Warning: session_start(): Cannot send session cookie - headers already sent by (output started at /home/buddhasa/public_html/wp-config.php:1) in /home/buddhasa/public_html/wp-content/plugins/captcha-code-authentication/wpCaptcha.php on line 45

Warning: session_start(): Cannot send session cache limiter - headers already sent (output started at /home/buddhasa/public_html/wp-config.php:1) in /home/buddhasa/public_html/wp-content/plugins/captcha-code-authentication/wpCaptcha.php on line 45
ธรรมะหลวงพ่อฤาษีฯ « ศูนย์พุทธศรัทธา
สำนักปฏิบัติพระกรรมฐานสาขาวัดท่าซุง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี โทรฯ ๐๘๑-๘๕๓๗๘๐๓,๐๘๑-๙๓๗๐๒๔๔

Archive for the ‘ธรรมะหลวงพ่อฤาษีฯ’ Category

ขออภัย เว็บไซต์อยู่ในระหว่างการปรับปรุง !!

No Comments

ขออภัย เว็บไซต์อยู่ในระหว่างการปรับปรุง !!

Be Sociable, Share!

ประสบการณ์ การปฏิบัติธรรมหลวงพ่อฤๅษีฯ

ปิดความเห็น บน ประสบการณ์ การปฏิบัติธรรมหลวงพ่อฤๅษีฯ

ประสบการณ์ของหลวงพ่อ
ที่ควรจะยึดถือเป็นแบบอย่าง ในการปฏิบัติธรรม

หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง ตอบปัญหาธรรม

ผู้ถาม :- “เห็นหลวงพ่อเคยบอกว่า ถ้าฝึกอภิญญาต้องฝึกการเข้าฌาน ออกฌาน โดยวิธีสลับฌาน ผมก็อยากเอาบ้าง”

หลวงพ่อ :- “โอ…อย่าๆ ทำเท่าที่ได้น่ะพอแล้ว เดี๋ยวพัง อย่าไปริหากินเลยมันง่ายเมื่อไรล่ะ เขี้ยวเหี้ยนเลย ต้องคนบวมๆ จัดๆ ถึงจะได้ คนดีทำไม่ได้ จะเอาตามฉันไม่ได้ รุ่นฉันบวมๆ ทั้งนั้น บวมขั้นปริเลย อาจารย์บอกเบาๆ อย่าให้หนักนัก แต่ทีคนอื่นบอกขยันๆ เข้า ทีพวกเราบอกเบาๆ”

ผู้ถาม :- “อย่างนี้คงจะมีอดีตชาติมามากใช่ไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ก็มี อดีตชาติบ้าๆ บอๆ”

ผู้ถาม :- “หมายถึงว่า มีวิริยะมาก มีปัญญามาก”

หลวงพ่อ :- “ก็เอาจริง ถ้าไม่ได้ให้มันตาย มันติดมาตลอด”

ผู้ถาม :- “ก็ไม่ใช่บ้านี่ครับ”

หลวงพ่อ :- “บ้า ชาวบ้านเขาไปแค่นี้ เราจะไปแค่โน้น เขาเลยหาว่าบ้า”

ผู้ถาม :- “ก็เลยเป็นซุปเปอร์แมน”

หลวงพ่อ :- “เอ…ซุปเปอร์แมนมันแปลว่าอะไร…?”

ผู้ถาม :- “เหนือมนุษย์ครับ”

หลวงพ่อ :- “เอ้ย…ไม่ใช่ แค่มนุษย์นี่ละ เขาเรียกมนุษย์บวมๆ”

ผู้ถาม :- “ต้องเรียกว่ามนุษย์ที่ฉลาดเหลือเกิน ใกล้ๆ บ้า”

หลวงพ่อ :- “ก็ใช่ซิ เขาจึงถือว่าบ้าๆ บวมๆ ไงล่ะ ความจริงไม่ฉลาดเหลือเกิน คือว่าเอาจริงทุกอย่าง อะไรก็ตาม เขาถือว่ามันมีความสามารถทำได้ เราจะไม่ยอมใช้คำว่าไม่เชื่อ และจะไม่ยอมใช้คำว่าเชื่อ ต้องพิสูจน์ก่อน จนกว่าจะถึงผลนั้น

อ่านต่อ »

Be Sociable, Share!

ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์

ปิดความเห็น บน ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์

ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์
หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง ตอบปัญหาธรรม

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ หนูได้ยินพระสวดมนต์ว่า ชาติปิ ทุกขา ชราปิ ทุกขา มรณัมปิ ทุกขัง เขาแปลว่าอะไรคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ถ้าให้ฉันแปลมันไม่เหมือนกับชาวบ้านเขาหรอก ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ที่ขา ชราปิ ทุกขา พอแก่แล้วก็ทุกข์ที่ขาอีก มรณัมปิ ทุกขัง พอตายแล้วก็ถูกขังในโลงอีก ถูกไหม…ท่านว่าของท่านถูกจริงๆ ชาติ แปลว่า เกิด เกิดมาแล้วก็ทุกข์ที่ขา ความจริงขามีงานหนัก จะไปไหนเขาก็ใช้ขาเดิน พอจะพัก พับขาเสียอีก เมื่อยอีก ไอ้ขานี่แหม…โชคร้ายจริงๆ ทุกข์หมด”

ผู้ถาม :- “คนไม่มีขา ทุกข์ไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ทุกข์ซี มันอยากมีขากับเขานะ ทุกข์เพราะอยากมีขา ทุกข์หนักเลย มันไม่มีอะไรจะเดิน มันเคยเดินมาแล้วนี่ มันไม่ได้เดิน มันกลุ้มบรรลัยเลย อย่าไปคิดนะว่าสิ่งที่มีแล้วมันเกิดใช้อะไรไม่ได้ มันจะเป็นสุขน่ะ

ถ้าตาเราเห็นมาแล้ว ตาบอดปุ๊บ แหม…กลุ้ม “ใครวะ…รูปร่างยังไง…สูงหรือต่ำ…ดำหรือขาว…” นี่ถามเขาตะพึด ถ้าไม่มีตาตั้งแต่ต้น ก็ไม่วิตกกังวลใช่ไหม…นี่ของเคยมีมาแล้ว หมดไปยิ่งกลุ้มใหญ่

คนที่ไม่มีขา เห็นคนอื่นเขามีขา เดินไปไหนต่อไหนได้ เราเดินไม่ได้ต้องคลานดุ๊บๆ ใช้แขนแทน ก็ต้องมานั่งเป็นทุกข์ นึกในใจ ถ้ากูมีขาอย่างเขาบ้างจะวิ่งให้ปรื๋อเลย

สรุปแล้ว มีขาก็มีทุกข์ ไม่มีขาก็มีทุกข์ มีขาทุกข์เพราะขา ไม่มีขาทุกข์เพราะอยากมีขาเดิน เป็นอันว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์หาความสุขไม่ได้ ถูกไหม…?”

