สำนักปฏิบัติพระกรรมฐานสาขาวัดท่าซุง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี โทร 081-853-7803, 081-937-0244

Archive for สิงหาคม 10th, 2015

ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์

ปิดความเห็น บน ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์

ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์
หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง ตอบปัญหาธรรม

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ หนูได้ยินพระสวดมนต์ว่า ชาติปิ ทุกขา ชราปิ ทุกขา มรณัมปิ ทุกขัง เขาแปลว่าอะไรคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ถ้าให้ฉันแปลมันไม่เหมือนกับชาวบ้านเขาหรอก ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ที่ขา ชราปิ ทุกขา พอแก่แล้วก็ทุกข์ที่ขาอีก มรณัมปิ ทุกขัง พอตายแล้วก็ถูกขังในโลงอีก ถูกไหม…ท่านว่าของท่านถูกจริงๆ ชาติ แปลว่า เกิด เกิดมาแล้วก็ทุกข์ที่ขา ความจริงขามีงานหนัก จะไปไหนเขาก็ใช้ขาเดิน พอจะพัก พับขาเสียอีก เมื่อยอีก ไอ้ขานี่แหม…โชคร้ายจริงๆ ทุกข์หมด”

ผู้ถาม :- “คนไม่มีขา ทุกข์ไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ทุกข์ซี มันอยากมีขากับเขานะ ทุกข์เพราะอยากมีขา ทุกข์หนักเลย มันไม่มีอะไรจะเดิน มันเคยเดินมาแล้วนี่ มันไม่ได้เดิน มันกลุ้มบรรลัยเลย อย่าไปคิดนะว่าสิ่งที่มีแล้วมันเกิดใช้อะไรไม่ได้ มันจะเป็นสุขน่ะ

ถ้าตาเราเห็นมาแล้ว ตาบอดปุ๊บ แหม…กลุ้ม “ใครวะ…รูปร่างยังไง…สูงหรือต่ำ…ดำหรือขาว…” นี่ถามเขาตะพึด ถ้าไม่มีตาตั้งแต่ต้น ก็ไม่วิตกกังวลใช่ไหม…นี่ของเคยมีมาแล้ว หมดไปยิ่งกลุ้มใหญ่

คนที่ไม่มีขา เห็นคนอื่นเขามีขา เดินไปไหนต่อไหนได้ เราเดินไม่ได้ต้องคลานดุ๊บๆ ใช้แขนแทน ก็ต้องมานั่งเป็นทุกข์ นึกในใจ ถ้ากูมีขาอย่างเขาบ้างจะวิ่งให้ปรื๋อเลย

สรุปแล้ว มีขาก็มีทุกข์ ไม่มีขาก็มีทุกข์ มีขาทุกข์เพราะขา ไม่มีขาทุกข์เพราะอยากมีขาเดิน เป็นอันว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์หาความสุขไม่ได้ ถูกไหม…?”

ผู้ถาม :- “ถูกค่ะ…”

หลวงพ่อ :- “รีบตายเสีย จะได้ไม่ทุกข์ดีไหม…?”

ผู้ถาม :- (หัวเราะ)”ยังไม่อยากตายค่ะ…”

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๓ หน้า ๗๘-๗๙ (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

อย่าสวดมนต์กันผี ให้สวดบูชาพระพุทธเจ้า

ปิดความเห็น บน อย่าสวดมนต์กันผี ให้สวดบูชาพระพุทธเจ้า

อย่าสวดมนต์กันผี ให้สวดบูชาพระพุทธเจ้า
หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง ตอบปัญหาธรรม

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ อย่างบท วิปัสสิสสะ เราจะสวดแค่ไหนดีคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ก็สวดหมดนั่นแหละ แต่อย่าไปสวดกันผีนะ เพื่อกันผีไม่ได้ เราสวดเพื่อความเคารพพระพุทธเจ้า”

ผู้ถาม :- “ที่อยากสวดบทนี้ก็ตั้งใจไว้ว่าจะต้องกันผีค่ะ เพราะกลัวผี”

