Warning: session_start(): Cannot send session cookie - headers already sent by (output started at /home/buddhasa/public_html/wp-config.php:1) in /home/buddhasa/public_html/wp-content/plugins/captcha-code-authentication/wpCaptcha.php on line 45

Warning: session_start(): Cannot send session cache limiter - headers already sent (output started at /home/buddhasa/public_html/wp-config.php:1) in /home/buddhasa/public_html/wp-content/plugins/captcha-code-authentication/wpCaptcha.php on line 45
มโนมยิทธิ « ศูนย์พุทธศรัทธา
สำนักปฏิบัติพระกรรมฐานสาขาวัดท่าซุง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี โทรฯ ๐๘๑-๘๕๓๗๘๐๓,๐๘๑-๙๓๗๐๒๔๔

มโนมยิทธิ

  ขอเชิญฝึกมโนมยิทธิ ณ ศูนย์พุทธศรัทธา ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา ๑๒.๓๐ น.   คำถามคำตอบปัญหาเกี่ยวกับการฝึกมโนมยิทธิ โดยศูนย์พุทธศรัทธา

มโนมยิทธิ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

จัดทำโดย ศูนย์พุทธศรัทธา

คำนำ

วิชชา มโนมยิทธิ เป็นหลักสูตรทางพระพุทธศาสนาในด้านวิชชา ๓ กึ่งอภิญญา คำว่า มโนมยิทธิ แปลว่า มีฤทธิ์ทางใจ เป็นวิชชาที่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง) นำมาสอนศิษยานุศิษย์และพุทธบริษัทฯ

จุดประสงค์สำคัญ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้พิสูจน์พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ในเรื่องนรก สวรรค์ พรหม พระนิพพาน ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นจริง เป็นการสร้างกำลังใจ และทำให้การปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์เป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็ว

ผู้ที่ฝึก มโนมยิทธิ ได้ การทรงอารมณ์ พระโสดาบัน จะได้ผลอย่างรวดเร็ว เพราะ พระโสดาบัน ละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อ คือ สักกายทิฏฐิ,วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส

และพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง ท่านกล่าวไว้ว่า การละสักกายทิฏฐิของพระโสดาบัน คือ คิดว่าตัวเราจะต้องตายแน่ และให้นึกถึงความตายอยู่เสมอ คิดว่าเราอาจจะตายวันนี้พรุ่งนี้ จะได้ไม่ประมาทในชีวิต

ผู้ที่ฝึก มโนมยิทธิ ได้ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการตัดตัววิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ในเรื่องสวรรค์-นรก ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นจริง เป็นการละสังโยชน์ข้อที่ ๒ ในสังโยชน์ ๑๐

และผู้ที่ฝึก มโนมยิทธิ ได้ สามารถใช้ จิต หรือ อทิสสมานกาย ท่องเที่ยวไปตามภพภูมิต่าง ๆ ได้ เมื่อไปเห็นแดนอบายภูมิ เห็นโทษจากการละเมิดศีล ก็จะตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์ เป็นการละสังโยชน์ข้อที่ ๓ คือ สีลัพพตปรามาส

การปฏิบัติพระกรรมฐาน ไม่ว่าจะเป็นสายใดก็ดีทุกสาย ขึ้นอยู่กับว่าจะถูกจริตกับเราหรือไม่ เพราะทุกสายมีจุดมุ่งหวังเดียวกัน คือเพื่อความพ้นทุกข์ ต่างกันแต่ว่าใครจะพ้นทุกข์ได้ช้าหรือเร็วกว่ากัน ถ้าเปรียบพระนิพพาน คือกรุงเทพฯ ทุกคนมุ่งหวังที่จะไปกรุงเทพฯ จะเดินไป ขึ้นรถไป หรือขึ้นเครื่องบินไป ก็ขึ้นอยู่กับบุญบารมีที่สั่งสมมา

พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯได้กล่าวไว้ว่า ผู้ที่มีกำลังใจเป็นปรมัตถ์บารมี ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าพระนิพพานได้ ถ้าปฏิบัติได้ถูกต้องตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

คณะผู้จัดทำ ได้รวบรวมคำสอนของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง) และนำบทความเรื่อง มโนมยิทธิ ของ คุณสุนิสา วงศ์ราม มาให้ท่านที่สนใจได้ศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป.

ศูนย์พุทธศรัทธา
สำนักปฏิบัติพระกรรมฐาน สาขาวัดท่าซุง
๗๗ หมู่ ๗ ต.บ้านหมอ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ๑๘๑๓๐

โทรฯ ๐๓๖-๒๐๐๘๒๙, ๐๘๔-๑๐๗๖๑๐๖, ๐๘๑-๙๓๗๐๒๔๔

 

มโนมยิทธิ เกริ่นนำ โดยสุนิสา วงศ์ราม

ในแวดวงของนักปฏิบัติพระกรรมฐาน และผู้สนใจในธรรมะทั่ว ๆ ไป จะได้ยินได้ฟังคำว่า “มโนมยิทธิ” อยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีการสนใจ ตื่นตัว ด้านธรรมปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย ในหมู่สาธุชนคนไทย และผู้เลื่อมใสชาวต่างประเทศต่างภาษาด้วย และวิชชา มโนมยิทธิ นี้ ก็มีผู้ปฏิบัติได้มากมายทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ทุกเพศทุกวัย มีการสืบทอดสั่งสอนแนะนำกันมาตั้งแต่สมัยต้นจนปัจจุบัน

ดังนั้น ด้วยความปรารถนาดีต่อบรรดาท่านพุทธบริษัท และเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณองค์สมเด็จพระบรมครูสุคต และครูอาจารย์อีกโสดหนึ่ง

ผู้เขียนจึงได้กราบเรียนขออนุญาตจาก พระเดชพระคุณพระสุธรรมยานเถร หรือเป็นที่รู้จักกันในนามของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ขอคัดลอก รวบรวม และเรียบเรียง คำแนะนำในการเจริญพระกรรมฐานแบบ มโนมยิทธิ ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน ที่เมตตาแนะนำแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท นับเวลาได้หลายปีมาแล้วนั้น

โดยผนวกเข้ากับข้อคิดและประสบการณ์ของผู้เขียน ทั้งโดยตรงและทางอ้อม จารึกเป็นขั้นตอน เป็นเล่ม เป็นบทขึ้นมา เพื่อผู้สนใจจริงได้ศึกษาและนำไปปฏิบัติได้สะดวกตามอัธยาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่อยู่ห่างไกลแต่ใคร่ศึกษาธรรมปฏิบัติ จะช่วยตัวเองได้ตามปัญญา

ความดีอันพึงมี ผู้เขียนขอน้อมถวายแด่ องค์สมเด็จพระชินสีห์ทุก ๆ พระองค์ที่ทรงโปรดเมตตาสงเคราะห์ หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค(พระครูวิหารกิจจานุการ) หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง ผู้เมตตาคิดค้นและนำวิชชา มโนมยิทธิ มาแนะนำสั่งสอนแก่บรรดาลูกหลานพุทธบริษัทในปัจจุบัน เพื่อให้รู้ซึ้งถึงอริยสัจ และเห็นจริงแห่งสภาวะพระนิพพานอันเป็นที่สุด.

— สุนิสา วงศ์ราม —

 

ความหมายของมโนมยิทธิ

“มโนมยิทธิ” แปลความตามตัวอักษรได้ว่า “มีฤทธิ์ทางใจ”
คือ การรู้ การเห็น การสัมผัส ตามความเป็นจริงด้วยใจ

หลักสูตร วิชชา “มโนมยิทธิ” นี้ ปรากฏมีรจนาไว้ในพระคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆษาจารย์ เมืองสะเทิมหรือเมืองสุธรรมวดี ซึ่งท่านเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ที่โบราณาจารย์ท่านรับรองไว้แล้ว

ดังนั้น จึงขอยืนยันบอกกล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่า
วิชชา “มโนมยิทธิ” ไม่ใช่วิชานอกรีต นอกพุทธบัญญัติ

มโนมยิทธิ ไม่ใช่โอภาส
โอภาส คือ แสงสว่างเฉย ๆ อันเป็นผลจากการเจริญสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาในหมวดสุกขวิปัสสโก

มโนมยิทธิ ไม่ใช่อุปาทาน
อุปาทาน คือ การคิดเอาไว้ก่อนว่าภาพนั้นเป็นอย่างไร แล้วก็เห็นแบบนั้นพร้อมทั้งยึดภาพนั้นไว้ไม่ปล่อย

มโนมยิทธิ ไม่ใช่การสะกิดจิต
ถ้าเป็นการสะกดจิต ทุกคนต้องรู้เห็นเหมือนกันหมด และทุกคนที่เรียนพร้อมกัน ต้องทำได้ แต่ความจริงผลไม่เป็นเช่นนั้น บางคนเพียรเป็นปี ๆ ยังไม่ได้ก็มี บางคนเริ่มปฏิบัติครั้งแรกก็ได้แล้ว และความชัดเจนของการรู้เห็นก็แตกต่างกันด้วย

กล่าวโดยนัยแล้ว มโนมยิทธิ เป็นส่วนหนึ่งของ อภิญญา ในพระพุทธศาสนา

ถ้าจะแยกศัพท์แล้ว “ญา” แปลว่า รู้, “อภิ” แปลว่า ยิ่ง หรือ อย่างยิ่ง

ดังนั้น “อภิญญา” ก็มีความหมายว่า
“ความสามารถในการรู้ ยิ่งกว่าอารมณ์ของบุคคลธรรมดา จะรู้ได้”

นั่นคือ บุคคลธรรมดาจะมีความรู้เสมอ ไม่ได้ เช่น เรื่อง ผี นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน รู้เรื่อง เทวดา พรหม นิพพาน จนกระทั่งสามารถท่องเที่ยวไปตามภพภูมิต่าง ๆ สถานที่ต่าง ๆ ได้ หรือว่าถ้าอยากรู้อารมณ์จิตของบุคคลใด ใครพูดที่ไหนว่าอย่างไร ใครคิดอย่างไร เราก็รู้ได้

คำว่า “ไม่รู้” ไม่มี ถ้าจิตใจของท่านเข้าถึงอารมณ์ของอภิญญาจริง ๆ และอารมณ์ของอภิญญาจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องอาศัย สมาธิจิต นั่นคือ ความมีฤทธิ์ทางใจ จะมีแก่ท่านได้ ต้องอาศัยการฝึกจิต กระทำจิตของตนเองให้มีฤทธิ์ มีอำนาจสามารถรู้เห็นด้วยใจ หรือสัมผัสด้วยใจได้ทุกอย่าง ที่พึงรู้และพึงเห็น

