอยู่ได้คือ พรหมโลก ถ้าหากว่าเราไม่อยากอยู่พรหม อยากจะอยู่สวรรค์ ชั้นใดชั้นหนึ่งที่ต่ำลงมา อันนี้ก็เลือกได้

εïз

เวลาไหนที่เราฝึกหัดอิริยาบถ เดินไปข้างหน้า ถอยมาข้างหลัง ไม่ต้องไปยกๆ ย่องๆ ทำแบบไอ้โรคสันนิบาต ไม่ใช่นะ แบบเดินธรรมดา อิริยาบถนี่ พระพุทธเจ้าต้องการอย่างเดียว

อย่างเราเดินไปบิณฑบาต เดินไปทำธุระ ทำกิจการงานทุกอย่าง ให้รู้อยู่ว่า เวลานี้เราทำอะไร อย่าไปฝึกอย่างค่อยๆ ยกนิด ย่างหน่อย อันนี้ใช้ไม่ได้

ให้ถืออารมณ์ปกติ เราเดินธรรมดา นี่เราก้าวเท้าซ้าย เราก้าวเท้าขวา ก้าวไปข้างหน้า หรือ ถอยมาข้างหลัง เหลียวซ้าย หรือเหลียวขวา ใช้สติเข้าควบคุม

εïз

ทีนี้ก็อย่าลืมนะ เราต้องมี โพชฌงค์ ประจำใจ แล้วก็มี อานาปานุสสติ ประจำอยู่ตลอดเวลา อย่าทิ้งนะ แม้แต่พระพุทธเจ้ายังไม่ทิ้ง ถ้าพวกคุณทิ้ง อานาปานุสสติ แสดงว่าพวกคุณดีกว่าพระพุทธเจ้า ไปอยู่กับเทวทัตนะ

นักเจริญ มหาสติปัฏฐาน เขาต้องดูอารมณ์ อารมณ์ตัวใดมันเกิด ตัดตัวนั้นทันที ไม่ได้ไปนั่งไล่เบี้ย ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ถึง ๑๓ จบ เป็นอรหันต์ ถ้าคิดแบบนี้ ลงนรกมานับไม่ถ้วนแล้ว เขาต้องรวบรวมกำลัง มหาสติปัฏฐาน ทั้งหมดทุกบรรพ เข้ามาใช้ ในขณะอารมณ์นั้นเกิด ทันที

ไม่ใช่ว่าทำอย่างนี้ได้แล้ว ก็ทิ้งอย่างนั้น ไปจับขั้นต่อไป ต่อไปพอใจสบาย ก็ทิ้งอย่างนี้ ไปจับตัวโน้น อย่างนี้ลงนรกมานับไม่ถ้วน เพราะว่าไม่เข้าถึงความเป็นจริง ตกอยู่ในเขตของความประมาท

εïз

ท่านผู้ใดปฏิบัติกรรมฐาน ถ้าไม่สามารถจะทำจิตปลงให้ตกในด้าน กายคตานุสสติกรรมฐาน ทำจิตเป็น เอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์อย่างเดียว เห็นว่าร่างกายของเราก็สกปรก ร่างกายคนอื่นก็สกปรก เป็นของไม่น่ารัก ถ้าไม่สามารถผ่านกรรมฐานบทนี้ไปได้ ความเป็นพระอนาคามี ไม่ปรากฏแก่ท่านแน่ๆ

εïз

ผมบอกจุดสำคัญไว้ให้ก็ได้ว่า ทุกท่านที่บรรลุมรรคผล หรือ แม้แต่ทรงฌานโลกีย์ เขาใช้ จิตตานุปัสสนามหาสติปัฏฐาน เป็นประจำทุกวัน

พวกคุณอย่าทิ้งเชียวนะตัวนี้ ตัวที่บรรลุจริง ๆ อยู่ตรงนี้ นักปฏิบัติทุกองค์ที่บรรลุก็จับนี่เป็นเนติ เนติ แปลว่า แบบแผน ถือว่าเป็นตัวอย่าง ถือว่า เป็นครูใหญ่ ใช้ดูอารมณ์ใจ ไม่ต้องไปดูอะไร เพราะว่าไอ้กิเลสมันเกิดที่ใจ เอาอารมณ์ใจเข้ามาดู สติคุม ธัมมวิจยะ พิจารณา

εïз

ถ้าใครสามารถทรงฌานได้ดี เวลาเจริญวิปัสสนาญาณนี่ มันรู้สึกว่า ง่ายบอกไม่ถูก เมื่อถ้าฌาน ๔ เต็มอารมณ์แล้ว เราจะใช้วิปัสสนาญาณ ก็ถอยหลังมาถึงอุปจารสมาธิ