หลวงพ่อ :- “ถ้าไปสวดเพื่อกันผีน่ะ อาจารย์สำราญโดนมาแล้ว ที่เขาวงพระจันทร์แน่ะ เขาลือกันถ้าสวดได้ยินเสียงที่ไหนผีเข้าไม่ได้นะ แกก็สวดทุกวัน เลยบอกอาจารย์ ไม่ดีนะ ถ้าสวดเพื่อพรรณาความดีของพระพุทธเจ้า สวดเพื่อความเคารพพระพุทธเจ้า บทนี้คุ้มครอง ถ้าสวดเพื่อไล่ผีเมื่อไรผีตีเมื่อนั้น แกก็ไม่ฟัง

มีวันหนึ่ง เผลอ…พวกเรากำลังทำงานอยู่ได้ยินเสียงร้อง โอ๊ยๆ พอเราวิ่งเข้าไปดูแล้ว นุ่งแดง ห่มแดงผ้าคาด แหม…หวายเบ้อเร่อ ล่อเสียบวมทั้งตัว พอเราก้าวเข้าไปท่านหันมามอง บอกว่าพี่ชาย…ไปเถอะ ไม่ใช่หน้าที่ของแก นี่อาจารย์สำราญโดนมาแล้ว

ถ้าเรากันผี ไม่ช้าก็ถูกผีกัน เข้าพวกผีไม่ได้ ใช่ไหม…นี่มึงสมัยก่อนมึงกันกูไว้ กูห้ามเข้าพวก เสร็จ ไม่ยอมรับเข้าสมาคมผี กลายเป็นผีจรไป”

ผู้ถาม :- “แล้วจะทำยังไงล่ะคะ จะไม่ให้ผีมาหลอก…?”

หลวงพ่อ :- “ความจริงไม่มีผีคนไหนหลอกคน ฉันถามเขาแล้ว ถ้าเรารู้เรื่องสภาวะของผีจริงๆ ผีนี่เขาไม่หลอกอะไรเลย ไอ้ที่แสดงตนให้ปรากฎ นี่เขาต้องการความช่วยเหลือ เพราะเขาลำบาก นี่เขารู้ว่าคนไหนมีบุญพอที่จะช่วยเขาได้

สมมติว่าคนนี้ถูกรถชนตายตรงนี้ ความจริงเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่เขาจะมาอยู่ที่ตรงนั้นแสดงตนให้ปรากฏ ไอ้เราเลยหาว่าผีหลอก แช่งต่อไปเลย ให้พร ไอ้ผีเป็นไง…ผีก็ร้องไห้ เขาก็เสียใจ เพราะแกอดอยาก ใช่ไหม…

ไปถามเขาแล้ว เขาบอกเวลาที่จะหลอกน่ะไม่มี แต่พวกที่ล้อพวกนี้ก็ไม่ใช่ผี เป็นพวกเทวดา แล้วก็เป็นเทวดาที่เป็นเพื่อนกันมาก่อน ชอบพอกันมาก่อน หมายความว่าเคยเกิดเป็นเทวดามากับเขา หรือว่าเขาไปเกิดเป็นเทวดา แต่เราไม่ได้เกิดเป็นเทวดา เป็นพวกเป็นพ้องกันมาก่อน พวกนี้จึงมาล้อเล่น”

ผู้ถาม :- “ถึงรู้อย่างนี้แล้วก็ยังกลัวอีกแหละค่ะ…ตอนเป็นเด็กๆ เขามักจะพูดว่า เดี๋ยวผีหลอกๆ”

หลวงพ่อ :- “ไอ้ตัวนี้แหละเป็นตัวอุปาทาน อุปาทานมันกิน คิดว่าผีหลอกอยู่เสมอ มันไม่ใช่ของจริง จิตมันข้องอยู่ ก็กลัวอยู่เรื่อย ความจริงผีมันไม่น่ากลัว

แล้วก็ผีที่คอยติดตามเราอยู่ เราก็ใช้ศัพท์ว่าผี คือพวกเทวดาและพรหมที่เป็นญาติ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นเพื่อน พวกนี้เขาติดตามอารักขา แต่ว่าบางทีมันจะมีอันตรายเกิดขึ้น อาจจะมีคนดักมาทำร้ายบ้าง เขาแสดงตัวให้เราเห็น เราก็เห็นไม่ได้ เขาพูดเราก็ไม่ได้ยิน