เป็นต้นว่า รู้เห็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของสัตว์ที่วนเวียนอยู่ในภพภูมิต่าง ๆ จนกว่าจะออกจากวัฏฏสงสาร สู่แดนพระนิพพานเสียได้ รู้เห็นเหตุอันนำให้ไปเกิด ไปจุติปฏิสนธิ ในภพภูมิต่าง ๆ และรู้ปัจจัยที่นำไปสู่ความหลุดพ้นคือพระนิพพาน

การรู้ เป็นการรู้และรับสัมผัส ด้วยใจ, การเห็น เป็นการรับสัมผัสหรือเห็น ด้วยจิต ที่บางท่านเรียกว่า เห็นด้วยตาใน มิใช่มองเห็นด้วยตาเนื้อ อันเป็นหนึ่งในอวัยวะสุดหยาบของขันธ์ ๕ ร่างกายของสัตว์โลก

การไป ท่องเที่ยวตามแบบ มโนมยิทธิ นี้ มิได้ยกเอากายหยาบไป แต่ใช้ กายใน หรือ อทิสสมานกาย ซึ่งมีสภาพเป็นทิพย์ และมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันไป ตามความสะอาดของจิตของแต่ละบุคคลในขณะนั้น เช่น เป็นมนุษย์ เทวดา พรหม หรือ วิสุทธิเทพ

บางตำราจะเรียก อทิสสมานกาย ว่า จิต แต่ถ้าท่านปฏิบัติพระกรรมฐานในหมวดนี้ได้แล้ว ท่านจะได้รู้เห็นความแตกต่างระหว่าง จิต กับ อทิสสมานกาย ได้ชัดแจ้งว่า จิต นั้นมีลักษณะเป็นดวง ๆ มีความขุ่น ความใส ความแพรวพราว มีสีต่าง ๆ กันตามอารมณ์ โลกียะ หรือ โลกุตตระ และเป็นส่วนหนึ่งของ อทิสสมานกาย

อทิสสมานกาย มีลักษณะคล้ายกายมนุษย์ มี หู ตา จมูก ปาก แขน ขา ต่างกันแต่ว่า ไม่มีอวัยวะภายในอันเน่าเหม็น ไม่มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง อุจจาระ ปัสสาวะ

อทิสสมานกาย เบาสบาย คล่องตัว มีเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายทั้งหลายเป็นทิพย์ทั้งหมด อันเกิดจากผลบุญกุศลที่ตัวเองทำไว้เอง

ลักษณะของ อทิสสมานกาย ก็แตกต่างกันไป ตามสภาพความสะอาด การปราศจากกิเลสของจิต ดังนั้น แม้ภายนอกเป็นคน แต่ อทิสสมานกาย อาจเป็นได้ทุกอย่างตามสภาพของจิต เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน คน เทวดา พรหม และ วิสุทธิเทพ เป็นต้น

และลักษณะของ อทิสสมานกาย นี้ ของแต่ละบุคคล มีสภาพชั่วคราวบ้าง ถาวรบ้าง มีสภาพเปลี่ยนแปลงตามอารมณ์โลกียะหรือโลกุตตระ ดังกล่าวแล้ว

กล่าวโดยสรุป ผู้ที่ปฏิบัติในหมวดวิชชา มโนมยิทธิ นั้น บางท่านบางคณะ อาจจะรู้ แต่ไม่เห็น บางท่าน รู้ด้วย เห็นด้วย แต่ไม่ชัด, ผู้ที่มีจิตสะอาด มีจิตที่ฝึกฝนดีแล้วเท่านั้น จึงสามารถรู้เห็นได้ชัดเจนเหมือนตาเห็น (หรือเหมือนไปเห็นด้วยตาตัวเอง) เมื่อมีอารมณ์จิตเป็นทิพย์ แต่ไม่ใช่มีตาทิพย์

ตาทิพย์ หรือ ทิพยเนตร นั้น คนมีไม่ได้ จะมีได้เฉพาะเทวดา พรหม และพระอรหันต์ที่เข้านิพพานแล้วเท่านั้น บุคคลที่มีธรรมะแต่ยังทรงขันธ์ ๕ อยู่ จะมีได้เฉพาะ ทิพยจักษุญาณ หรือ ทิพจักขุญาณ(การมีจิตเป็นทิพย์)

ทิพจักขุญาณ เป็นบาทฐานสำคัญในการปฏิบัติพระกรรมฐานตามหลักสูตร “มโนมยิทธิ” หนึ่งในหก อภิญญา ของพระศาสนา.

 

ต้นกำเนิดของมโนมยิทธิ

วิชชา มโนมยิทธิ ที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปกล่าวขานนั้น เป็นหลักสูตรในพระพุทธศาสนา ขององค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นหนึ่งใน พุทธศาสตร์ คือความรู้อันเป็น ศาสตร์ ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้น เพื่อความสุข ความเป็น พุทธะ ที่แท้จริง อันทรงคุณประโยชน์มหาศาลทั้งในปัจจุบันและภายภาคหน้า

มโนมยิทธิ นี้ พระสุธรรมยานเถร หรือ หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี นำมาแนะนำฝึกสอนให้แก่ลูกหลานพุทธบริษัทผู้สนใจ ทุกชาติ ทุกวัย ทุกเพศ นานเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘

อย่างไรก็ดี ผู้ที่ “ได้” วิชชานี้ เป็นผู้ที่มีอัชฌาสัยในหมวด ฉฬภิญโญ เท่านั้น ผู้ที่ฝึกแล้ว “ไม่ได้” จึงมีอยู่

เช่นเดียวกับที่ พระมงคลเทพมุนี หรือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้เมตตานำวิชชาธรรมกาย ในหมวดเตวิชโช มาแนะนำสั่งสอนให้แก่ “บริษัท” ของท่าน ซึ่งก็เห็นดวง เห็นกายกัน เป็นจำนวนมาก บุคคลภายนอกบริษัทต้องใช้ความเพียรอย่างมาก จึงจะพอมีโอกาส รู้เห็น “ดวง” เห็น “กาย” ได้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ

ทั้งนี้หลักสูตรวิชชาต่าง ๆ อันเป็น พุทธศาสตร์ มีมากมาย ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ สำหรับผู้ที่มีปัญญาได้ศึกษา ปฏิบัติ ตามจริต และบารมีแห่งตน โดยมีจุดมุ่งหมายในขั้นสุดท้ายอย่างเดียวกัน คือ พระนิพพาน การหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งปวง มีวิมุตติญาณทัสสนะ นั่นเอง

รวมความว่า หลักสูตร พุทธศาสตร์ ในพระพุทธศาสนา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงจำแนกไว้เป็น หมวดใหญ่ ได้แก่ สุกขวิปัสสโก, เตวิชโช(วิชชา ๓), ฉฬภิญโญ(อภิญญา ๖) และ ปฏิสัมภิทัปปัตโต(ปฏิสัมภิทาญาณ)

นั่นคือ ผู้มีอุปนิสัยในหมวด สุกขวิปัสสโก
จะเป็นผู้ที่เรียบ ๆ เรื่อย ๆ ชอบสบาย ๆ ไม่อยากรู้อยากเห็นนัก อาศัยการอ่านจากตำราและฟังครูอาจารย์แนะนำก็พอใจแล้ว เมื่อปฏิบัติอาจจะได้เห็นนิมิตบ้าง

ผู้สนใจในหมวด เตวิชโช
เป็นผู้ที่อยากรู้ อยากเห็น ชอบสงสัย ฟังแต่คำบอกเล่า ก็ไม่เป็นที่พอใจ ต้องพิสูจน์ ให้รู้ ด้วยตัวเอง ให้เห็น ประจักษ์ด้วยตัวเองจึงจะเชื่อ

ผู้มีอัชฌาสัยในหมวด ฉฬภิญโญ
เป็นผู้ซุกซน ชอบค้นคว้า อยากรู้-อยากเห็น ใจกล้า-ใจร้อน ว่องไว ตัดสินใจฉับพลันมากกว่าสองหมวดต้น ต้องรู้ได้ เห็นได้ และ ไปสัมผัสได้ จึงจะสุขใจพอใจ

ผู้ที่มีบารมีในหมวด ปฏิสัมภิทัปปัตโต
จะเป็นผู้ทรง อิทธิบาท ๔ มีความดีสูงมาก เพราะมีความสามารถเป็นปฏิสัมภิทาญาณ รู้รอบ และ รอบรู้ ทั้ง รู้ลึก และ รู้กว้าง ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการจะรู้ได้ ยิ่งกว่าความสามารถของ ๓ หมวดต้นรวมกัน แต่ทว่าผู้ที่จะมีความสามารถพิเศษตามหมวดนี้ได้ ต้องเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระอนาคามีขึ้นไป

วิชชา มโนมยิทธิ ก็เป็นลักษณะวิชชา หนึ่งใน ๖ ของหมวด ฉฬภิญโญ.