ผู้ถาม :- “ถูกค่ะ…”

หลวงพ่อ :- “รีบตายเสีย จะได้ไม่ทุกข์ดีไหม…?”

ผู้ถาม :- (หัวเราะ)”ยังไม่อยากตายค่ะ…”

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๓ หน้า ๗๘-๗๙ (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

Be Sociable, Share!

อย่าสวดมนต์กันผี ให้สวดบูชาพระพุทธเจ้า

ปิดความเห็น บน อย่าสวดมนต์กันผี ให้สวดบูชาพระพุทธเจ้า

อย่าสวดมนต์กันผี ให้สวดบูชาพระพุทธเจ้า
หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง ตอบปัญหาธรรม

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ อย่างบท วิปัสสิสสะ เราจะสวดแค่ไหนดีคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ก็สวดหมดนั่นแหละ แต่อย่าไปสวดกันผีนะ เพื่อกันผีไม่ได้ เราสวดเพื่อความเคารพพระพุทธเจ้า”

ผู้ถาม :- “ที่อยากสวดบทนี้ก็ตั้งใจไว้ว่าจะต้องกันผีค่ะ เพราะกลัวผี”

หลวงพ่อ :- “ถ้าไปสวดเพื่อกันผีน่ะ อาจารย์สำราญโดนมาแล้ว ที่เขาวงพระจันทร์แน่ะ เขาลือกันถ้าสวดได้ยินเสียงที่ไหนผีเข้าไม่ได้นะ แกก็สวดทุกวัน เลยบอกอาจารย์ ไม่ดีนะ ถ้าสวดเพื่อพรรณาความดีของพระพุทธเจ้า สวดเพื่อความเคารพพระพุทธเจ้า บทนี้คุ้มครอง ถ้าสวดเพื่อไล่ผีเมื่อไรผีตีเมื่อนั้น แกก็ไม่ฟัง

มีวันหนึ่ง เผลอ…พวกเรากำลังทำงานอยู่ได้ยินเสียงร้อง โอ๊ยๆ พอเราวิ่งเข้าไปดูแล้ว นุ่งแดง ห่มแดงผ้าคาด แหม…หวายเบ้อเร่อ ล่อเสียบวมทั้งตัว พอเราก้าวเข้าไปท่านหันมามอง บอกว่าพี่ชาย…ไปเถอะ ไม่ใช่หน้าที่ของแก นี่อาจารย์สำราญโดนมาแล้ว

ถ้าเรากันผี ไม่ช้าก็ถูกผีกัน เข้าพวกผีไม่ได้ ใช่ไหม…นี่มึงสมัยก่อนมึงกันกูไว้ กูห้ามเข้าพวก เสร็จ ไม่ยอมรับเข้าสมาคมผี กลายเป็นผีจรไป”

ผู้ถาม :- “แล้วจะทำยังไงล่ะคะ จะไม่ให้ผีมาหลอก…?”

หลวงพ่อ :- “ความจริงไม่มีผีคนไหนหลอกคน ฉันถามเขาแล้ว ถ้าเรารู้เรื่องสภาวะของผีจริงๆ ผีนี่เขาไม่หลอกอะไรเลย ไอ้ที่แสดงตนให้ปรากฎ นี่เขาต้องการความช่วยเหลือ เพราะเขาลำบาก นี่เขารู้ว่าคนไหนมีบุญพอที่จะช่วยเขาได้

สมมติว่าคนนี้ถูกรถชนตายตรงนี้ ความจริงเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่เขาจะมาอยู่ที่ตรงนั้นแสดงตนให้ปรากฏ ไอ้เราเลยหาว่าผีหลอก แช่งต่อไปเลย ให้พร ไอ้ผีเป็นไง…ผีก็ร้องไห้ เขาก็เสียใจ เพราะแกอดอยาก ใช่ไหม…

ไปถามเขาแล้ว เขาบอกเวลาที่จะหลอกน่ะไม่มี แต่พวกที่ล้อพวกนี้ก็ไม่ใช่ผี เป็นพวกเทวดา แล้วก็เป็นเทวดาที่เป็นเพื่อนกันมาก่อน ชอบพอกันมาก่อน หมายความว่าเคยเกิดเป็นเทวดามากับเขา หรือว่าเขาไปเกิดเป็นเทวดา แต่เราไม่ได้เกิดเป็นเทวดา เป็นพวกเป็นพ้องกันมาก่อน พวกนี้จึงมาล้อเล่น”

ผู้ถาม :- “ถึงรู้อย่างนี้แล้วก็ยังกลัวอีกแหละค่ะ…ตอนเป็นเด็กๆ เขามักจะพูดว่า เดี๋ยวผีหลอกๆ”

หลวงพ่อ :- “ไอ้ตัวนี้แหละเป็นตัวอุปาทาน อุปาทานมันกิน คิดว่าผีหลอกอยู่เสมอ มันไม่ใช่ของจริง จิตมันข้องอยู่ ก็กลัวอยู่เรื่อย ความจริงผีมันไม่น่ากลัว

แล้วก็ผีที่คอยติดตามเราอยู่ เราก็ใช้ศัพท์ว่าผี คือพวกเทวดาและพรหมที่เป็นญาติ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นเพื่อน พวกนี้เขาติดตามอารักขา แต่ว่าบางทีมันจะมีอันตรายเกิดขึ้น อาจจะมีคนดักมาทำร้ายบ้าง เขาแสดงตัวให้เราเห็น เราก็เห็นไม่ได้ เขาพูดเราก็ไม่ได้ยิน

บางทีเดินไปใกล้ต้นไม้ เขาอาจจะเขย่าต้นไม้ ไอ้การเขย่าต้นไม้นี่เขาต้องการให้เรารู้สึกตัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เราก็ตกใจ อ๊ะ อะไรไม่มีลม ทำไมต้นไม้เขย่าได้ ถ้าเดินต่อไปก็เกิดการระแวง มองหน้ามองหลังกลัวผีหลอก อันตรายก็จะไม่มี เขาให้เราระแวง บางทีเดินใกล้บ้านก็ทุบฝาเรือนบ้าง อะไรบ้าง ทำให้เรารู้สึกตัว แสดงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น อันตรายก็จะไม่เกิด นี่เขาเล่าให้ฟังแบบนี้นะ ถ้าไม่เชื่อไปถามเขาดู”

ผู้ถาม :- “หนูเคยโดนหลอกมาอย่างหนักค่ะ คือทีแรกนะคะ ไปเยี่ยมเพื่อนค่ะ แม่เขาไม่สบาย บางคืนแกก็ร้องโหยหวน…”

หลวงพ่อ :- “ถ้าร้องก็แสดงว่าเขาไม่สบายมาก เขาต้องการความช่วยเหลือ เขาอยู่ในเกณฑ์ของความทุกข์ อย่างนี้เขาต้องการความช่วยเหลือจากเรา เราก็แอบไปกลัวเสียอีก อีตานั่นก็เลยร้องฟรีไปเลย”

ผู้ถาม :-(หัวเราะ)”แต่หนูก็ยังสงสัย เพราะเห็นมีคนแก่นั่งอยู่ตรงปลายเท้า ถ้าเป็นผีเข้า ทำไมถึงไม่อยู่ในตัวของแม่เพื่อนคะ…?”