บางทีเดินไปใกล้ต้นไม้ เขาอาจจะเขย่าต้นไม้ ไอ้การเขย่าต้นไม้นี่เขาต้องการให้เรารู้สึกตัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เราก็ตกใจ อ๊ะ อะไรไม่มีลม ทำไมต้นไม้เขย่าได้ ถ้าเดินต่อไปก็เกิดการระแวง มองหน้ามองหลังกลัวผีหลอก อันตรายก็จะไม่มี เขาให้เราระแวง บางทีเดินใกล้บ้านก็ทุบฝาเรือนบ้าง อะไรบ้าง ทำให้เรารู้สึกตัว แสดงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น อันตรายก็จะไม่เกิด นี่เขาเล่าให้ฟังแบบนี้นะ ถ้าไม่เชื่อไปถามเขาดู”

ผู้ถาม :- “หนูเคยโดนหลอกมาอย่างหนักค่ะ คือทีแรกนะคะ ไปเยี่ยมเพื่อนค่ะ แม่เขาไม่สบาย บางคืนแกก็ร้องโหยหวน…”

หลวงพ่อ :- “ถ้าร้องก็แสดงว่าเขาไม่สบายมาก เขาต้องการความช่วยเหลือ เขาอยู่ในเกณฑ์ของความทุกข์ อย่างนี้เขาต้องการความช่วยเหลือจากเรา เราก็แอบไปกลัวเสียอีก อีตานั่นก็เลยร้องฟรีไปเลย”

ผู้ถาม :-(หัวเราะ)”แต่หนูก็ยังสงสัย เพราะเห็นมีคนแก่นั่งอยู่ตรงปลายเท้า ถ้าเป็นผีเข้า ทำไมถึงไม่อยู่ในตัวของแม่เพื่อนคะ…?”

หลวงพ่อ :- “คือว่าผีจริงๆ น่ะ เขาไม่ได้เข้าอยู่ในตัว เขาอยู่ข้างนอก เขาใช้กำลังจิตเขาบังคับ คนที่กำลังจิตสู้เขาไม่ได้ เขาจะให้เป็นยังไงก็เป็นยังงั้น

ฉันก็เคยเจอะมาแล้วเหมือนกัน ที่เขาเรียกว่าผีเข้าๆ นึกว่าอยู่ในตัว แต่ความจริงไม่ใช่นะ คืออยู่ใกล้ แต่ว่าใช้กำลังจิตบังคับให้ปฏิบัติตามเขา คนป่วยนี่กำลังสติสัมปชัญญะนี่มันไม่มี เพราะเวทนามาก ใช่ไหม…เขาก็บังคับง่าย

แต่ก็น่าสงสัย เพราะว่าอาการเป็นยังงั้น มันมีอาการ ๒ ประเภท คือถ้าเป็นคนตายที่ไม่ใช่เทวดา ก็ต้องเป็นสัมภเวสี ถ้าสัมภเวสีเขามาเข้าแบบนั้น พวกนี้ต้องการความช่วยเหลือ ถ้าเป็นเทวดาเขาไม่กวนแบบนั้น ที่บอกว่ามีเสียงร้อง ก็ต้องเป็นสัมภเวสีมากกว่า”

ผู้ถาม :- “แล้วเราจะทำอย่างไรดีคะ ถ้าเขาต้องการความช่วยเหลือ”

หลวงพ่อ :- “ก็อุทิศส่วนกุศลโดยเฉพาะเลย ต้องตรงเขานะ ให้ตรงแล้วก็ไม่แบ่งคนอื่น อย่างนี้เขาจึงจะได้

ไม่เหมือนพวกปรทัตตูปชีวีเปรต พวกนี้เราให้แล้วเราก็ให้คนอื่นต่อไป แต่ว่าสัมภเวสีนี่เขาต้องบอกว่า เขาต้องการอะไร เมื่อให้แล้วก็ให้ตรงโดยเฉพาะเขาจึงจะมีส่วนได้รับ เพราะเขายัง (บาป) หนาอยู่มาก”