 

วัตถุประสงค์

ด้วยเหตุที่บุคคลในยุคปัจจุบัน ตั้งแต่ใกล้กึ่งพุทธกาลเป็นต้นมา กล่าวได้ว่า ปัญญาในด้านธรรมะนั้นเสื่อมทรามลงมาก ไม่เข้าใจอย่างแท้จริง ในคำสอนขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ผู้ที่อาศัยผ้ากาสาวพัสตร์ของพระพุทธศาสนา ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นผิดเพี้ยนไปมากมาย บ้างถึงกับแบ่งพวก ตั้งนิกายใหม่ก็มี ทำให้พุทธศาสนิกชนผู้สนใจจริง ไขว้เขว ไม่รู้ว่า ข้อใดเป็นความจริง สิ่งไหนเป็นของปลอมปน

ดังนั้น วิชชา มโนมยิทธิ ที่หลวงพ่อฤาษี นำมาแนะนำสั่งสอนแก่ท่านทั้งหลาย จักได้เป็นเครื่องพิสูจน์ด้วยตัวเอง รู้เอง เห็นเอง ให้ได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อจริง แก้ข้อสงสัยให้ตัวเองได้ ทั้งท่านยังได้มุ่งหวังให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าถึง ความดี ในพระศาสนา ทั้ง เปลือก สะเก็ด กระพี้ และ แก่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้ท่านเข้าใจได้ว่า การรักษาอารมณ์พระอริยเจ้า มีอารมณ์พระโสดาบัน เป็นต้น เพื่อการหนีนรกและอบายภูมิอย่างถาวรนั้น ไม่ยากเลย

วิชชานี้จะพิสูจน์ได้ด้วยว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้า เหมาะสมทุกยุคทุกสมัย ตายแล้วไม่สูญ นิพพานไม่สูญ นรก สวรรค์ นิพพานมีจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จริง

และยังช่วยพิสูจน์เตือนสติได้ว่า ตนเคยทำชั่วอะไร แล้วอยู่ในนรกขุมไหนมาบ้าง ทนทุกข์ทรมานอย่างไร จะได้เกรงกลัวบาปกรรม เลิกกระทำเสีย เพราะ การอ่านตำรา หรือ ฟังเขาเล่าอย่างเดียว ไม่พอที่จะช่วยให้เรารู้จริง ไม่เกื้อหนุนให้เราหนีนรกได้

ประการสำคัญ การรู้ การเห็น ดังกล่าว จะช่วยให้ท่านทำตนเป็น ผู้ละ ยอมรับนับถือกฎธรรมดาว่า ทุกอย่างไม่เที่ยงเป็นทุกข์ แต่ความตายเป็นของเที่ยง รู้ดำรงชีพชอบ รู้ทุกข์และทางออกจากทุกข์ ละกิเลส ตัณหา อุปาทาน อกุศลกรรมทั้งปวงเสียได้ เห็นสภาพที่แท้จริงของร่างกายว่า อะไรคือเรา อะไรเป็นของเรา เพื่อให้เข้าถึงพระนิพาน อันเป็นที่สุด

อีกประการหนึ่ง ที่หลวงพ่อท่านได้นำวิชชา มโนมยิทธิ มาสอนนั้น ท่านบอกว่า เป็นการเตรียมบุคคลที่เหมาะสมเอาไว้รอรับ อภิญญาใหญ่ ของรุ่นต่อไปในวันข้างหน้า คะเนว่าจะเป็นประมาณ พ.ศ.๒๕๔๒ เป็นต้นไป เพื่อสืบทอดพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองอีกวาระหนึ่ง คล้ายสมัยพุทธกาล

มโนมยิทธิ นี้ อาจเรียกว่าเป็น อภิญญาเล็ก ก็ได้ หรือ กึ่งอภิญญา อาศัยการไปมาด้วยอทิสสมานกายแต่เพียงอย่างเดียว ส่วน อภิญญาใหญ่ นั้น ท่านไปไหนมาไหนกัน ก็ยกเอากายหยาบทั้งกายไปด้วย.

 

คุณประโยชน์

ขอบอกกล่าวถึง คุณประโยชน์ของวิชชา มโนมยิทธิ ไว้พอสังเขป เพื่อประดับปัญญาของสาธุชนผู้ใคร่รู้ว่า ผู้ที่ คล่อง ใน มโนมยิทธิ นั้น ครูอาจารย์ท่านกล่าวว่า ผลที่ได้จะเกินคุ้ม ถ้ารู้จักใช้ ทั้งประโยชน์ปัจจุบันและภายภาคหน้า

คำว่า คล่อง ท่านบอกว่า เวลาใช้งานไม่ต้องตั้งท่า ใช้ได้ทันที ไม่ต้องนั่งขัดสมาธิหลับตาปี๋ นับลมหายใจนาน เมื่อต้องการใช้ ให้นึกปุ๊บ รู้ปั๊บ ทันทีทันใด อย่างนี้ท่านเรียกว่า “ฌาน ๔ ใช้งาน” มีทิพจักขุญาณ เสมือนหนึ่งมีตาทิพย์

คุณประโยชน์ของ มโนมยิทธิ เป็นต้นว่า

-รู้ทุกข์ และวิธีแก้ทุกข์ หรือหนีทุกข์ได้
-รู้ว่า ควรทำอะไร ทำอย่างไร จึงจะมีผล อะไรไม่ควรทำ
-รู้ว่า ใครเป็นบัณฑิต เป็นพาล ควรคบ ไม่ควรคบ
-รู้ว่า ใครเป็นเนื้อนาบุญอยู่ที่ใด ใครเป็นเป็นพระแท้ สมมติสงฆ์ หรือลูกชาวบ้าน
-รู้ว่า ที่เขาเล่าว่า หรือข่าวลือนั้น จริงหรือไม่ เพียงไร
-รู้วาระจิตของบุคคลว่าแท้จริงเขาเป็น คน มนุษย์ หรือผู้ทรงศีลหรือเป็นสัตว์ ฯลฯ
-รู้ว่า บุคคล สัตว์ ก่อนเกิดมาจากไหน อาศัยปัจจัยใดให้ผล
-รู้ว่า ตายแล้วไปไหน เพราะกรรมใดเป็นเหตุ
-รู้ว่า อะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว
-รู้ การควร ไม่ควร กิจใดใช่ และไม่ใช่กิจของตน
-รู้ว่าสภาวะร่างกาย และความเป็นไปในโลกนี้ต่างกัน แบ่งแยกเป็นคน เป็นสัตว์ ตามกรรมของตน แต่อทิสสมานกายของคนและสัตว์ในภพอื่นนั้น เหมือนกันหมด ไม่มีแบ่งแยก ข้อแตกต่างอยู่ที่ความดีในทาน ศีล ภาวนา อันเป็นอริยทรัพย์ที่ไม่เสมอกัน
-รู้ว่า มีพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์มากมายนับไม่ถ้วน รื้อขนสัตว์โลกไม่รู้จบสิ้น ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
-รู้เห็น พระรูปพระโฉมของพระพุทธเจ้าและสภาวะพระนิพพาน
-รู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต และรู้วันตาย อาการตาย อย่างไรได้ ฯลฯ

กล่าวโดยสรุป ผู้ที่คล่องในวิชชาของพระพุทธเจ้านี้ จะรู้เห็นและใช้ประโยชน์ได้ ทั้งทางโลก ทางธรรม เป็นหมอดู พยากรณ์ โชคชะตาราศีก็ได้ ตราบเท่าที่จิตของท่านยังอยู่ในเขตบุญกุศล เหนืออื่นใด คุณประโยชน์ใหญ่ ก็คือว่า การรู้เห็นความจริงแท้ ทำให้จิตเบื่อหน่าย ละวางเป็นอุเบกขา เกิดสังขารุเปกขาญาณ หน่ายในวัฏฎสงสาร มุ่งนิพพานเป็นที่สุด.

 

แบบของมโนมยิทธิ

การฝึก มโนมยิทธิ ตามหลักสูตรเดิมอย่างครบถ้วนนั้น ผู้เรียนต้องฝึก กสิณ ให้คล่องก่อน สามารถทำจิตให้เป็นฌานในกสิณได้ฉับพลันคล่องตัว โดยไม่ต้องตั้งท่า เป็นต้นว่า เตโชกสิณ(กสิณไฟ) หรือ อาโลกกสิณ(กสิณแสงสว่าง) ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดทิพจักขุญาณ ต้องอดทนทรมานกายฝึกกันเป็นเดือน ๆ ปี ๆ ทีเดียว จึงจะได้ และมีจำนวนมากที่พยายามปฏิบัติมานับสิบปี ก็ไม่ได้

เมื่อได้กสิณกองใดกองหนึ่งหรือหลายกองจนคล่องแล้ว ครูอาจารย์จึงจะมาต่อวิชาให้ และการต่อวิชาที่ว่า คือ การแนะนำด้วยถ้อยคำสั้นๆ แล้วให้ไปปฏิบัติเอาเอง ไม่ได้พร่ำชี้แนะกันจนปากเปียกปากแฉะ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อนำไปปฏิบัติแล้ว ผิดถูกขัดข้องอย่างไร อาจารย์จึงจะชี้แนะแก้ไขให้

ดังนั้น วิชาความรู้ทั้งหลาย ทั้งทางโลกและทางธรรม ที่ท่านได้กันมาในสมัยก่อน จึงคงอยู่กับท่าน ไม่มีการขาดวิ่นสูญหายเอาง่ายๆ เหมือนหลายคนในปัจจุบันที่ ดัง ตอนต้นแล้วหรี่ลง ๆ จนถึง ดับ ในบั้นปลาย เพราะโลกียฌานหล่นหาย ต้องพ่ายต่อโลกธรรม ๘ และกิเลสตัณหา

การเจริญ มโนมยิทธิ มีหลายสิบวิธี วิธีเดิมนั้น สามารถรู้เห็นได้ ไปได้ แต่ไม่สามารถจะพูดจะพูดคุยกัน ไม่สามารถตอบคำถามได้ทันที ต่างคนก็ต่างนั่ง แล้วลืมตาขึ้นมาบอกอย่างนั้นอย่างนี้

เพื่อเป็นการตัดความสงสัยนานาประการ เพื่อประหยัดเวลาและเสริมสร้างกำลังใจพุทธบริษัท พระสุธรรมยานเถร หรือหลวงพ่อฤาษี ท่านจึงใช้ แบบพิเศษ มาสอนเป็นแบบที่คนข้างๆ สามารถถามได้พูดคุยได้ เห็นอะไรได้ และแนะนำกันได้ในตัวเสร็จ เป็นวิธี ลัด หรือ ประยุกต์ ท่านบอกว่า “เป็นแบบ วิชชาสาม บวกกับ อภิญญา” อันแก้ไขปัญหาข้อข้องใจในผลการปฏิบัติได้ส่วนหนึ่ง

ฉะนั้น ผู้เขียนจึงขอเรียก มโนมยิทธิ แบบฉบับของ หลวงพ่อฤาษี ท่านว่าเป็น มโนมยิทธิประยุกต์

มโนมยิทธิ ที่ หลวงพ่อฤาษี ประยุกต์ขึ้น ตามแนววิชชาของพระบรมศาสดานั้น ประมวลได้เป็น ๒ แบบ เพื่อความสะดวกรวบรัด และเหมาะกับยุคสมัยกำลังใจของพุทธบริษัท ได้แก่ แบบเต็มกำลัง และ แบบครึ่งกำลัง

แบบเต็มกำลัง บางครั้งเรียกว่า แบบเต็มอัตรา ท่านจะให้ตั้งต้นด้วย ฌาน ๔ ใช้งาน ให้ อทิสสมานกาย ออกจากกายหยาบด้วยกำลังของฌาน ๔ และอาศัยกำลังความสะอาดของจิต โดยการแนะนำอารมณ์วิปัสสนาญาณให้ เพื่อให้รู้เห็นสภาวะพระนิพพานได้ หลวงพ่อเริ่มนำวิธีการนี้มาสอนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ และผู้ที่ฝีกได้ เป็นผู้ที่มีความดี ความสามารถ เคยได้วิชชานี้มาแล้วในอดีตชาติ

แบบครึ่งกำลัง หรือเรียกว่า กึ่งมโนมยิทธิแท้ นั้น ขึ้นต้นด้วยกำลังสมาธิจิต ต่ำมาก แค่ระดับอุปจารสมาธิ เท่านั้น แต่อาศัยกำลังของ ศีล และ วิปัสสนาญาณ อารมณ์คิดตัดกิเลสให้จิตสะอาด สูงมาก เป็นองค์ประกอบสำคัญ และจะต้องให้ครูเข้าไปแนะนำ เป็นรายบุคคล รายกลุ่ม หลวงพ่อท่านเริ่มใช้สอน เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๑ เป็นต้นมา.