หลวงพ่อ :- “คือว่าผีจริงๆ น่ะ เขาไม่ได้เข้าอยู่ในตัว เขาอยู่ข้างนอก เขาใช้กำลังจิตเขาบังคับ คนที่กำลังจิตสู้เขาไม่ได้ เขาจะให้เป็นยังไงก็เป็นยังงั้น

ฉันก็เคยเจอะมาแล้วเหมือนกัน ที่เขาเรียกว่าผีเข้าๆ นึกว่าอยู่ในตัว แต่ความจริงไม่ใช่นะ คืออยู่ใกล้ แต่ว่าใช้กำลังจิตบังคับให้ปฏิบัติตามเขา คนป่วยนี่กำลังสติสัมปชัญญะนี่มันไม่มี เพราะเวทนามาก ใช่ไหม…เขาก็บังคับง่าย

แต่ก็น่าสงสัย เพราะว่าอาการเป็นยังงั้น มันมีอาการ ๒ ประเภท คือถ้าเป็นคนตายที่ไม่ใช่เทวดา ก็ต้องเป็นสัมภเวสี ถ้าสัมภเวสีเขามาเข้าแบบนั้น พวกนี้ต้องการความช่วยเหลือ ถ้าเป็นเทวดาเขาไม่กวนแบบนั้น ที่บอกว่ามีเสียงร้อง ก็ต้องเป็นสัมภเวสีมากกว่า”

ผู้ถาม :- “แล้วเราจะทำอย่างไรดีคะ ถ้าเขาต้องการความช่วยเหลือ”

หลวงพ่อ :- “ก็อุทิศส่วนกุศลโดยเฉพาะเลย ต้องตรงเขานะ ให้ตรงแล้วก็ไม่แบ่งคนอื่น อย่างนี้เขาจึงจะได้

ไม่เหมือนพวกปรทัตตูปชีวีเปรต พวกนี้เราให้แล้วเราก็ให้คนอื่นต่อไป แต่ว่าสัมภเวสีนี่เขาต้องบอกว่า เขาต้องการอะไร เมื่อให้แล้วก็ให้ตรงโดยเฉพาะเขาจึงจะมีส่วนได้รับ เพราะเขายัง (บาป) หนาอยู่มาก”

ผู้ถาม :- “ที่โค้งบางปิ้ง เมื่อก่อนมีผีเยอะครับ ตั้งแต่หลวงพ่อลีไปทำบุญแล้วค่อยหายไป พวกนี้คงเป็นพวกสัมภเวสีนะครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ถ้าทำบุญแล้วหายไป แสดงว่าเป็นพวกสัมภเวสี หรือปรทัตตูปชีวีเปรต แต่อย่าลืมนะว่าที่เขาแสดงภาพให้ปรากฎน่ะ แสดงว่าคนที่เห็นน่ะมีบุญพอที่จะช่วยเขาได้ มันเป็นลักษณะแบบขอทานเข้าบ้าน เรานึกว่าเป็นโจรน่ะ เสร็จ เขาหิวเกือบตาย เราคิดว่าเป็นโจรเสียได้ อย่างที่หลวงพ่อลีทำบุญให้แล้วหายไป พวกนี้ถ้าเขามีความสุขแล้ว เขาไม่มากวนอีก

มันมีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่ง ตอนนั้นฉันอยู่ที่วัดบางนมโค มีคนไข้คนหนึ่งมารักษา หลวงพ่อปานท่านก็ดู แล้วท่านก็บอกว่า รักษาด้วยยานี่มันไม่หาย เพราะเป็นอำนาจของความกลัวผี

ฉันก็เลยไปถามแกว่า ก่อนที่จะป่วยมันเป็นยังไง แกบอกว่า วันหนึ่งตอนกลางวัน นั่งไปในเรือกันหลายคน แกเห็นว่ามีคนบรรเลงปี่พาทย์อยู่บนยอดไผ่ ต้นไผ่มันมาก ตั้งวงปี่พาทย์บรรเลง แกเห็นคนเดียว คนอื่นไม่เห็น ก็เกิดความกลัวเลยป่วย อย่างนี้ผีเขาบันดาลให้เห็นคนเดียว แต่ไปกลัวเสียนี่”

ผู้ถาม :- “บางคนเขาก็บอกว่า ถ้าสวดมนต์บท วิรูปักเข แล้วไม่มีอันตราย เพราะบทนี้เป็นการแผ่เมตตา อันนี้ถูกไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ใช่…วิรูปักเข นี่แผ่เมตตาตั้งแต่สัตว์ไม่มีเท้า สัตว์มีเท้าน้อย จนกระทั่งสัตว์มีเท้ามาก เรียกว่าแผ่เมตตาไปในสัตว์ทั้งหมด”

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๓ หน้า ๗๔-๗๘ (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

Be Sociable, Share!

ปัญหาเรื่องการบริจาคทาน

ปิดความเห็น บน ปัญหาเรื่องการบริจาคทาน

ปัญหาเรื่องการบริจาคทาน โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

การให้เงินขอทาน

ผู้ถาม :- “เวลามีคนมาขอทานหน้าบ้าน เขามักจะขอโดยการร้องเพลงยาวๆ ฟังแล้วอดสงสารไม่ได้ค่ะ แต่บางทีก็รำคาญต้องรีบบอกให้หยุดร้อง ให้สตางค์แล้วก็ให้เขารีบไปเร็วๆ อย่างนี้จะเป็นไรไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ไม่เป็นไรหรอกหนู เมื่อสมัยบวชใหม่ๆ หลวงพ่อปานบอกว่า ถ้าจะให้ทานคนขอทาน อย่าให้เขาพูดมาก หมายความว่าพอมาถึงไม่ต้องยกมือไหว้พูดขอ ถ้าเขาจะขอก็บอกไม่ต้อง ฉันให้แล้ว ฉันเต็มใจให้แล้ว คือว่าเราจะให้ใคร อย่าให้เขาพูดมาก อย่าให้เสียเวลา ให้เร็วๆ ที่สุด ตั้งใจเป็นการสงเคราะห์จริงๆ แล้วผลมันให้ชาตินี้ ฉันทดสอบมาแล้ว เป็นความจริง

ถ้าเกิดไปชาติหน้าจะได้ลาภสองแบบ หมายความบุญที่มีการเตรียมการ จะร่ำรวยจากการประกอบอาชีพ และที่ถือของไปตามทางเจอะที่ไหนให้ที่นั่น โดยไม่ตั้งใจไว้ก่อนจะได้ ลาภลอย คือ ถูกล็อตเตอรี่