ผู้ถาม :- “ที่โค้งบางปิ้ง เมื่อก่อนมีผีเยอะครับ ตั้งแต่หลวงพ่อลีไปทำบุญแล้วค่อยหายไป พวกนี้คงเป็นพวกสัมภเวสีนะครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ถ้าทำบุญแล้วหายไป แสดงว่าเป็นพวกสัมภเวสี หรือปรทัตตูปชีวีเปรต แต่อย่าลืมนะว่าที่เขาแสดงภาพให้ปรากฎน่ะ แสดงว่าคนที่เห็นน่ะมีบุญพอที่จะช่วยเขาได้ มันเป็นลักษณะแบบขอทานเข้าบ้าน เรานึกว่าเป็นโจรน่ะ เสร็จ เขาหิวเกือบตาย เราคิดว่าเป็นโจรเสียได้ อย่างที่หลวงพ่อลีทำบุญให้แล้วหายไป พวกนี้ถ้าเขามีความสุขแล้ว เขาไม่มากวนอีก

มันมีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่ง ตอนนั้นฉันอยู่ที่วัดบางนมโค มีคนไข้คนหนึ่งมารักษา หลวงพ่อปานท่านก็ดู แล้วท่านก็บอกว่า รักษาด้วยยานี่มันไม่หาย เพราะเป็นอำนาจของความกลัวผี

ฉันก็เลยไปถามแกว่า ก่อนที่จะป่วยมันเป็นยังไง แกบอกว่า วันหนึ่งตอนกลางวัน นั่งไปในเรือกันหลายคน แกเห็นว่ามีคนบรรเลงปี่พาทย์อยู่บนยอดไผ่ ต้นไผ่มันมาก ตั้งวงปี่พาทย์บรรเลง แกเห็นคนเดียว คนอื่นไม่เห็น ก็เกิดความกลัวเลยป่วย อย่างนี้ผีเขาบันดาลให้เห็นคนเดียว แต่ไปกลัวเสียนี่”

ผู้ถาม :- “บางคนเขาก็บอกว่า ถ้าสวดมนต์บท วิรูปักเข แล้วไม่มีอันตราย เพราะบทนี้เป็นการแผ่เมตตา อันนี้ถูกไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ใช่…วิรูปักเข นี่แผ่เมตตาตั้งแต่สัตว์ไม่มีเท้า สัตว์มีเท้าน้อย จนกระทั่งสัตว์มีเท้ามาก เรียกว่าแผ่เมตตาไปในสัตว์ทั้งหมด”

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๓ หน้า ๗๔-๗๘ (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

ปัญหาเรื่องการบริจาคทาน

ปิดความเห็น บน ปัญหาเรื่องการบริจาคทาน

ปัญหาเรื่องการบริจาคทาน โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

การให้เงินขอทาน

ผู้ถาม :- “เวลามีคนมาขอทานหน้าบ้าน เขามักจะขอโดยการร้องเพลงยาวๆ ฟังแล้วอดสงสารไม่ได้ค่ะ แต่บางทีก็รำคาญต้องรีบบอกให้หยุดร้อง ให้สตางค์แล้วก็ให้เขารีบไปเร็วๆ อย่างนี้จะเป็นไรไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ไม่เป็นไรหรอกหนู เมื่อสมัยบวชใหม่ๆ หลวงพ่อปานบอกว่า ถ้าจะให้ทานคนขอทาน อย่าให้เขาพูดมาก หมายความว่าพอมาถึงไม่ต้องยกมือไหว้พูดขอ ถ้าเขาจะขอก็บอกไม่ต้อง ฉันให้แล้ว ฉันเต็มใจให้แล้ว คือว่าเราจะให้ใคร อย่าให้เขาพูดมาก อย่าให้เสียเวลา ให้เร็วๆ ที่สุด ตั้งใจเป็นการสงเคราะห์จริงๆ แล้วผลมันให้ชาตินี้ ฉันทดสอบมาแล้ว เป็นความจริง

ถ้าเกิดไปชาติหน้าจะได้ลาภสองแบบ หมายความบุญที่มีการเตรียมการ จะร่ำรวยจากการประกอบอาชีพ และที่ถือของไปตามทางเจอะที่ไหนให้ที่นั่น โดยไม่ตั้งใจไว้ก่อนจะได้ ลาภลอย คือ ถูกล็อตเตอรี่