 

เหตุบันดาลใจให้ประยุกต์

ดังกล่าวแล้วข้างต้น การปฏิบัติเพื่อให้ได้ทิพจักขุญาณนั้น วิธีเดิมตามพระวิสุทธิมรรค ใช้เวลานานมาก เป็นเดือน ๆ ปี ๆ สำหรับภิกษุก็ไม่มีปัญหาเท่าใด แต่สำหรับญาติโยมพุทธบริษัทที่เป็นฆราวาส หลวงพ่อท่านเล็งเห็นว่า คงเป็นไปได้ยาก เพราะมีภารกิจต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ

ท่านจึงพยายามหาวิธีที่ง่ายที่สุด แต่ได้ผลดีเสมอกัน เพื่อมาแนะนำแก่พุทธบริษัท ท่านใช้เวลาถึง ๒๓ ปี จึงได้พบแนวความรู้ที่ท่านต้องการ และพิสูจน์แล้ว ได้ผลเป็นที่พอใจ

หลวงพ่อฤาษี ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านได้แนวความรู้แบบลัดนี้ มาจากท่าน อาจารย์สุข ซึ่งเป็นฆราวาส ด้วยความบังเอิญ เพราะไม่รู้จักกันมาก่อน หลวงพ่อท่านถูกขอร้องให้เป็นพยานในการท้าทายพิสูจน์กัน ระหว่างอาจารย์สุขและเพื่อนในวงเหล้า ที่เขาไม่เชื่อความสามารถอาจารย์สุข ที่สอนให้คนไปนรกไปสวรรค์ได้ หลวงพ่อสนใจและเห็นว่าแปลกดี เพราะการปฏิบัติแบบนี้ ไม่น่าจะมีเหล้ามาเกี่ยวข้อง และท่านเล่าให้ฟังต่อไปว่า

อาจารย์สุขให้หาดอกไม้ ๓ สี ๓ ดอก ธูป ๓ ดอก เทียนหนัก ๑ บาทมา ๑ เล่ม สตางค์หนึ่งสลึง เป็นค่ายกครู และเหล้า ๑ ขวด อาจารย์สุขกลิ้งครกตำข้าวมาให้เพื่อนท่านนั่งบนครกนั้น ให้หลับตาภาวนาว่า นะมะ พะทะ

อาจารย์สุข พรมน้ำมนต์ให้ แล้วยืนอยู่ใกล้ ๆ เพื่อนคนท้าทาย แล้วภาวนาว่า นะ โม พุท ธา ยะ เป็นการควบคุมอยู่ครู่หนึ่ง ท่านจุดธูปหอม ให้ควันธูปโรยใกล้จมูกเพื่อน เอากระดาษจุดไฟช่วย แสงสว่างส่องไปข้างหน้าเพื่อนของท่าน สักครู่เดียว เพื่อนของท่านเห็นแสงสว่างไปนรกและสวรรค์ได้ ตามคำแนะนำของท่านทุกประการ

เพื่อความสมบูรณ์แบบของประวัติ ผู้เขียนจึงขอคัดลอกคำบอกเล่าของหลวงพ่อ ถึงการแนะนำ ถาม-ตอบ ของท่านอาจารย์สุขและเพื่อน ระหว่างการทดสอบ ให้ท่านผู้สนใจได้รับทราบ ดังนี้.-

อาจารย์สุข:- “สว่างแล้วหรือยัง?”
เพื่อน:-       “สว่างแล้ว”

อาจารย์สุข:- “เห็นแสงขาว ๆ พุ่งลงมามีไหม หรือแสงสว่างพุ่งออกไปมีไหม”
เพื่อน:-       “เห็นแสงสว่าง พุ่งลงมาจากข้างบน”

อาจารย์สุข:- “ถ้าอย่างนั้น ตัดสินใจพุ่งกายไปตามแสงทันที”
เพื่อน:-       “เวลานี้ออกจากกายแล้ว”

อาจารย์สุข:- “ให้ตั้งใจไปนรก”
เพื่อน:-       “เวลานี้ ถึงนรกแล้ว”

เพื่อนอธิบายนรกถูกต้องตามไตรภูมิและตามพระบาลีทุกอย่างได้อย่างน่าทึ่งมาก

เพื่อน:-       “อยากพบคุณปู่ ที่ตายไปแล้ว”
อาจารย์สุข:- “นึกถึงพญายม เชิญท่านมาสงเคราะห์”

เพื่อน:-       “เวลานี้ ท่านพญายม มายืนอยู่ข้าง ๆ แล้ว”
อาจารย์สุข:- “ถามท่านว่า คุณปู่ชื่อ…. ตายไปเมื่อ…. เวลานี้อยู่ในนรกไหม”

เพื่อน:-      “พญายมบอกว่า ในนรกไม่มี คนนี้เมื่อมีชีวิตอยู่มีความดีมาก มีศีล ๕ ครบมานานถึง ๓๐ ปี มีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์จริง และคนนี้มีจิตอยากไปนิพพาน”

อาจารย์สุข:- “ถามท่านพญายมว่า คุณปู่ไปนิพพานหรือยัง?”
เพื่อน:-       “ท่านบอกว่ายัง ไปอยู่สวรรค์ชั้นดุสิตเพราะก่อนตายเป็นพระโสดาบัน”

เพื่อนเกิดสนใจในความประพฤติของพระโสดาบัน จึงถามท่านพญายมต่อและได้รับคำแนะนำจากท่านว่า
“ต้องมีความรู้สึกว่า ชีวิตนี้ต้องตาย ไม่ประมาทในความตาย ต้องเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์จริง มีศีล ๕ บริสุทธิ์ และต้องการจุดเดียว คือ พระนิพพาน ผู้ที่มีความประพฤติอย่างนี้ บาปเก่า ๆ ทั้งหมด จะไม่สามารถลงโทษได้ต่อไปอีก”

เพื่อน:-(ถามพญายม) “อย่างผมนี่จะเป็นพระโสดาบันได้ไหม?”

ท่านพญายม:- “อย่างนี้เป็นไม่ได้ ต้องเป็นสัตว์นรก เพราะโทษจากการกินเหล้า กินเหล้าเฉย ๆ ต้องตกโลหกุมภีนรก ถ้ากินแล้วโกหก ก็มีอีกขุมหนึ่ง กินแล้วทำร้ายคนอื่น ก็มีขุมอื่น ๆ อีก ในยมโลกียนรก ถ้าบาปหนักกว่านี้ ต้องลงนรกขุมใหญ่กว่านี้”

เพื่อน:-         “ถ้าผมปฏิบัติตนอย่างปู่ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ จะไปได้เหมือนปู่ไหม?”

ท่านพญายม:- “ได้ ลืมความชั่วที่เคยทำมาทั้งหมด บาปทุกชนิดที่เคยทำมา เราไม่ทำอีกต่อไป เราต้องการนิพพาน”

ทั้งหมดนี้ ใช้เวลาเกือบชั่วโมง เพื่อนถอนตัวกลับ ลุกขึ้นกราบอาจารย์สุข แล้วเลิกดื่มเหล้า ตั้งแต่บัดนั้น อาจารย์สุขเองก็เลิกดื่มเช่นกัน อาศัยเพื่อนคนนั้นเป็นเหตุ

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น หลวงพ่อฤาษี ท่านสนใจขอศึกษาบ้าง แต่อยากพิสูจน์ก่อน ท่านเห็นคนทอดแหอยู่ ๒ คนจึงเรียกมา และตกลงจ่ายเงินให้เขาคนละ ๒๐ บาท ทดแทนค่าเสียเวลาทอดแห ให้มาทดสอบการเรียนจากอาจารย์สุข ท่ามกลางชุมนุมชนนับสิบคน

เมื่อ ๒ คนนั้น ชำระกาย หาเครื่องบูชามาครบแล้ว อาจารย์สุขเขียน นะ โม พุท ธา ยะ ใส่กระดาษปิดตา แล้วให้นั่งบนครกตำข้าว พร้อมกับให้ภาวนาว่า นะมะ พะทะ ทันที ไม่ถึง ๑๐ นาที ทั้ง ๒ คน บอกว่า “เห็นแสงสว่างพุ่งออกมาแล้ว”
และบอกอาจารย์สุขว่า “อยากรู้ว่า การทอดแห หาปลา โทษจะทำให้ไปไหน”

อาจารย์สุขแนะนำให้ไปสำนักพญายม ถามท่านพญายมได้คำตอบว่า
“ถ้าตายเวลานี้ ต้องตกนรกขุมใหญ่ขุมที่ ๖ แล้วต้องผ่านนรกบริวาร ๔ ขุม มาเข้าขุมที่ ๕ พร้อมนรกบริวารอีก ๔ ขุม ผ่านยมโลกียนรก ต่อไปเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน เธอฆ่าสัตว์เดรัจฉานเท่าไร ต้องเกิดเป็นสัตว์ประเภทนั้นให้เขาฆ่าจนครบตัว ตัวละชาติ แล้วก็เป็นสัตว์พิเศษอีกต่างหาก จึงจะเกิดมาเป็นมนุษย์ง่อยเปลี้ยเสียขา อีกหลายชาติ”

ชายผู้นั้นตกใจมาก กลัวผลของกรรมสนอง อาจารย์สุขจึงให้ถามท่านพญายม ถึงวิธีปฏิบัติให้พ้นบาป ท่านพญายมแนะนำว่า
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอจะดีมีทางไปสวรรค์ ถ้าเธอมีศีลบริสุทธิ์ ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า ไม่ลืมว่าชีวิตจะต้องตาย ตั้งใจเฉพาะว่าเราจะไปนิพพาน”

ชายคนนั้นก้มกราบพญายม แต่กายหยาบที่นั่งอยู่ แสดงอาการอ่อนน้อม ก้มกราบลงด้วย แล้วชายผู้นั้นบอกอาจารย์สุขว่า “อยากไปสวรรค์” อาจารย์สุขจึงให้ลาพญายมแล้วตั้งใจให้นึกถึงพระอินทร์