การให้ทานโดยไม่เตรียมการไว้ก่อน ใครมาก็ได้เราให้ได้ ถ้าทำอย่างนี้เสมอๆ คนมาขอทาน เราไม่ยอมให้พูดขอ รีบควักเลย แล้วมันจะมีผลในชาตินี้ คือ สิ่งที่เราขัดข้องคิดว่าจะไม่ได้มันจะโผล่ เราก็ให้เท่าที่เราจะให้ได้ เขาไม่บังคับเรานี่ พอทำไปไม่กี่ปีก็เริ่มให้ผล ของที่จะได้มามันมีการคล่องตัวมากขึ้น

แต่ว่าเวลาให้ เราอย่าไปคิดถึงผลอันนี้นะ ต้องให้ด้วยการสงเคราะห์จริงๆ คือตัดไปเลย มันได้เท่าไรก็ช่าง ถ้าไปคิดว่าเราต้องการให้เพื่อต้องการผลตอบแทน ผลจะถูกตัด เพราะเป็นการให้ทานประกอบด้วยความโลภ

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ตุลิตะ ตุลิตะ สีฆะ สีฆัง ธรรมของเรามิใช่เป็นเครื่องเนิ่นช้า ต้องเร็วๆ ไวๆ อย่างของสังฆทาน พอเราบอกพระไปว่าขอถวายเป็นสังฆทาน พระเขาจะจัดของนั้นเป็นสังฆทานโดยตรง จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างอื่น คนรับก็ไปนรกซิ ผู้ให้ไปสวรรค์”

การถวายสังฆทาน

ผู้ถาม :- “แต่เราไม่ได้ไปประเคนพระด้วยตนเอง อย่างนี้จะได้บุญไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “มันได้ตั้งแต่ให้ พอนึกก็ได้แล้ว ถ้าตั้งใจจริง ยังไม่ทันจะนำมาถวาย คิดว่าจะถวายสังฆทานก็ได้แล้ว ถ้าตายเสียตอนนั้น ได้อานิสงส์เต็มที่เลย”

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ เวลาถวายสังฆทานกับบุพการีต้องระบุชื่อไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “เวลาเราให้ถึงระบุ คือเวลาอุทิศส่วนกุศลนะ แต่ว่าเวลาถวายสังฆทานไม่ต้องระบุชื่อ”

ผู้ถาม :- “เวลาอุทิศส่วนกุศลถ้าไม่ระบุชื่อ ทุกคนจะได้รับหรือเปล่าคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ก็ไม่แน่ ถ้ากรรมบางเขาได้ ญาติหรือไม่ใช่ญาติก็ตาม ถ้ากรรมที่เป็นอกุศลส่วนหนึ่งเขามีอยู่ เขามีสิทธิ์ได้รับ ถ้าหนาไปนิดเขาก็ไม่ได้รับ อย่าไปคอยเอาตอนเป็นผีเลย ก่อนเป็นผีทำไว้ก่อนเถอะ จะกินอะไรบ้างก็เอาทำทานไว้ก่อน”

การให้ทาน ต้องแบ่งเป็น ๔ ส่วน

ผู้ถาม :- “แล้วที่เขาบอกว่าก่อนจะเอาเงินทำบุญทำทานต้องแบ่งเป็น ๔ ส่วนเสียก่อน หมายความว่าอย่างไรคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ในเรื่องพระเวสสันดร การให้ทาน พระพุทธเจ้าบอกว่า ต้องแบ่งเป็น ๔ ส่วน คือ ๑. ชำระหนี้เก่า ๒. เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ๓. ฝังไว้ ๔. ทิ้งเหว

ชำระหนี้เก่า คือ บิดามารดา และผู้มีคุณ ต้องสงเคราะห์ท่านตามกำลัง

เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ลูกสาวลูกชาย เราต้องสงเคราะห์ใช่ไหม

ฝังไว้ สร้างความดีในส่วนกุศล

ทิ้งเหว คือกิน

ทั้ง ๔ อย่างนี้ใช้ ๔ หารไม่ได้นะ ต้องดูความเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห่วงให้มากคือทิ้งเหว ตัวนี้ถ้าน้อยไปมันเดือดร้อน มันเบียดเบียนตัวเอง ต้องแบ่งส่วนให้เหมาะสม”

เกิดเป็นเทวดามีบริวาร ๕๐๐ องค์ได้อย่างไร?

ผู้ถาม :- “แล้วที่เขาบอกว่าสร้างกุศลอย่างโน้น สร้างกุศลอย่างนี้ แล้วจะเกิดเป็นเทวดา จะมีบริวาร ๕๐๐ องค์ สงสัยว่าบริวาร ๕๐๐ องค์ มายังไงครับ…?”

หลวงพ่อ :- “คุณสงสัยแค่ ๕๐๐ ฉันตอบไม่ได้ ของฉัน ๑,๐๐๐ องค์ ถ้าคุณอยากจะรู้ต้องไปเป็นเทวดาก่อน ฉันเคยเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้ ฉันก็ลืมแล้ว

แต่บริวารน่ะไม่ใช่ภรรยานะ ที่นั่นเขาไม่สถาปนาเรื่องยศเรื่องศักดิ์กันหรอก พวกที่ทำบุญ แต่ไม่ได้ทำบุญส่วนวิหารทาน พวกนี้เกิดไปแล้วก็ไม่มีวิมานอยู่ ต้องอาศัยบุญเขาอยู่ แต่ว่าการอาศัยบุญเขาอยู่ ที่เป็นพวกเดียวกันนะ ในฐานะที่คุณเป็นมนุษย์ คุณชอบกับใครบ้าง คุณมีเพื่อนกับใครบ้าง เคยทำบุญร่วมกัน แต่พวกนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างที่อยู่ ทั้งหมดเรียกว่า วิหารทาน

อย่างคุณทำบุญในเมื่อเป็นมนุษย์ วันนี้ขอร่วมสร้างกุฏิ ๑ บาท หรือเขาสร้างโบสถ์เราขอเข้าร่วมด้วย ๑ บาท วิมานจะปรากฏทันที ทีนี้พวกที่ร่วมกับคุณแต่ไม่ได้ร่วมในด้านนี้ ชอบพอกันไปใส่บาตรด้วยกัน ไปฟังเทศน์ด้วยกัน หรือว่าไปให้ทานด้วยกัน แต่ว่าไม่เกี่ยวกับวิหารทาน เมื่อเขาตายไปก่อน เขาจะไปอยู่ที่นั่นคอยอยู่ก่อน ในฐานะเป็นบริวาร”

การสร้างพระไตรปิฎก

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ เห็นเขาว่าสร้างพระไตรปิฎก แล้วไม่ตกนรกหรือคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ถ้ากำลังสร้างอยู่ไม่ตกนรก จะตกยังไง ยังไม่ตาย

สร้างพระไตรปิฎก จิตก็ต้องนึกถึงพระไตรปิฎกไว้เสมอ จัดเป็น ธัมมานุสสติกรรมฐาน ถ้าสร้างพระไตรปิฎกแล้วก็ไปลักเขาบ้าง ขโมยเขาบ้าง ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตบ้าง อันนี้ลงนรก”