เราจะต้องตัดตัวไหนล่ะ ตัดราคะ ความรักสวยรักงาม เราก็ยก อสุภกรรมฐาน ขึ้นมาเป็นเครื่องเปรียบ ยก กายคตานุสสติกรรมฐาน ขึ้นมาเป็นเครื่องเปรียบ เปรียบเทียบกันว่า ไอ้สิ่งที่เรารักน่ะ มันสะอาด หรือมันสกปรก

กำลังของฌาน ๔ นี่เป็นกำลังที่กล้ามาก ปัญญามันเกิดเอง เกิดชัด มีความหลักแหลมมาก ประเดี๋ยวเดียวมันเห็นเหตุผลชัดพอ ตัดได้แล้วมันไม่โผล่นะ

รู้สภาพยอมรับสภาพความเป็นจริงหมด เห็นคนปั๊บ ไม่ต่างอะไรกับส้วมเดินได้ จะเอาเครื่องหุ้มห่อ สีสัน วรรณะ ขนาดไหนก็ตาม มันบังปัญญาของท่านพวกนี้ไม่ได้

εïз

พระพุทธเจ้า จึงได้บอกว่า คนที่ทรงฌาน ๔ ได้ และรู้จักใช้อารมณ์ของฌาน ๔ ควบคุมวิปัสสนาญาณได้

ถ้ามีบารมีแก่กล้า จะเป็นพระอรหันต์ภายใน ๗ วัน
ถ้ามีบารมีอย่างกลาง จะเป็นพระอรหันต์ภายใน ๗ เดือน
มีบารมีอย่างอ่อน จะเป็นพระอรหันต์ภายใน ๗ ปี

บารมี เขาแปลว่า กำลังใจ

มีบารมีแก่กล้า คือ มีกำลังจิตเข้มข้นนั่นเอง ต่อสู้กับอารมณ์ที่เข้ามาต่อต้าน

แต่ว่าถ้าบารมี มันเข้มบ้างไม่เข้มบ้าง เดี๋ยวก็จริงบ้าง เดี๋ยวก็ไม่จริงบ้าง ย่อ ๆ หย่อน ๆ ตึงบ้างหย่อนบ้าง อย่างนี้ท่านบอกภายใน ๗ เดือน

ทีนี้บารมีย่อหย่อนเปาะแปะ ๆ ตามอัธยาศัย ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่างตามอารมณ์ อย่างนี้ไม่เกิน ๗ ปี

นี่ผมพูดถึงคนที่ทรงฌาน ๔ ได้ และก็ฉลาดในการใช้ฌาน ๔ ควบวิปัสสนาญาณ ถ้าโง่ละก็ ดักดานอยู่นั่นแหละ กี่ชาติก็ไม่ได้เป็นอรหันต์

εïз

ไอ้ตัว สงบ นี่ ต้องระวังให้ดีนะ มันไม่ใช่ ว่าง คำว่า สงบ นี่ไม่ใช่ว่าง จิตของคนนี่มันไม่ว่าง คือว่า มันต้องเกาะส่วนใดส่วนหนึ่ง ถ้ามันละอกุศลมัน ก็ไปเกาะกุศล

ไอ้จิตที่เรียกว่าสงบ ก็เพราะว่า สงบจากกรรมที่เป็นอกุศล คือ อารมณ์ที่เป็นอกุศล อารมณ์ชั่ว สงบความปรารถนาในการเกิด

อารมณ์สงบ คือ ไม่คิดว่าเราต้องการความเกิดอีก และจิตก็มีความสงบ เห็นว่า สภาพร่างกายนี้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา

ไอ้ตัว คิดว่าเรา ว่าของเรา นี่ สงบไป สงบตัวยึดถือวัตถุก็ตาม สิ่งมีชีวิตก็ตาม ว่าเป็นเรา เป็นของเรา นี่ตัว สงบ ตัวนี้นะ

มีอารมณ์เป็นปกติอยู่เสมอ คิดว่า อัตภาพร่างกายนี้ ไม่มีเรา ไม่มีของเรา และมันก็ไม่มีอะไรเป็นเราอีก หาตัวเราในนั้นไม่ได้

εïз

พยายามเพียรทรงตัวไว้ ทำใจว่าจะไม่ฝืนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วก็เพียรทรงไว้แต่ความดี เพียรละความชั่วอยู่ตลอดเวลา กรรมอะไรก็ตาม อารมณ์ใดก็ตาม ที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า เป็นอารมณ์ของความชั่ว ต้องเพียรต่อต้านมันนะ

แล้วก็ใช้ปัญญาพิจารณา หาความเป็นจริงให้พบ เมื่อพบความเป็นจริงแล้ว ก็เพียรถือมันเข้าไว้ คือ ทรงความเป็นจริงไว้ในใจ ยอมรับนับถือตามความเป็นจริง คิดไว้เสมอว่า ไม่มีที่ใดที่จะดีไปกว่า พระนิพพาน นะ