เมื่อชายผู้นั้นบอกว่า พระอินทร์ท่านมาแล้ว อาจารย์สุขจึงบอกให้ตามท่านไปสวรรค์ และถามท่านว่า “ความดีที่ทำเวลานี้ จะส่งผลให้ไปไหน?” พระอินทร์ท่านบอกว่า “ความดีที่ทำนี้ เป็นฌานสมาบัติ ต้องไปพรหมโลก” แล้วพระอินทร์ ท่านพาไปดูวิมานของเขาที่พรหม ชายผู้นั้นดีใจมาก เห็นร่างกายของตนเองเปลี่ยนไปเป็นพรหมสวยงาม

ก่อนจะเลิก หลวงพ่อท่านอยากพิสูจน์ให้เห็นปัจจุบัน จึงบอกให้ไปดูที่กุฏิของท่านที่วัดบางนมโค (ในตอนนั้น) เขาก็บอกถูกหมดในรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน “ไป ๆ มา ๆ เธอย่องนับสตางค์ในย่ามอาตมาเข้าให้ ประกาศเสียงดังว่า พระคุณเจ้าเวลานี้มีเงินอยู่ ๓๐ บาทเท่านั้นครับ ทุกคนฮากันตึงเลยเพราะเขาพูดถูก” หลวงพ่อฤาษี ท่านเล่าให้ฟัง

หลวงพ่อจึงขอเรียนจากอาจารย์สุข เพราะมั่นใจว่าญาติโยมพุทธบริษัทที่มีกำลังใจ ดีกว่าคนทอดแห คนกินเหล้า ต้องทำได้แน่

นี่คือ ประวัติความเป็นมาดั้งเดิมของ มโนมยิทธิประยุกต์ แบบฉบับของ หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี.

 

หลักสูตรเดิมจากท่านอาจารย์สุข

หลวงพ่อฤาษี ท่านเล่าถึงหลักสูตร ที่ท่านเป็นพระ แต่เรียนจากฆราวาส เช่น อาจารย์สุข โดยไม่ปิดบังว่า หลักสูตรที่ท่านศึกษามานั้น เป็นหลักสูตรของครูหรือผู้ควบคุมการฝึก และเป็นมโนมยิทธิวิธี เต็มอัตราหรือเต็มกำลัง

“ครูต้องท่องอิติปิโส ฯ ทั้ง ๓ ห้องให้ได้ สำหรับทำน้ำมนต์ แต่ก่อนทำน้ำมนต์ ครูต้องพบพระพุทธเจ้าก่อน เพื่อขอกำลังบารมีพระพุทธเจ้า ช่วยทำน้ำมนต์” หลวงพ่อท่านบอกกล่าว

การฝึกตามหลักสูตรเต็มอัตรานั้น จะต้องใช้น้ำมนต์พรมก่อนฝึก คือ พอเริ่มฝึก ครูก็พรมน้ำมนต์ให้กันผีแทรก กันอารมณ์หลง พอประกาศเลิกฝึก ครูก็พรมน้ำมนต์ให้อีกครั้งหนึ่ง

ครูใช้คาถาภาวนาว่า นะ โม พุท ธา ยะ เวลาเอาธูปหอมเข้าไปหาผู้เรียน หรือจะเอาไฟส่องหน้า นั่นคือ อาศัยบารมีพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ช่วยสงเคราะห์ให้เขาสว่างและไปได้

ของบูชาครูต้องมี ได้แก่ ธูป ๓ ดอก เทียนหนัก ๑ บาท ๑ เล่ม ดอกไม้ ๓ สี ๓ ดอก เงิน ๑ สลึง ครูต้องเขียนคำว่า นะ โม พุท ธา ยะ ลงในแผ่นกระดาษ พับเป็นสามเหลี่ยม ให้ผู้เรียนปิดหน้า แล้วให้ผู้เรียนภาวนาด้วยว่า นะมะ พะทะ

พิธีกรรมที่ได้รับการแนะนำจากอาจารย์สุขตามหลักสูตรมีเท่านี้ เป็นการฝึกแบบเต็มกำลัง ถ้าผู้เรียนฌานยังไม่เรียบ (คือฌานยังหยาบอยู่) จะมีอาการเต้นบ้าง มือตบเข่าบ้าง เป็นต้น

หลวงพ่อฤาษี จึงได้นำมโนมยิทธิวิธีนี้ มาสอนแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ ผลปรากฏว่ามีผู้ไปได้มากพอสมควร แต่ว่าส่วนใหญ่ไปได้แค่สวรรค์ และไปนรกก็ได้ โอกาสไปถึงพรหมมีน้อยมาก ยิ่งพระนิพพานด้วยแล้ว มีผู้ไปได้ไม่กี่คนเท่านั้นเอง.

 

มโนมยิทธิประยุกต์แบบเต็มกำลัง

เมื่อหลวงพ่อท่านพิจารณาแล้วเห็นว่า การฝึกแบบนี้ได้ผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ด้วยเหตุใหญ่ที่ว่า กำลังใจ (บารมี) ของญาติโยมพุทธบริษัทนั้นสะอาดไม่พอ จึงไปพรหมและนิพพานกันไม่ได้ ต้องหาวิธีรวบรัดกำลังใจตัดกิเลสให้จงได้ (เฉพาะเวลาฝึก)

ดังนั้นท่านจึงกำหนดให้ผู้เรียนทุกคนต้องสมาทานศีลก่อน ด้วยความเคารพ หลังจากนั้นท่านแนะนำอริยสัจให้เบา ๆ เพื่อให้เข้าใจในทุกข์ เพื่อปล่อยวางอารมณ์หลง ที่สุดให้ตัดสินใจในขณะนั้นอย่างแน่วแน่ว่า “ขึ้นชื่อว่า การเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี เราไม่ต้องการมันอีก เป็นเทวดาหรือพรหมก็สุขชั่วคราว หมดบุญวาสนาบารมี เราอาจพุ่งลงนรกได้ เราไม่ต้องการ เราจะไปนิพพานจุดเดียว”

แล้วให้เอากระดาษที่เขียนคาถา นะ โม พุท ธา ยะ ปิดหน้า ให้ผู้เรียนภาวนาด้วยว่า นะมะ พะทะ ให้ทำกำลังใจไม่ห่วงร่างกาย ไม่สนใจนิวรณ์ ๕ นึกและจดจ่อเฉพาะคำภาวนาและลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าว่า นะ มะ หายใจออกว่า พะทะ

ผลปรากฏว่า วิธีประยุกต์ใหม่แบบเต็มกำลังของหลวงพ่อให้ผลดีมาก มีอาการคล่องตัว เมื่อมีแสงสว่างพุ่งขึ้นมา ทุกคนเห็นพระพุทธเจ้าชัดเจนมาก หลวงพ่อจึงบอกให้ตามพระพุทธเจ้าขึ้นไปถึงนิพพานเพราะกำลังใจตอนนั้นถึงแล้ว สภาพของอทิสสมานกายของทุกคนที่ไปได้ตอนนั้นแพรวพราวหมด สภาพการรู้เห็นแจ่มใสชัดเจนมาก เพราะอาศัยกำลังของฌาน ๔

อย่างไรก็ดี หลวงพ่อฤาษีท่านสอนด้วยมโนมยิทธิวิธีนี้เพียงปีเศษ ๆ เท่านั้น ก็หมดยุค หลังจากปี ๒๕๐๙ เป็นต้นมาจนถึงปี ๒๕๒๑ เวลาถึง ๑๐ ปีเต็ม ไม่มีใครได้อีกเลย

หลวงพ่อท่านสลดใจมากจนไม่อยากจะสอนวิชชามโนมยิทธิต่อไป จะสอนแบบสุกขวิปัสสโกแทน แต่ว่าท่านยังเป็นห่วงสาธุชนจะประมาท ด้วยมีคำสอนเชิงปรามาส ขัดแย้งคำสอนของพระพุทธเจ้ามากมาย จนเกร่อไปทั่ว

นอกจากนี้องค์พระชินสีห์บรมศาสดา ทรงมาแนะนำวิธีการให้หลวงพ่อใหม่ให้สอนต่อไป ไม่ให้เลิกเสีย เพราะท่านบอกว่า การสอนมโนมยิทธิ “เป็นการเตรียมตัวบุคคล เพื่อรับอภิญญาใหญ่ นับแต่นี้ต่อไปอีก ๒๐ ปี อภิญญาใหญ่จะเข้าถึง” (นั้นคือ พ.ศ.๒๕๔๒) ทั้งยังเป็นการสืบต่อความรู้พุทธศาสนาในแนววิชชานี้ มิให้ขาดสายด้วย

วิธีการสอนแบบใหม่ พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้ทำทิพจักขุญาณให้ได้ก่อน โดยอาศัยกำลังของวิชชาสามระดับอุปจารสมาธิ แล้วจึงสอนให้เข้าใจเรื่องอริยสัจและวิปัสสนาญาณ

รวมความว่า วิธีประยุกต์ใหม่อีกขั้นหนึ่งนี้ เป็นแบบครื่งกำลังหรือกึ่งมโนมยิทธิแท้ และหลวงพ่อฤาษีประยุกต์ขึ้น ตามคำแนะนำขององค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ ซื่งท่านได้แนะนำสั่งสอนบรรดาลูกหลานพุทธบริษัท เรื่อยมาจนบัดนี้.