เอาดอกเบี้ยเงินฝากมาทำบุญ

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ ถ้าเราฝากเงินไว้กับธนาคาร ถ้าเอาดอกเบี้ยมาทำบุญ จะได้อานิสงส์ไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ได้ เงินฝากธนาคารมันเป็นเงินตามกฎหมาย เขาให้มาตามระเบียบ เราไม่ได้โกงเขา เป็นเงินบริสุทธิ์แท้ อันนี้ไม่เป็นไรนะ”

บวชวิญญาณคนตาย

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ บวชวิญญาณคนที่ตายไปแล้วได้ไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ถ้าฉันบวชวิญญาณคนที่ตายไปเมื่อไร ฉันก็ไปอยู่กับพระเทวทัตเมื่อนั้น เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านยังบวชให้ไม่ได้ บวชไม่ได้หรอก”

ผู้ถาม :- “คือว่าเขามาเข้าฝันว่าเขาอยากบวชค่ะ”

หลวงพ่อ :- “ถ้าเขาจะบวชก็ถามเขาซิว่า จะบวชวิธีไหน แต่ว่าฝันมันก็ลำบากนะ อยากจะบวชก็ไม่ยากอะไรนี่นะ เอาแบบง่ายๆ เอาพระพุทธรูปถวายเป็นของสงฆ์ อุทิศส่วนกุศลให้ไป นั่นคือการบวช”

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๓ หน้า ๖๙-๗๔ (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

Be Sociable, Share!

ปัญหาเรื่องการรักษาศีล

ปิดความเห็น บน ปัญหาเรื่องการรักษาศีล

ปัญหาเรื่องการรักษาศีล โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

การสอนเด็กรักษาศีลแค่ ๓ ข้อ เป็นการบั่นทอนความดีของเด็ก

ผู้ถาม :- “หนูมีอีกเรื่องหนึ่งนะคะ อยากจะกราบเรียนถามหลวงพ่อคะ คือหนูอยู่ที่โรงเรียน หนูสอนเด็กค่ะ ทีนี้เวลาโรงเรียนเลิกก็สอนให้แกนั่งสมาธิ แต่ก่อนจะนั่งสมาธิ หนูก็นำสวดมนต์ ขึ้นด้วยบท โยโส, อะระหัง, แล้วก็ นะโม แค่ ๓ อย่างนี้ใช้ได้ไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “โอ๊ะ…ว่านะโม ๓ จบ ยังใช้ได้เลย ใช้ได้ๆ ไม่ต้องสวดมากหรอก สวดมากเด็กมันจะรำคาญ สวดมนต์แค่ตั้งนะโม ก็เป็นการเคารพพระพุทธเจ้าแล้ว แค่ว่า พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ก็ใช้ได้แล้ว ถ้าจะให้ดีอีกทีก็ต่อด้วยศีล ให้ตั้งใจว่าวันนี้เราจะรักษาศีลไม่ให้ศีลขาด ตั้งแต่เวลานี้จนถึงโรงเรียนเลิก”

ผู้ถาม :- “แต่หนูก็สอนให้แกถือศีลอยู่ ๓ ข้อค่ะ แต่อีก ๒ ข้อ หนูเห็นว่าแกยังไม่ถนัดค่ะ บอกว่าโตขึ้นค่อยถือค่ะ”

หลวงพ่อ :- “อีก ๒ ข้อ ที่ไม่ต้องถือน่ะ อะไร…?”

ผู้ถาม :- “ข้อกาเม กับ ข้อสุราค่ะ”

หลวงพ่อ :- “โถ…ไปบั่นทอนความดีเขาน่ะ”

ผู้ถาม :- “เพราะเห็นว่าแกยังเล็กอยู่ค่ะ”

หลวงพ่อ :- “เล็กก็เล็ก ถ้าเขาไม่ละเมิดแสดงว่าศีลเขาทรงตัว ก็บอกให้เขารักษาทั้ง ๕ ข้อเลย ไปหดศีลเขาน๊า…ศีลข้อใดที่เขาไม่มีสิทธิ์ละเมิด ถ้าเขาสมาทานด้วย ศีลนั้นบริสุทธิ์แน่ เขาจะได้มีความมั่นใจ

ทีนี้ถ้าหากว่าเรามีแค่ศีล ๓ ถ้าข้อใดเขาไม่ละเมิด ข้อนั้นเขาบริสุทธิ์แน่ ให้เขาสมาทานไว้ด้วย เขาจะได้ภูมิใจ แต่ข้อที่เขาอาจจะต้องทำอีก ๓ ข้อ นี่ต้องระวังนะ อย่าให้พลาด อีก ๒ ข้อเขามีแน่นอนแล้ว ไม่ขาดแน่ นี่บั่นทอนความดีของเด็ก เขาเรียกว่าทำลายความมั่นคง”

ผู้ถาม :- (หัวเราะ) “ตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะ ต้องกลับไปบอกใหม่”

ทำหมันหมา บาปไหมคะ

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ อย่างทำหมันหมา บาปไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ทำหมันหมา ฉันฟังนึกว่าจับหมัดหมา ทำหมันเขาทำกันยังไง…?”

ผู้ถาม :- “การตอนน่ะค่ะ…”

หลวงพ่อ :- “ตอนก็ตอนบอกทำหมัน เอ…ต้องไปถามหมามันก่อนซิ หมามันพอใจไหมล่ะ…?”

ผู้ถาม :- (หัวเราะ)

หลวงพ่อ :- “เอ้า…จริงๆ ต้องไปถามมันก่อน ถ้าหมาพอใจ อันนี้ไม่บาป”

ผู้ถาม :- “แล้วจะรู้ได้ยังไงคะว่าหมามันพอใจ…?”

หลวงพ่อ :- “อ้าว…ก็ต้องไปเรียนภาษาหมาก่อนซิ”

ผู้ถาม :- (หัวเราะ)

หลวงพ่อ :- “การตอนสัตว์ ท่านพูดไว้ในตติยสามน ตายแล้วต้องตกนรกก่อน เพราะเป็นการทรมานสัตว์ พอออกจากนรกก็มาเป็นเปรต ออกจากเปรตมาเป็นอสุรกาย ออกจากอสุรกายก็มาเป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะถูกทำลายเพศ ใช่ไหม…พอพ้นจากนั้นแล้วก็มาเป็นบัณเฑาะก์ มี ๒ เพศ มีทั้งเพศผู้ชายและผู้หญิง จากนั้นก็มาเป็นกะเทย แล้วจึงมาเป็นคนปกติ”

ทำหมันตัวเอง บาปไหมคะ

ผู้ถาม :- “แล้วถ้าเราทำหมันตัวเอง จะบาปไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ทำหมันตัวเองใครเขาจะไปว่าล่ะ ไม่บาปหรอก อันนี้เราพอใจต่างหากล่ะ ช่วยทำหมันให้ทีเถอะ ฉันลูกมากๆ ไม่เป็นเรื่องแล้ว”

ผู้ถาม :- “ถ้ากันหมาไม่ให้ผสมกันเล่าคะ…?”