การให้ทานโดยไม่เตรียมการไว้ก่อน ใครมาก็ได้เราให้ได้ ถ้าทำอย่างนี้เสมอๆ คนมาขอทาน เราไม่ยอมให้พูดขอ รีบควักเลย แล้วมันจะมีผลในชาตินี้ คือ สิ่งที่เราขัดข้องคิดว่าจะไม่ได้มันจะโผล่ เราก็ให้เท่าที่เราจะให้ได้ เขาไม่บังคับเรานี่ พอทำไปไม่กี่ปีก็เริ่มให้ผล ของที่จะได้มามันมีการคล่องตัวมากขึ้น

แต่ว่าเวลาให้ เราอย่าไปคิดถึงผลอันนี้นะ ต้องให้ด้วยการสงเคราะห์จริงๆ คือตัดไปเลย มันได้เท่าไรก็ช่าง ถ้าไปคิดว่าเราต้องการให้เพื่อต้องการผลตอบแทน ผลจะถูกตัด เพราะเป็นการให้ทานประกอบด้วยความโลภ

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตุลิตะ ตุลิตะ สีฆะ สีฆัง ธรรมของเรามิใช่เป็นเครื่องเนิ่นช้า ต้องเร็วๆ ไวๆ อย่างของสังฆทาน พอเราบอกพระไปว่าขอถวายเป็นสังฆทาน พระเขาจะจัดของนั้นเป็นสังฆทานโดยตรง จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างอื่น คนรับก็ไปนรกซิ ผู้ให้ไปสวรรค์”

การถวายสังฆทาน

ผู้ถาม :- “แต่เราไม่ได้ไปประเคนพระด้วยตนเอง อย่างนี้จะได้บุญไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “มันได้ตั้งแต่ให้ พอนึกก็ได้แล้ว ถ้าตั้งใจจริง ยังไม่ทันจะนำมาถวาย คิดว่าจะถวายสังฆทานก็ได้แล้ว ถ้าตายเสียตอนนั้น ได้อานิสงส์เต็มที่เลย”

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ เวลาถวายสังฆทานกับบุพการีต้องระบุชื่อไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “เวลาเราให้ถึงระบุ คือเวลาอุทิศส่วนกุศลนะ แต่ว่าเวลาถวายสังฆทานไม่ต้องระบุชื่อ”

ผู้ถาม :- “เวลาอุทิศส่วนกุศลถ้าไม่ระบุชื่อ ทุกคนจะได้รับหรือเปล่าคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ก็ไม่แน่ ถ้ากรรมบางเขาได้ ญาติหรือไม่ใช่ญาติก็ตาม ถ้ากรรมที่เป็นอกุศลส่วนหนึ่งเขามีอยู่ เขามีสิทธิ์ได้รับ ถ้าหนาไปนิดเขาก็ไม่ได้รับ อย่าไปคอยเอาตอนเป็นผีเลย ก่อนเป็นผีทำไว้ก่อนเถอะ จะกินอะไรบ้างก็เอาทำทานไว้ก่อน”

การให้ทาน ต้องแบ่งเป็น ๔ ส่วน

ผู้ถาม :- “แล้วที่เขาบอกว่าก่อนจะเอาเงินทำบุญทำทานต้องแบ่งเป็น ๔ ส่วนเสียก่อน หมายความว่าอย่างไรคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ในเรื่องพระเวสสันดร การให้ทาน พระพุทธเจ้าบอกว่า ต้องแบ่งเป็น ๔ ส่วน คือ ๑. ชำระหนี้เก่า ๒. เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ๓. ฝังไว้ ๔. ทิ้งเหว

ชำระหนี้เก่า คือ บิดามารดา และผู้มีคุณ ต้องสงเคราะห์ท่านตามกำลัง

เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ลูกสาวลูกชาย เราต้องสงเคราะห์ใช่ไหม

ฝังไว้ สร้างความดีในส่วนกุศล

ทิ้งเหว คือกิน

ทั้ง ๔ อย่างนี้ใช้ ๔ หารไม่ได้นะ ต้องดูความเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห่วงให้มากคือทิ้งเหว ตัวนี้ถ้าน้อยไปมันเดือดร้อน มันเบียดเบียนตัวเอง ต้องแบ่งส่วนให้เหมาะสม”

เกิดเป็นเทวดามีบริวาร ๕๐๐ องค์ได้อย่างไร?