 

มโนมยิทธิประยุกต์ แบบครึ่งกำลัง

ด้วยความห่วงใยและเมตตาแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท ดังกล่าวข้างต้น หลวงพ่อฤาษี ท่านจึงได้ประยุกต์วิธี แบบครึ่งกำลัง ขึ้นมาให้เหมาะกับ ยุคสมัยที่ผู้คนส่วนใหญ่มีปัญญาและสัญญาทรามลง กำลังใจยังต่ำอยู่ ซึ่งอาศัยวิธีแบบเต็มกำลังไม่ได้ผล และถึงแม้ว่าท่านจะคิดวิธีลัดแบบนี้ให้แล้ว คนยุคนี้ที่ขาดศรัทธาและหย่อนในอิทธิบาท ๔ ก็ยังปฏิบัติกันไม่ได้อยู่มากเหมือนกัน

วิธีการประยุกต์ แบบครึ่งกำลัง นั้น ท่านลดกำลังส่วนหน้าลงมาเหลือเพียงแค่ระดับอุปจารสมาธิ แล้วใช้อารมณ์วิปัสสนาญาณเข้าช่วย เพื่อให้เกิดทิพจักขุญาณก่อน ตามคำแนะนำที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสอน

ด้วยเหตุที่ว่า กำลังใจ คือ บารมีของคน อ่อนลงมาก อ่อนทั้งในศรัทธา ความเชื่อในความดีของพระศาสนา และอ่อนในบารมี คือ ความดีทั้งใน ทาน ศีล ภาวนา ดังกล่าวแล้ว เมื่อได้ประยุกต์ให้เข้ากับสมัยแล้ว วิชชามโนมยิทธิ ตามหลักสูตรปรับปรุงใหม่นี้ ก็เป็น กึ่งมโนมยิทธิแท้ คือเป็น กึ่งอภิญญา แต่ไม่ใช่อภิญญาแท้ ผนวกเข้ากับหลักสูตรของ วิชชาสาม และใช้กำลังสมาธิระดับ อุปจารสมาธิ เท่านั้น อาศัย วิปัสสนาญาณ ความสะอาดของจิตมาส่งเสริม ให้รู้เห็นได้ชัดเจนแจ่มใส

นั่นคือ เป็น “สมาธิจิตที่เนื่องด้วยวิชชาสาม และ อภิญญา โดยอาศัยวิปัสสนาญาณ เพื่อทำทิพจักขุญาณให้เกิด”

กล่าวอีกนัยหนึ่ง “การรู้เห็นของบุคคลใดด้วยจิต ต้องอาศัยกำลังสมาธิของผู้นั้น แต่ความชัดเจนของการรู้เห็นนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังของวิปัสสนาญาณ อำนาจในการตัดกิเลส หรือการทำจิตให้สะอาด บริสุทธิ์ ของบุคคลผู้นั้นเอง”

การสอนแบบประยุกต์ครึ่งกำลังนี้ ต้องอาศัย ครู เข้าไปชี้แนะเมื่อจิตสงบถึงอุปจารสมาธิได้แล้ว ฉะนั้น ครู จึงมีบทบาทสำคัญ อันเป็นนัยต่อการสอนแบบนี้ แม้จะเป็นคนละความหมายกับ ครู ผู้ควบคุมการฝึกตามนัยแห่งหลักสูตรของอาจารย์สุข

ประการสำคัญ ใคร่ขอให้บรรดาท่านพุทธบริษัทระลึกไว้ด้วยว่า ครูไม่มีความสามารถ และไม่มีอำนาจในการสะกดจิตของผู้ใด หรือช่วยให้ใคร รู้เห็น ไม่รู้ไม่เห็น ในวิชชาของพระพุทธเจ้า.

 

การเตรียมตัวฝึก

วิธีการฝึก มโนมยิทธิ ไม่ยากและไม่ง่าย คือ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย แล้วแต่กำลังใจ หรือ ความดี ความสามารถของท่านผู้เรียนเอง นั่นคือ ท่านจะต้องมี ความพร้อม อันเป็นพื้นฐานความดี ๕ ประการ เพื่อจักทำทิพจักขุญาณให้เกิด ดังต่อไปนี้

ประการแรก ต้องมี ศีลบริสุทธิ์ สำหรับฆราวาส ต้องอาศัยกำลังของศีล ๕ เป็นอย่างน้อย ถ้าศีล ๕ ไม่บริสุทธิ์ ท่านจะฝึกไม่สำเร็จ สำหรับพระภิกษุ สามเณร ชี กับ ผ้าขาว ก็ต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ตามบทบัญญัติในพระธรรมวินัยให้ครบถ้วน

ขอทบทวนความจำของท่านว่า ศีล ๕ ประการอันควรละเว้น ได้แก่
ไม่ฆ่าสัตว์ และไม่ทรมานสัตว์
ไม่ยึดถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่ให้ และไม่คดโกงเขา
ไม่ล่วงประเวณีในบุตร ภริยา สามี หรือบริวารของผู้อื่น
ไม่พูดวาจาไม่จริง ใส่ร้าย ป้ายสีให้เขาเสียประโยชน์
ไม่ดื่มสุราเมรัย ของมึนเมา ยาเสพติดให้โทษ

การมีศีลบริสุทธิ์นั้น ใคร่ขอย้ำว่า
ต้องไม่ละเมิดศีลด้วยตนเอง
ไม่แนะนำให้ผู้อื่นทำลายศีล
และไม่ยินดีเมื่อผู้อื่นทำลายศีลแล้ว

สำหรับบางท่านที่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการฆ่าสัตว์ เช่น เป็นชาวประมง ถ้าเลิกไม่ได้ เลี่ยงไม่ได้ ก่อนจะฝึก ต้องเลิกคิดถึงการงานที่ทำ มุ่งเหตุเฉพาะหน้า คือ ตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ขณะขอรับการฝึก หรือขณะฝึกด้วยตนเอง ไม่สนใจอดีตและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง อย่างนี้พอจะมีผลบ้างตามสมควร

ประการที่ ๒ ต้องมี พรหมวิหารธรรม ประจำใจเป็นปกติ คือ มี
เมตตา   ความรัก
กรุณา   ความสงสาร
มุทิตา   ยินดีในความดีของผู้อื่น
อุเบกขา วางเฉยในสิ่งเหลือวิสัยของเรา

การฝึกใจให้มีเมตตา กรุณา จะช่วยเกื้อหนุนให้เรารักษาศีล ๕ ได้ครบถ้วนโดยง่าย ทั้งยังเป็นปัจจัยให้ลดโทสะ โลภะ และโมหะ ลงได้ตามอัตภาพแห่งตนอีกด้วย

ประการที่ ๓ ต้อง ไม่มี นิวรณ์ ๕
คือ กิเลสหยาบในใจของท่าน ถ้าละเป็นปกติไม่ได้ ต้องงดให้ได้ขณะที่จะปฏิบัติหรือกำลังขอรับการฝึกอยู่ มิฉะนั้นการปฏิบัติจะไร้ผล เพราะจิตไม่สะอาดพอ การรู้เห็นจึงไม่มี เพราะว่า การฝึกนี้มุ่งที่การฝึกจิต มิใช่ฝึกกาย

นิวรณ์ ๕ อันควรละ ได้แก่
กามฉันทะ        ความรักระหว่างเพศ
ปฏิฆะ             ความหงุดหงิดอาฆาตพยาบาท
ถีนมิทธะ          ความง่วงเหงาเกียจคร้าน
อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านของจิต
วิจิกิจฉา           ความสงสัยในผลของการปฏิบัติ

นิวรณ์นั้นผู้ที่จะละ ๒ ข้อต้นได้โดยเด็ดขาด ต้องเป็นพระอนาคามี และถ้าละ ๓ ข้อหลังได้โดยเด็ดขาดด้วย (ทั้ง ๕ ข้อ) ก็ต้องเป็นพระอรหันต์แล้ว ทีนี้ในเมื่อท่านยังเป็นปุถุชน คนมีกิเลสอยู่ ถ้ามีศรัทธา จะเจริญพระกรรมฐานในหมวดวิชชานี้ ท่านต้องระงับนิวรณ์ให้ได้ทั้ง ๕ ประการ เป็นการชั่วคราวระหว่างเวลาการปฏิบัติ

ประการที่ ๔ ต้องมี ศรัทธา ศรัทธาในที่นี้ หมายถึง
๑.ความเชื่อในความดีและผลของการปฏิบัติ
๒.ยอมรับนับถือความดีและคำสอนขององค์สมเด็จพระบรมครูและพระอริยสงฆ์
๓.เชื่อและพิจารณาตามคำสอน
๔.เชื่อมั่นในตนเองและความรู้สึกครั้งแรกของตนขณะปฏิบัติ

ประการที่ ๕ ต้องมี อิทธิบาท ๔
และสามารถควบคุมกำลังใจของตน ให้กระทำจริง ปฏิบัติจริง เพื่อให้ได้ มโนมยิทธิ หรือ ทิพจักขุญาณ อิทธิบาท ๔ ได้แก่
ฉันทะ   ความพอใจในการปฏิบัติที่กำลังทำอยู่
วิริยะ   มีความพยายามและเข้าใจตามความเป็นจริงว่า การทำงานทุกอย่างทั้งทางโลกและทางธรรมต้องมีอุปสรรค เราต้องอาศัยความเพียรต่อสู้ ไม่ท้อถอย จนกว่าชนะได้
จิตตะ   เอาใจใส่ในวิชาความรู้ที่เราได้แล้วหรือพึงได้และกระทำต่อเนื่อง ไม่ละเลย ให้ยืดเยื้อ หลงลืม
วิมังสา ใช้ปัญญาพิจารณา ด้วยความมีเหตุ มีผล ใช้สัญญา คือ ความจำประกอบ ในการหาเหตุผล ใคร่ครวญ แล้วสลัดความโง่ทิ้งไปเสีย

ขณะตั้งใจปฏิบัติธรรม ให้ตัดความกังวล วางความห่วงใยในธุรกิจ การงาน ในทรัพย์ ในบุคคลไว้ชั่วคราว เฉพาะเวลาที่จะทำกรรมฐาน ต่อจากนั้น ต้องรู้จักควบคุมกำลังใจ วางอารมณ์ให้ตรงจุด จิตไม่ฟุ้งซ่าน ให้จิตสบาย ๆ ไม่เครียด รู้จักจับลมหายใจเข้าออก รู้จักคำภาวนา และรู้จักภาวนา เป็นต้น.