หลวงพ่อ :- “นี่ละ ไฟไหม้บ้านกันหลายหนก็แบบนี้ละ มีตากับยายคู่หนึ่ง เขาฝากคนไปถามปัญหาพระกาลว่า เขาทั้งสองทำอะไรมา ไฟมันจึงไหม้บ้านอยู่เสมอ พระกาลก็บอกคนที่ไปถามว่า สมัยชาติก่อนแกมีลูกสาว แต่ว่าหวงไม่ยอมให้แต่งงาน ใครมาขอก็ไม่ให้ เหตุเพราะอาศัยการตัดทอนกำลังใจในด้านความรักของเขา ชาตินี้มาไฟจึงไหม้บ้านเรื่อยๆ ฉะนั้นคุณก็ต้องระวังนะ”

กินยาถ่ายพยาธิ บาปไหมคะ

ผู้ถาม :- “แล้วอย่างเรากินยาถ่ายพยาธิ อย่างนี้จะถือเป็นการทำลายชีวิตสัตว์ไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “อันนี้พระพุทธเจ้าท่านถือว่าเป็นเชื้อโรค เป็นการรักษาโรคในร่างกายของเรา ไม่เป็นบาป”

ทรมานสัตว์หรือตีสัตว์ ศีล ๕ จะขาดไหมครับ

ผู้ถาม :- “ถ้าเราทรมานสัตว์หรือตีสัตว์ อย่างนี้ศีล ๕ จะขาดไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “อย่างนี้เรียกว่า ศีลทะลุ ยังไม่ขาด”

ผู้ถาม :- “หมายความว่าศีลยังไม่บริสุทธิ์ใช่ไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ยังไม่บริสุทธิ์ ศีลยังมีอยู่ แต่ว่ามันทะลุ ไม่ใช่ขาดเพราะมันยังไม่ตาย แต่ว่าศีลมันทะลุไปแล้ว”

ผู้ถาม :- “เป็นยังไงครับ ศีลทะลุ”

หลวงพ่อ :- “ตีให้เจ็บแต่ยังไม่ตาย อันนี้เรียกว่า ศีลทะลุ ถ้ามันเข้ามา นึกโมโหเงื้อมือจะตี ไอ้นี่ ศีลด่าง แต่ถ้านึกๆ เดี๋ยวพ่อตีเสียดีหว่า…ไอ้นี่ ศีลพร้อย คือตัวเมตตามันหลวมไปหน่อย แต่ถ้ามันเดินมาเราเมตตาให้อาหารแก่มัน อันนี้ ศีลบริสุทธิ์

ถ้าไม่มีพรหมวิหาร ๔ จะรักษาศีล ๕ ได้ไหมครับ

ผู้ถาม :- “ครับ…เข้าใจแล้วครับ กระผมเรียนถามอีกข้อว่า ถ้าเรารักษาศีล ๕ อยู่ แต่ว่าไม่มีพรหมวิหาร ๔ จะรักษาศีล ๕ ได้ไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ไม่ได้ ถ้าคุณไม่มีพรหมวิหาร ๔ ศีล ๕ มันก็ไม่อยู่แล้ว ถ้าคุณมีศีล ๕ อยู่ แสดงว่าพรหมวิหาร ๔ คุณมี แต่คุณไม่รู้จักหน้ามันเอง คนไม่มีเมตตา มันจะมีศีลได้ยังไงล่ะ…”

ผู้ถาม :- “คือเราไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ตัดชีวิตนะครับ…”

หลวงพ่อ :- “ก็นั่นแหละ มันเป็นตัวพรหมวิหาร ๔ อยู่แล้ว เราอาจจะไม่รู้ว่าเป็นพรหมวิหาร ใช่ไหม…เราจะคิดว่าฉันไม่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แต่ความจริงมันมี ถ้าไม่มีพรหมวิหาร ๔ เรารักษาศีล ๕ ไม่ได้ ถ้าหากว่าศีล ๕ บริสุทธิ์ ก็ชื่อว่าเรามีพรหมวิหาร ๔ แต่ว่ากำลังตัวท้ายมันจะเข้มข้นหรือไม่ ไอ้ตัวหนึ่งกับตัวสองมันดีแน่นอนคือ ใช้ได้

คนที่จะมีศีล ๕ ได้ต้องมีเมตตา กรุณา แล้วก็สันโดษ ไม่งั้นศีลมันทรงอยู่ไม่ได้ แต่ว่ามันจะมีโดยที่เราไม่รู้สึกตัว เราไม่รู้จักหน้ามันเอง เพราะเรามุ่งแต่สิกขาบท ใช่ไหม…แต่ความจริงมันต้องมีพรหมวิหาร ๔ หนุน ไม่งั้นศีล ๕ มีไม่ได้”

คนค้าขาย อดโกหกไม่ได้ จะทำยังไงคะ

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ ศีล ๕ มันตกโกหกอยู่เรื่อยค่ะ จะทำยังไงคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ตกโกหกนี่แสดงว่าไม่ได้โกหก นี่แสดงว่ารักษาโกหกไว้มันจึงโกหก”

ผู้ถาม :- (หัวเราะ) “อย่างค้าขายนี่มันอดโกหกไม่ได้ค่ะ…?”

หลวงพ่อ :- “ค้าขายทำไมจะต้องโกหก…?”

ผู้ถาม :- “คือการค้าขาย ถ้าหากว่าเราไม่พูดรู้สึกมันขัดๆค่ะ…”

หลวงพ่อ :- “ไม่พูดก็ขายไม่ได้ซิ”

ผู้ถาม :- (หัวเราะ) “ไม่ใช่ไม่พูดค่ะ ถ้าไม่พูดโกหกมันก็ไม่มีกำไรซิคะ…?”

หลวงพ่อ :- “คุณใช้ภาษามันไม่เป็นเอง อย่างของเราซื้อมา ๑ บาท ตามท้องตลาดเขาขายกัน ๑๐ บาท คนจะมาซื้อเรา ๕ บาท เราบอกไม่ได้หรอก เขาขายกัน ๑๐ บาท เพราะต้นทุนมันแพง มันแพงขนาดไหนก็ช่าง มันแพงก็แล้วกัน มันแพงสำหรับเรา ใช่ไหม…แม่ค้าบางคนบอกไม่ได้ๆ ฉันซื้อมา ๙ บาท ๙๙ สตางค์ ได้กำไรสตางค์เดียว นี่ละไปลิ่วเลย…”

ผู้ถาม :- (หัวเราะ)

หลวงพ่อ :- “ฉันเคยไปซื้อของเจ๊ก เจ๊กบอก “ตกลง…ตกลง…ผมยอมขาดทุน” เลยบอก เก็บๆ ฉันไม่ทรมานแกขนาดนั้นหรอก แกขาดทุน แล้วลูกเมียเอาอะไรกินล่ะ “ไม่เป็นไร…ไม่เป็นไร…ได้กำไรน้อยหน่อย” หนอยแน่…พอไม่เอาบอกว่าได้กำไรน้อยหน่อย อันนี้เขาเรียกว่า ขาดทุนกำไร ใช่ไหม…การค้าขายมันก็ต้องมีกำไร ไม่ใช่ของเลว บอกว่าของดี ของราคาถูกบอกของราคาแพง อันนี้ผิดแน่”