ผู้ถาม :- “แล้วที่เขาบอกว่าสร้างกุศลอย่างโน้น สร้างกุศลอย่างนี้ แล้วจะเกิดเป็นเทวดา จะมีบริวาร ๕๐๐ องค์ สงสัยว่าบริวาร ๕๐๐ องค์ มายังไงครับ…?”

หลวงพ่อ :- “คุณสงสัยแค่ ๕๐๐ ฉันตอบไม่ได้ ของฉัน ๑,๐๐๐ องค์ ถ้าคุณอยากจะรู้ต้องไปเป็นเทวดาก่อน ฉันเคยเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้ ฉันก็ลืมแล้ว

แต่บริวารน่ะไม่ใช่ภรรยานะ ที่นั่นเขาไม่สถาปนาเรื่องยศเรื่องศักดิ์กันหรอก พวกที่ทำบุญ แต่ไม่ได้ทำบุญส่วนวิหารทาน พวกนี้เกิดไปแล้วก็ไม่มีวิมานอยู่ ต้องอาศัยบุญเขาอยู่ แต่ว่าการอาศัยบุญเขาอยู่ ที่เป็นพวกเดียวกันนะ ในฐานะที่คุณเป็นมนุษย์ คุณชอบกับใครบ้าง คุณมีเพื่อนกับใครบ้าง เคยทำบุญร่วมกัน แต่พวกนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างที่อยู่ ทั้งหมดเรียกว่า วิหารทาน

อย่างคุณทำบุญในเมื่อเป็นมนุษย์ วันนี้ขอร่วมสร้างกุฏิ ๑ บาท หรือเขาสร้างโบสถ์เราขอเข้าร่วมด้วย ๑ บาท วิมานจะปรากฏทันที ทีนี้พวกที่ร่วมกับคุณแต่ไม่ได้ร่วมในด้านนี้ ชอบพอกันไปใส่บาตรด้วยกัน ไปฟังเทศน์ด้วยกัน หรือว่าไปให้ทานด้วยกัน แต่ว่าไม่เกี่ยวกับวิหารทาน เมื่อเขาตายไปก่อน เขาจะไปอยู่ที่นั่นคอยอยู่ก่อน ในฐานะเป็นบริวาร”

การสร้างพระไตรปิฎก

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ เห็นเขาว่าสร้างพระไตรปิฎก แล้วไม่ตกนรกหรือคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ถ้ากำลังสร้างอยู่ไม่ตกนรก จะตกยังไง ยังไม่ตาย

สร้างพระไตรปิฎก จิตก็ต้องนึกถึงพระไตรปิฎกไว้เสมอ จัดเป็น ธัมมานุสสติกรรมฐาน ถ้าสร้างพระไตรปิฎกแล้วก็ไปลักเขาบ้าง ขโมยเขาบ้าง ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตบ้าง อันนี้ลงนรก”

เอาดอกเบี้ยเงินฝากมาทำบุญ

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ ถ้าเราฝากเงินไว้กับธนาคาร ถ้าเอาดอกเบี้ยมาทำบุญ จะได้อานิสงส์ไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ได้ เงินฝากธนาคารมันเป็นเงินตามกฎหมาย เขาให้มาตามระเบียบ เราไม่ได้โกงเขา เป็นเงินบริสุทธิ์แท้ อันนี้ไม่เป็นไรนะ”

บวชวิญญาณคนตาย

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ บวชวิญญาณคนที่ตายไปแล้วได้ไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ถ้าฉันบวชวิญญาณคนที่ตายไปเมื่อไร ฉันก็ไปอยู่กับพระเทวทัตเมื่อนั้น เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านยังบวชให้ไม่ได้ บวชไม่ได้หรอก”

ผู้ถาม :- “คือว่าเขามาเข้าฝันว่าเขาอยากบวชค่ะ”

หลวงพ่อ :- “ถ้าเขาจะบวชก็ถามเขาซิว่า จะบวชวิธีไหน แต่ว่าฝันมันก็ลำบากนะ อยากจะบวชก็ไม่ยากอะไรนี่นะ เอาแบบง่ายๆ เอาพระพุทธรูปถวายเป็นของสงฆ์ อุทิศส่วนกุศลให้ไป นั่นคือการบวช”

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๓ หน้า ๖๙-๗๔ (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)