 

การสมาทานพระกรรมฐาน

ถ้าจะปฏิบัติให้ต้องตามแบบแผนจริง ๆ ท่านจะต้องมีของบูชาครู คือ พระพุทธเจ้า ให้พร้อมด้วย ได้แก่ เงินไม่น้อยกว่า ๑ สลึง ธูป ๓ ดอก เทียนหนักบาท ๑ เล่ม และ ดอกไม้ ๓ สี ๓ ดอก

สำหรับผู้ที่ฝึกครึ่งกำลัง ถ้าไม่สะดวกจะหาของเหล่านี้มา เช่น ดอกไม้ไม่ครบ ๓ สี ท่านอนุโลม ให้เป็นกี่สี กี่ดอกก็ได้ และสำหรับท่านที่ไม่สามารถจะหาดอกไม้ธูปเทียนได้ แต่พอมีเงินบ้าง สามารถใช้เงินในอัตราพอสมควร อธิษฐานบูชาครู แทนดอกไม้ธูปเทียนได้ เงินบูชาครูนี้ ห้ามนำไปใช้ส่วนตัวอีก ต้องนำไปถวายพระให้เป็นสังฆทานทั้งหมด

ถ้าท่านไปขอรับการฝึก ที่วัดท่าซุง หรือ ที่บ้าน พล.อ.ท.ม.ร.ว.เสริม สุขสวัสดิ์ ซอยสายลม (พหลโยธินซอย ๘)โทร ๐๒-๖๑๖-๗๑๗๗ ในวันเสาร์-อาทิตย์ต้นเดือน ที่หลวงพ่อฤาษีท่านมาสอนพระกรรมฐานนั้น ดอกไม้ธูปเทียนบูชาครู มีไว้ให้ท่านแล้ว โดยผู้มีจิตศรัทธาใจกุศลจัดถวายแด่หลวงพ่อฤาษี เพียงแต่ท่านเตรียมเงินมาผาติกรรม หรือจ่ายทดแทนให้แก่สงฆ์ตามสมควรแก่ราคาเท่านั้น

เมื่อเตรียมใจและกาย ของบูชาครูแล้ว ให้เข้าประจำที่ ณ สถานที่ที่จัดไว้ ก่อนรับการฝึก หรือก่อนลงมือปฏิบัติ ในกรณีที่ท่านฝึกเองที่บ้าน ขั้นต้น ท่านต้องมีการบูชาพระรัตนตรัยก่อน ต่อไป ควรกล่าวคำขอขมาพระรัตนตรัย แล้วจึงสมาทานศีล และสมาทานพระกรรมฐาน ตามลำดับขั้นตอน ดังนี้

 

คำบูชาพระรัตนตรัย

        โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
        สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม
        สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

        ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง
        อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ
        สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ
        ปัจฉิมา ชะนะตา นุกัมปะมานะสา
        อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะ ภูเต ปะฏิคคัณหาตุ
        อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ

        อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)
        สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)
        สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)

        คำแปล

        พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงเป็นพระอรหันต์ และเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ
        พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคองค์ใด แสดงไว้ดีแล้ว
        พระสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใดเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว
        พวกเราขอบูชาเฉพาะซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
        กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ด้วยเครื่องสักการะเหล่านี้

        พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น แม้จะปรินิพพานไปนานแล้วก็ตาม
        แต่ก็ได้ทรงบำเพ็ญพุทธกิจเพื่ออนุเคราะห์แก่คนผู้เกิดมาในภายหลัง
        ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงรับเครื่องสักการะ
        อันถือเสมือนเครื่องบรรณาการของคนยากไร้เหล่านี้ด้วย
        ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่พวกเราทั้งหลายสิ้นกาลนาน

        พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง
        ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
        ข้าพเจ้าขออภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

        พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว…
        ข้าพเจ้าขอนมัสการพระธรรม

        พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว…
        ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อพระสงฆ์.

 

คำขอขมาพระรัตนตรัย

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต

ท่านสาธุชนที่ไม่ถนัดบาลี จะนึกหรือกล่าวเป็นภาษาไทย ตามแบบฉบับที่หลวงพ่อฤาษี ท่านเคยแนะนำไว้ อาจสะดวกใจกว่า ดังนี้

“ข้าแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากข้าพระพุทธเจ้า เคยประมาทพลาดพลั้งต่อพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ก็ดี พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทุก ๆ องค์ก็ดี ตั้งแต่ในอดีตชาต มาถึงปัจจุบันนี้ ด้วยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี หรือทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี

ขอองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้โปรดงดโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าข้าพระพุทธเจ้าจะเข้าสู่พระนิพพานเทอญ”

หรือท่านใด จะกล่าวคำขอขมาทั้งภาษาไทยและภาษาบาลีด้วย เพื่อความมั่นใจของตนยิ่ง ๆ ขึ้น ก็ได้เช่นกัน ประการสำคัญ ท่านต้องกล่าวด้วยความเคารพ.

 

การสมาทานศีล

ท่านสาธุชน ทุกครั้งหลังบูชาพระ และก่อนจะสมาทานพระกรรมฐาน พระท่านจะให้สมาทานศีลก่อน จะเป็นศีล ๕ ศีล ๘ ก็แล้วแต่ โดยปกติแล้ว ถ้าฝึกที่วัด หลวงพ่อฤาษีท่าน จะให้สมาทานศีล ๘ บางครั้งเพียงศีล ๕

อย่างไรก็ดี การสมาทานศีลนั้น ข้อสำคัญอยู่ที่ ต้องสมาทานด้วยความเคารพ และตั้งใจปฏิบัติด้วยความจริงใจ ผู้ที่คิดว่าตนรักษาได้เฉพาะศีล ๕ ศีล ๘ นั้นเกินกำลังของตน เมื่อพระท่านให้ศีล ๘ ท่านก็ไม่ต้องกังวล รับศีล ๘ เต็มอัตรา ตั้งใจรักษาขณะทำกรรมฐานไว้ก่อน พอเลิกแล้ว หลังจากนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ท่านจะลดลงมารักษาแค่ศีล ๕ ก็ได้ ไม่ถือว่าเป็นการผิดสัจจะวาจาแต่อย่างใด

นอกจากนี้ กำลังของศีล จะช่วยให้ท่านมี ทิพจักขุญาณ แจ่มใสขึ้นด้วย ศีล มีผลต่อการปฏิบัติกรรมฐาน อย่างสำคัญทีเดียว

ขอยกตัวอย่าง ขาดศีลข้อปาณาติบาต สัก ๑ เรื่องว่า

มีอยู่คนหนึ่งที่ข้าพเจ้ารู้จัก เธอเลี้ยงสุนัขกี่ตัว ๆ ก็มีหมัดเกาะกินมากมาย หมัดกระจายทั่วบ้าน แม้กระทั่งห้องนอนของเธอ เธอจัดการแคะไค้ จับออกมากวาดต้อนสัปดาห์ละหน รวมกันได้คราวละร้อย ๆ ตัว แล้วเธอก็ประชุมเพลิง เอาไฟเผาจนตาย อย่างนี้เป็นประจำ เธอเกลียดและไม่อยากให้แพร่ลูกหลานต่อไป

ต่อมา เธอตามผู้ใหญ่ไปภาวนาบ้าง ณ สำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง เธอเล่าว่า วันหนึ่งพอจิตสงบ(ถึงอุปจารสมาธิ) เธอเห็นหมัดนับหมื่น ๆ ตัว ลอยมารอบตัวเธอเป็นแพเต็มไปหมด น่าเกลียดน่าขยะแขยง ตัวแดง ๆ ทั้งนั้น เธอตกใจกลัวมาก หลายวันต่อมา เธอพยายามทำใจกล้า นั่งสมาธิใหม่ คราวนี้รู้สึกเห็นไฟลุกโพลงจะไหม้ตัวเธอ เธอร้อนและกลัวมากจนทนไม่ไหว แทบกระโจนหนีตกศาลา

นี่กรรมปาณาติบาต ทันตาเห็น มาขวางกั้น ขณะที่เธอจะทำความดีขั้นปรมัตถ์

เรื่องของศีลก็มีความสำคัญดังนี้ ฉะนั้น ถ้าท่านฝึกเองที่บ้าน ไม่มีพระสงฆ์มาสมาทาน(บอกศีล)ให้ ท่านตั้งจิตคิดขอรับจากพระพุทธรูปของท่านก็ได้ ไม่ต้องลำบากกายไปนิมนต์พระสงฆ์มาบอกศีลให้ท่านอีก เพราะท่านเองก็รู้แล้วว่า ศีล ๕ ข้อมีอะไรบ้าง

ขอเพียงท่านตั้งสัจจาธิษฐาน ขอรับเอามาปฏิบัติเพื่อ การเว้น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป กุศลใหญ่ก็บังเกิดขึ้นแล้ว ศีล อยู่ที่ การละ การเว้น มิได้อยู่ที่ การขอ การสมาทาน แต่อย่างใด.

 

คำสมาทานพระกรรมฐาน

        นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
        นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
        นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

        อิมาหัง ภะคะวา อัตตะ ภาวัง ตุมหากัง ปริจจะชามิ

“ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงพ่อปานวัดบางนมโค เป็นที่สุด ขอได้โปรดยกจิตของข้าพเจ้า ขึ้นสู่ภาวะพระกรรมฐานทั้ง ๔๐ ทัศ พระปิติทั้ง ๕ และวิปัสสนาญาณทั้ง ๙

ขอพระกรรมฐานทั้ง ๔๐ ทัศ พระปิติทั้ง ๕ และวิปัสสนาญาณทั้ง ๙ จงมาบังเกิดปรากฏในกายทวาร ในวจีทวาร ในมโนทวาร ของข้าพระพุทธเจ้า ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด

ขอได้โปรดยกจิตของข้าพเจ้า ขึ้นสู่ภาวะแห่งเมฆจิต สามารถกำหนดจิต รู้ภาวะการณ์ต่างๆ ทั้งเหตุ ผล อดีต อนาคต และปัจจุบันได้ทุกขณะจิตที่ปรารถนาจะรู้ เมื่อรู้แล้ว ขอให้เห็นภาพนั้นได้ชัดเจนแจ่มใส และพยากรณ์ได้ตามความเป็นจริงทุกประการ เหตุใดที่จะพึงบังเกิดแก่ข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าได้รู้เหตุนั้นได้ โดยไม่ต้องกำหนดจิตแม้แต่ประการใด ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด”.

 

การฝึกที่ต้องมีครูชี้แนะ

การฝึกแบบนี้ เมื่อสมาทานพระกรรมฐานแล้ว หรือก่อนเริ่มการปฏิบัติ หลวงพ่อฤาษี ท่านจะให้ธรรมะ (ที่บางท่านอาจจะเรียกว่าเทศน์) เป็นแนวทางปฏิบัติ ให้ทุกคนเข้าใจเสียก่อนประมาณ ๑๐ นาที สำหรับบางทีหรือบางครั้งที่หลวงพ่อท่านไม่ว่าง ก็อาศัย เทปคำสอน ของหลวงพ่อท่านมาเปิด ให้ผู้ตั้งใจปฏิบัติได้รับฟังแทน ทั้งแบบประยุกต์เต็มกำลังและครึ่งกำลัง

การฝึกแบบนี้ หลวงพ่อท่านจัดให้ ครู เข้าไปแนะนำตามหลักสูตรประยุกต์ เพื่อหวังผลรวบรัด ช่วยให้ผู้เรียน ปฏิบัติได้ผลเร็ว ท่านบอกว่า ถ้าให้ปฏิบัติเอง ของบางคนใช้เวลาตั้ง ๒๐ ปี ก็ยังไม่ได้

ข้อแตกต่าง ระหว่างการไปหรือการรู้เห็น แบบครึ่งกำลัง และ เต็มกำลัง นั้น ท่านบอกว่า การไปแบบครึ่งกำลัง คล้าย ๆ กับไปในเวลากลางคืน มืดบ้าง สว่างบ้าง ไม่แน่นอน ส่วน การไปแบบเต็มกำลัง นั้น เหมือนกับ ตัวเราไปเอง เห็นชัดมาก

ข้อที่เหมือนกัน ก็คือว่า จิตยังเชื่อมโยงกับประสาทอยู่ตามเดิม ร่างกายยังรู้ตัวอยู่ พูดได้รู้เรื่อง และโต้ตอบกันได้.