εïз

ความจริงคนเราทุกคน ไม่ต้องกลัวตาย กลัวเกิดดีกว่า ถ้าเราไม่เกิดเสียอย่างเดียว มันจะตายอย่างไรให้มันรู้ไป ถ้าไม่เกิด ให้มันตายที

ทีนี้เราเกิดมา เพราะ ตาเราเห็นรูป เรา พอใจ ในรูป หูได้ยินเสียง พอใจ ในเสียง เป็นต้น ความพอใจ ไอ้ตัวจริง ๆ ที่เป็นตัวร้าย

ที่เราจะต้องตัดคือใจ ตัดอารมณ์ของใจเสีย อย่าให้ใจมันโง่ แนะนำมัน บอกว่า นี่แกไปหลงใหลใฝ่ฝันในรูป รูปนี้สวยทรวดทรงดี ถามมันดูซิว่า มีรูปอะไรที่มีการทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงบ้าง ไม่มีการทรุดโทรม ไม่มีการเสื่อม มันมีบ้างไหม ถามใจมันดู

εïз

การเป็นพระอรหันต์ ไม่เห็นยาก คือ

ตัดความพอใจในโลกทั้งสาม มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก

ตัดราคะ ความเห็นว่ามนุษย์โลกสวย เทวโลกสวย พรหมโลกสวย โลกทั้งสามไม่มีความหมายสำหรับเรา เราไม่ต้องการ สิ่งที่เราต้องการ คือ พระนิพพาน

มีความเยือกเย็นเป็นปกติ ไม่เห็นอะไรเป็นเรา เป็นของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากระทบถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา มีอยู่เป็นปกติ คือว่า ไม่มีการสะดุ้งหวาดหวั่นอันใด

εïз

ถ้าคนจะถึงอรหันต์ ทีนี้อารมณ์ใจมันสบายทุกอย่าง คือว่า

ไม่หลงในฌาน ฌานทุกอย่าง ทั้งรูปฌาน และ อรูปฌาน เราพอใจแต่คิดแต่เพียงว่า นี่เป็นบันไดก้าวขึ้นสู่อริยะเบื้องสูงเท่านั้น ไม่ใช่มานั่งหลงว่ากันทั้งวันทั้งคืน นั่งกรรมฐานตลอดวันตลอดคืน นั่นมันยังเป็นเด็กเล็ก ๆ อยู่ ทีนี้หลงในฌานไม่มี

ตัวมานะ ถือว่า เราดีกว่าเขา เราเสมอเขา เราเลวกว่าเขา ไม่มี

และ อารมณ์ฟุ้งซ่าน สอดส่ายไปสู่อารมณ์อกุศล ไม่มี

และตัวสุดท้าย ก็เห็นว่า โลกทั้ง ๓ โลก คือ มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก ไม่มีความหมายสำหรับเรา

เห็นสภาวะของโลกทุกอย่างนี้ ทั้ง ๓ โลก มันเป็นแกนของความทุกข์ สิ่งที่มีความสุขที่สุด คือ พระนิพพาน

อันนี้ถ้าเป็น สุกขวิปัสสโก ท่านจะมีความสบายมาก สบายในอารมณ์ ยอมรับนับถือกฎธรรมดา ยอมรับนับถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่า พระนิพพานมีจริง และพระนิพพานเป็นแดนของความสุขจริง แม้ท่านจะไม่เห็น

หากว่า วิชชา ๓ ก็ดี อภิญญา ๖ ก็ดี ปฎิสัมภิทาญาณ ก็ดี นี่เขาไปที่นิพพานได้เลย จะสามารถเห็น พระนิพพาน ได้เท่าๆ กับ เห็นของที่มองอยู่ข้างหน้า

แล้วเขาก็จะรู้สภาวะว่า ถ้าเขาทิ้งอัตภาพนี้แล้ว เขาจะไปอยู่ตรงไหน เพราะพระนิพพาน ไม่ได้มีสภาพสูญ เขาก็เข้าสู่จุดของเขาเลยที่พระนิพพาน เข้าที่อยู่ได้ ไปไหว้พระพุทธเจ้าได้

 

คัดลอกจาก หนังสือรวมคำสอนธรรมปฏิบัติ
ของ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วีระ ถาวโรมหาเถร เล่ม ๑

 

 
Tags: , ,
Posted in: ธรรมโอวาท

3 Comments
  • พนาวรรณ กะการดี said:

    อนุโมทนา สาธุ สาธุ ครับ

  • Anuwat Y. said:

    อนุโมทนาสาธุครับ

  • Ksorn said:

    ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ สาธุ สาธุ