ขอศีลจากพระพุทธรูปได้ไหมคะ

ผู้ถาม :- “ระหว่างที่อยู่ที่บ้าน ถ้าเราไม่ขอศีลจากพระสงฆ์ จะขอศีลจากพระพุทธรูปได้ไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ได้โยม พระพุทธรูปท่านใจดี ความจริงคำว่า ศีล มันอยู่ที่ตัวเว้น นะโยม ถ้าหากว่าเราขอจากพระแล้ว ถ้าเราไม่เว้น มันก็ไม่เป็นศีล ถ้าอยู่ที่บ้านไม่ต้องขอจากใครเลย ตั้งใจเว้นทั้ง ๕ ข้อหรือ ๘ ข้อ อันนี้เป็นศีลแน่นอน แต่ความจริงขอศีลจากพระพุทธรูปนี่ดีนะ เป็นศีลเยอรมันไม่ค่อยขาด”

ศีล ๘ กับ ศีลอุโบสถ ต่างกันไหมคะ

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ ศีล ๘ กับ ศีลอุโบสถ ต่างกันไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ต่างกันอยู่นิดหนึ่ง อุโบสถใช้ อิมัญจรัตติง อิมัญจทิวสัง คือ กำหนดเวลาว่าวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง หรือว่า ๗ วัน กับ ๗ คืน หรือว่า ๓ เดือน ๕ เดือน

แต่ศีล ๘ มีสิกขาบทเท่ากัน แต่ไม่กำหนดเวลา ถ้าเอาความเข้มข้นกันจริงๆ พวกรักษาศีล ๘ มีกำลังใจเข้มข้นมากกว่าพวกรักษาอุโบสถ เขาเก่งสิกขาบทเท่ากัน แต่กำหนดเวลาไม่เท่ากัน

คำว่า อุโบสถ เขาแปลว่า อยู่จำ ตั้งใจจะรักษาแค่ ๑ วัน กับ ๑ คืน หรือ ๗ วันกับ ๗ คืน หรือ ๑ เดือน ก็ว่าไป ทีนี้ถ้าหากว่าเราไม่กำหนดเวลา เราก็สมาทานแค่ศีล ๘ เมื่อไรก็ได้ สบาย”

ผู้ถาม :- “รักษาช่วงไหนก็ได้ ใช่ไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ไม่ได้ๆ คือว่าตั้งแต่หลับถึงตื่นเขาห้ามรักษา ถ้าเราตั้งใจสมาทานดีแล้ว ในช่วงหลับเขาถือว่ามีศีล ในช่วงหลับมันไม่มีกังวลอยู่แล้ว ใช่ไหม…

เมื่อตอนเด็กๆ ฉันก็รักษาศีล ๕ เหมือนกัน ก่อนจะหลับ ฉันก็สมาทานศีล ๕ แล้วบริสุทธิ์ตลอด มันจะไปขาดยังไง เพราะในช่วงหลับ ไม่มีการทำอะไรอยู่แล้ว ใช่ไหม เพราะฉันโกงมาแล้ว เลยห้ามคนอื่นทำตามฉัน”

ผู้ถาม :- (หัวเราะ) “แล้วอานิสงส์ ต่างกันไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ต่างกันหนู เพราะเรียกไม่เหมือนกัน ตัวท้ายนะ

อานิสงส์ท่านว่าอย่างนี้
สีเลนะ สุคติง ยันติ
สีเลนะ โภคสัมปทา
สีเลนะ นิพพุติงยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย

ท่านว่าอย่างนี้เหมือนกันหมด มันต่างกันตรงไหนล่ะ”

รักษาศีล ๘ แต่ต้องแต่งตัวเข้าสังคม จะทำยังไงคะ

ผู้ถาม :- “รักษาศีล ๘ นี่คงยากนะคะ เพราะว่าต้องทาแป้งทาปากเวลาไปทำงานค่ะ…?”

หลวงพ่อ :- “ทาแป้ง ทาปาก เราทาเพื่ออะไรล่ะ…ทาเพื่อยั่วกิเลสคนอื่นหรือเปล่า หรือทาเพื่อให้เหมาะสมกับสังคม ป้องกันการเก้อเขิน…?”

ผู้ถาม :- “ทาเพื่อไม่ให้เขาดูว่าผิดปกติค่ะ…”

หลวงพ่อ :- “ไอ้ที่ทาน่ะผิดปกติ เพราะปกติหน้าไม่มีแป้งใช่ไหม…ก็หมายความว่าทาเพื่อไม่ให้เกิดความเก้อเขิน และสังคมนั้นเขาอย่างนั้น เวลาที่เราทา เราไม่ได้หวังว่าจะยั่วให้ใครเขาเกิดกิเลส อันนี้ไม่เป็นไร

การแต่งตัวสวยๆ อย่างนางวิสาขา ท่านมีเครื่องมหาลดาปสาธน์ ราคา ๑๖ โกฎิ เฉพาะแก้วมณีก็ ๒๐ ทะนานแล้ว เวลาไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้า ท่านก็แต่งไป พระพุทธเจ้าไม่เคยตำหนิเห็นไหม…”

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อ การแต่งตัวสวยๆ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสังคม อย่างนี้เรียกว่าเป็นพวกราคะจริตหรือเปล่าคะ…?”

หลวงพ่อ :- “อันนี้เป็น ถือว่าเป็นราคะจริต ความจริงการแต่งตัวนี่นะ แต่งตัวปกติเขาไม่ถือว่าเป็นราคะจริต และเราก็ไม่ถือว่าขาดศีล ๘ ถ้าสังคมนี้เขาแต่งตัวแบบนี้ เพื่อไม่ให้เก้อเขิน เราก็แต่งตัวแบบนั้น เราทำเพื่อความเหมาะสม ไอ้แต่งตัวหน่อยต้องสะอาดหมด ทุกอย่างต้องเรียบร้อย แต่ราคะจริตเขาไม่ตำหนิว่าเลว ถือว่าเลวไม่ได้นะ คือเขาเป็นคนชอบสวยชอบสะอาด

แต่บางคนคิดว่าคนที่มีราคะจริต เป็นคนมักมากในกามารมณ์ก็ยุ่งซิ มันคนละเรื่อง คือราคะจริตแค่รักสวยรักงาม รักความสะอาดเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์ บางคนเขาสวยแสนสวย แต่ก็ไม่ยุ่งอะไรมาก เป็นไปตามกฎธรรมดา

ตัวอย่างพระลูกชายนายช่างทอง เป็นคนสวยด้วย เป็นคนหนุ่มด้วย เป็นคนรวยด้วย พระสารีบุตรท่านเข้าใจว่าเป็นคนที่มีราคะจริต ท่านจึงให้กรรมฐาน อสุภกรรมฐาน ท่านเลยไม่ได้อะไร แต่เนื้อแท้จริงๆ ท่านเป็นคนโทสะจริต พอไปหาพระพุทธเจ้า ท่านให้เพ่ง โลหิตกสิณ เดี๋ยวเดียวก็ได้ฌาน ๔ อีกเดี๋ยวเดียวก็ได้เป็นอรหันต์ นี่คนละเรื่องเลย ใช่ไหม…”

ผู้ถาม :- “ตอนแรกเข้าใจว่าอย่างนั้นค่ะ ก็นึกเสมอว่า ตัวเองยังเป็นพวกราคะจริต แล้วก็ยังตัดราคะจริตยังไม่ได้ ตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะ”

ศีลอย่างเดียว เป็นอรหันต์ได้ไหมครับ

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อครับ ศีลอย่างเดียวสามารถเป็นอรหันต์ได้ไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ศีลอย่างเดียวเป็นเทวดาได้”

ผู้ถาม :- “บางสำนักเขาว่า เขาอ้างในบาลีว่า สีเลนะ นิพพุติง ยันติ เขาแปลบาลีคำนี้แหละครับ”

หลวงพ่อ :- “นี่อย่าไปเถียงพระพุทธเจ้าดีกว่า พระพุทธเจ้าบอกศีลไปแค่สวรรค์ สมาธิไปพรหม วิปัสสนาญาณไปนิพพาน ขืนแปลไปแปลมาถึงได้ลงนรกกันเป็นแถวไงล่ะ”

ผู้ถาม :- “เขาแปลผิดใช่ไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “แปลน่ะ ไม่ผิดหรอก แต่เข้าใจผิด พระพุทธเจ้าท่านวางไว้แล้วไม่ต้องไปวางซ้อนหรอก ดีไม่ดีจะไปแย่งที่พระเทวทัตอยู่จะลำบาก ที่อเวจีต้องแย่งกันอยู่ก็เพราะเหตุนี้แหละ”

ผู้ถาม :- “แต่ผมก็ว่ามันยากนะครับ ถ้าใช้ศีลอย่างเดียว อย่างน้อยก็ต้องครบองค์ ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา”

หลวงพ่อ :- “ใช่ ต้องมีพร้อม”

ผู้ถาม :- “จะมากน้อยก็แล้วแต่ใช่ไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ไม่ได้ ต้องพอดีๆ ต้องตามขนาด ศีลต้องบริสุทธิ์ สมาธิต้องมีกำลังพอ วิปัสสนาญาณ อาจจะอ่อนไปนิดอ่อนไปหน่อย ถ้าฝึกมโนมยิทธิก็ไปช้า มัวไปหน่อยแต่ว่าไปได้ แต่ศีลนี่ไม่ได้เลย ศีลต้องทรงตัว สมาธิต้องกำลังพอ ไม่พอไปไม่ได้”

ผู้ถาม :- “ครับ…เข้าใจแล้วครับ ทีนี้ผลจากการฝึกมโนมยิทธิ จะทำให้ได้ฌานสมาบัติไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ก็มันลัดไปหาสมาบัติ ๔ ทันทีเลย แค่สมาบัติ ๔ มันยังไม่พอ ยังได้อารมณ์ทิพย์ที่พิเศษอีก สมาบัติ ๔ เฉยๆ มันใช้อะไรไม่ได้ ไอ้ตัวนี้เป็นทิพจักขุญาณ สามารถทำให้ได้อภิญญา”

ผู้ถาม :- “แล้วจะต้องมีศีลหรือเปล่า…?”

หลวงพ่อ :- “ศีลต้องมี”

ผู้ถาม :- “แล้วทานเล่าครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ทานเราก็มีอยู่แล้วเป็นปกติ คุณไม่เคยเอาข้าวให้หมาบ้างเลยรึ…?”

ผู้ถาม :- (หัวเราะ) “เคยครับ”

หลวงพ่อ :- “คือถ้าเราสามารถให้ทานได้ มันต้องมีศีลได้ คุณต้องดูว่า คนที่จะให้ทาน ให้ด้วยกำลังใจแบบไหน

เราจะให้ทานได้ด้วยเหตุ ๒ ประการ
๑.เมตตา ความรัก
๒.กรุณา ความสงสาร

ถ้าคนที่เรารักเราให้ เราไม่เคยรักเลยเห็นเขาลำบาก เราสงสารเราให้ ตัวรักกับตัวสงสารมันคุมศีลนะ ศีลจะมีได้ต้องมีเมตตากับกรุณา ๒ ตัว ถ้าขาดเมตตากับกรุณา ๒ ตัว มันจะมีศีลไม่ได้ ใช่ไหม…

ฉะนั้น คนที่มุ่งในการให้ทาน รักษาศีลได้ง่าย เพราะทุนเขามีอยู่แล้ว เท่านี้พอแล้ว ถ้าเราพอใจในการให้ทาน การรักษาศีลก็ทรงตัว มันตัวเดียวกัน เท่านี้เองไม่ยาก ใช่ไหม…ของง่ายๆ

แต่ว่าถ้าฌานโลกีย์ ก็อย่าลืมนะ ถ้าฌานโลกีย์ ศีลเขาขาดง่าย ถ้าวันไหนศีลบกพร่อง วันนั้นก็จางไปนิด มัวไปหน่อย ถ้าฌานโลกีย์เฉยๆ มันพิสูจน์ได้ยาก ได้ฌานโลกีย์ด้วย ได้ทิพจักขุญาณด้วย ได้มโนมยิทธิด้วย พิสูจน์ง่าย ถ้าวันไหนศีลบกพร่องมันมืด ไปไหนก็ไปไม่ไหวก็เกิดกลุ้ม ต้องชำระศีลให้บริสุทธิ์ไว้เสมอ

อย่างเป็นพระนี่เห็นชัด แค่อาบัติทุกกฎตัวเดียว มันมั่วตั้วเลย ทำยังไงมันก็ไม่ทรงตัว เอาไม่อยู่ต้องเลิก อาตมาโดนแล้ว พอเลิกแล้วก็มานั่งนึก ตั้งแต่เมื่อเช้ามาถึงเวลานี้ทำอะไรบ้าง พอนึกขึ้นมาได้ ต้องไปหาเพื่อนพระแสดงอาบัติ ถ้าเป็นอาบัติต้องออกชื่ออาบัติข้อนั้นตรงเลยนะ จะว่ามวยหมู่รวมหมดไม่ได้ คิดว่าจะไม่ทำต่อไป พอปลงอาบัติแล้ว มันสว่างจ้าไปได้ นี่มันดีแบบนี้ เป็นการคุมอารมณ์ไปในตัวเสร็จ

ถ้าสุกขวิปัสสโกนี้ไม่แน่นะ เหมือนเอาผ้าผูกตาเดินใช่ไหม…อย่างนี้ทางไวกว่าเยอะ”

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๓ หน้า ๗๙-๘๙ (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

Be Sociable, Share!