 

การฝึกแบบครึ่งกำลัง

หลังจากได้รับฟังการแนะนำเพื่อการฝึกมโนมยิทธิ จากหลวงพ่อฤาษี (หรือจากเทปคำสอนของท่าน) ประมาณ ๑๐ นาทีแล้ว ผู้ขอรับการฝึกตั้งใจภาวนาว่า นะมะ พะทะ เท่านั้น หายใจเข้าว่า นะมะ หายใจออกว่า พะทะ เวลาภาวนา ให้จิตจดจ่อที่คำภาวนาเฉย ๆ และรู้ลมหายใจเข้าออกด้วย รู้คำภาวนา นะมะ พะทะ ด้วย ประมาณ ๑๐ นาที หรือจนกว่าจิตสงบ

ขณะภาวนา พยายามอย่าให้ขัดกันกับลมหายใจ ปล่อยอารมณ์ตามสบาย อย่าให้เหนื่อย ถ้าภาวนาช้าเกินไปก็จะเหนื่อย ถ้าภาวนาเร็วเกินไปก็จะเหนื่อย ถ้ารู้สึกว่าจังหวะใดไม่เหมาะ ก็เปลี่ยนจังหวะเสียใหม่ ให้รู้ลมหายใจเข้าออกแบบสบาย ๆ จิตต้องไม่อยากรู้อยากเห็นอะไรทั้งหมด ขณะนี้ ซึ่งเป็นระยะที่รวบรวมกำลังใจให้เป็นสมาธิมั่นคง เพื่อให้อภิญญาเกิดในจิตได้ต่อไป

เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิมั่นคงแล้ว ครูก็จะเข้าไปแนะนำซักซ้อมความเข้าใจและซักถามต่อไป ขณะที่ครูเข้าไปแนะนำใครหรือกลุ่มใด ให้กลุ่มนั้นเลิกภาวนา เลิกกำหนดลมหายใจ ปล่อยอารมณ์สบาย ๆ ตั้งใจคิดและฟังคำแนะนำของครู

ครูจะแนะนำเรื่องขันธ์ ๕ ทุกข์ ไตรลักษณ์ เป็นต้น เพื่อให้ผู้เรียน ตัดความห่วงใยในร่างกาย รู้และยอมรับความเป็นจริง ฉะนั้น เมื่อครูแนะนำ ซักซ้อม จิตใจของเราต้องน้อมตามไปหาความเป็นจริง ถ้าอารมณ์ของเราตัดไม่ออก ท่านบอกว่า อภิญญาก็ดึงใจเราออกไม่ได้

ผู้เรียนต้องน้อมใจไปตามคำสอนให้เห็นทุกข์ ตั้งใจตัดกิเลส ถ้าตัดกิเลสได้ดี จิตสะอาดมาก จิตจะรับภาพแจ่มใสคล้ายเห็นภาพในทีวีสี ถ้าจิตวางกิเลสได้(เฉพาะเวลา) อย่างกลาง ๆ จิตจะเห็นภาพไม่ชัดเจนนัก ถ้าจิตสะอาดน้อย จะมีแต่ความรู้สึก แต่เห็นภาพไม่ชัด หรือไม่เห็นเลย

ถ้าไม่เห็นภาพ หรือเห็นไม่ชัดเจน ก็ต้องบอกครู ครูจะแนะนำในการตัดกิเลสอีกครั้งหนึ่ง ถ้ายังไม่เห็นภาพอีก นั่นแสดงว่าจิตของท่านเลวเกินไป ไม่ยอมละวางกิเลสแม้ชั่วขณะจิตเดียว อย่างนี้ท่านให้เลิกสอน

ครูจะถามคำถาม ๒ ครั้ง ถ้ายังอ้ำอึ้งไม่ยอมตอบตามความรู้สึกครั้งแรก มัวแต่ลังเลสงสัย ท่านให้ครูผ่านเลยไป ไม่ต้องแนะนำกันอีก เพราะมีนิวรณ์ ๕ มีวิจิกิจฉาเต็มขั้น เสียเวลาเปล่าทั้งครูและผู้เรียน

ทีนี้ เมื่อครูเห็นว่า ผู้เรียนเข้าใจตามความเป็นจริงได้ จิตสะอาดแล้ว ครูจะสอบถามความรู้สึก สัมผัส หรือ การเห็น ของผู้เรียนต่อไป หน้าที่ของผู้เรียน จะต้องตอบตามที่รู้สึกหรือเห็นในครั้งแรก ทันที อย่าลังเล อย่าสงสัย

รู้สึกอย่างไร ตอบไปอย่างนั้น อย่าอ้ำอึ้ง อย่าอาย อย่ากลัวคนอื่นหัวเราะเยาะ เพราะไม่มีใครเก่ง ใครดีกว่าใคร นอกจากนี้ คำตอบจากความรู้สึกของแต่ละคนอาจเหมือนกัน หรือไม่เหมือนกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบหลายอย่าง

ขณะที่เราปฏิบัติกรรมฐาน จิตเราเป็นทิพย์ จงตอบตามความรู้สึกของจิตได้เลย ต้องมีความกล้าตอบ หลวงพ่อฤาษี ท่านเคยกล่าวเสมอว่า “ยิ่งตอบ การรู้เห็นยิ่งชัดเจนแจ่มใสมากยิ่งขึ้น”

ดังนั้น ท่านจงอย่ากลัวว่าเวลาอ้าปากพูด หรือขยับตัวแล้ว จะตกจากฌาน หรือภาพที่รู้เห็นจะหายไป สมาธิจะหด ไม่ใช่เป็นแบบนั้น ขอยืนยันได้ ต่อให้ท่านตอบเสียงดังขบขันหัวเราะเฮฮา ในสิ่งที่ท่านพบเห็นขณะปฏิบัติกรรมฐาน การใช้ญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามแบบวิธีของหลวงพ่อฤาษีสอน ท่านจะไม่มีวันตกจากฌานเด็ดขาด ดีกว่าการนั่งเฉย ๆ อมภูมิไว้ไม่ตอบครู พวกเราหลายคนพิสูจน์กันมาแล้ว

สำหรับคำภาวนา ขออธิบายแก่ผู้ที่ชอบกังขา ว่าต้องใช้ นะมะ พะทะ เท่านั้น ถ้าจะฝึกตามหลักสูตร มโนมยิทธิ ตามที่พระอาจารย์กำหนดไว้

เหมือนกับท่านที่จะฝึกวิชชา ธรรมกาย ต้องใช้คำภาวนาว่า สัมมา อะระหัง ใครทำตัว “หัวล้านนอกครู” หรือฉลาดรู้ดีเกินครู จะไม่ประสบผลจากการปฏิบัติเลย

ขั้นต่อไป เมื่อจิตของท่านสะอาด ตามกำลังความสามารถในการตัดกิเลสของท่านเองแล้ว ครูจะแนะนำวิธีทำทิพจักขุญาณให้เกิดก่อน ให้เอาจิตหรืออทิสสมานกาย ออกไป รับสัมผัสบุคคล รู้เห็น ท่องเที่ยวไปในบางสถานที่ เช่น ดาวดึงสเทวโลก พระจุฬามณีเจดียสถาน พระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ แดนพระนิพพาน เป็นต้น ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับกำลังความสามารถของผู้เรียนเอง และเวลาเพียงพอหรือไม่

เมื่อได้ขั้นต้น คือ ทำทิพจักขุญาณแล้ว ครั้งต่อไป ครูจะแนะนำ ความรู้พิเศษ และนำท่องเที่ยวในภพต่าง ๆ ดินแดนต่าง ๆ เพื่อซักซ้อมให้คล่องตัว ชมสวรรค์ทุกชั้น พรหมโลก แดนพระนิพพาน นรก เปรต อสุรกาย ดวงดาวต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งสนุกสนานเพลิดเพลิน ได้ความรู้จริงมากมาย เกินกว่าในตำราหรือวิทยาการสมัยใหม่ จะรู้ได้

ท่านที่มีความคล่องตัวในทิพจักขุญาณดีแล้ว ครูจะแนะนำ ญาณ ต่างๆ ต่อไปอีก ๗ อย่าง ดังจะได้กล่าวต่อไป.

 

ครูฝึก

เพื่อความสมบูรณ์แบบของหนังสือนี้ ผู้เขียนขอกล่าวถึง “ครู” ไว้สักเล็กน้อยด้วย ครู ในที่นี้ มิได้หมายถึง หลวงพ่อฤาษี ต้นตำรับผู้นำวิชชามโนมยิทธิประยุกต์ มาสอนลูกหลานพุทธบริษัท และไม่ได้หมายถึง ผู้ควบคุมการฝึกตามวิธีเดิม

แต่หมายถึง ผู้ที่เคยเรียน และฝึกได้ในมโนมยิทธิแล้ว มีทิพจักขุญาณ หรือคล่องในญาณ ๘ และได้รับอนุญาตจากหลวงพ่อ ให้เป็น “ผู้แนะนำ” ให้ผู้อื่นรุ่นหลังต่อไปได้ และยังมี ผู้ที่ไม่ค่อยคล่อง อีกมาก ที่อยากเป็นครูเขาด้วย

“ใครที่ฝึกได้แล้ว อนุญาตให้แนะนำกันต่อ ๆ ไปได้” หลวงพ่อฤาษี ท่านกล่าวอย่างนี้บ่อย ๆ ดังนั้น วิชชานี้ของท่านจึงไม่มีการหวงห้าม จำกัดเขตแต่อย่างใด

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้เขียนจึงขอกล่าวถึง ครู และบทบาทของครูไว้ด้วย เพราะ ครู นับเป็นส่วนสำคัญในการสอนการฝึกมโนมยิทธิประยุกต์

ครู ต้องมีความดีเฉพาะตัว มีความสามารถในการแนะนำ คนที่เรียนเก่งไม่แน่เสมอไปว่าจะเป็นครูที่ดี มีความสามารถในการถ่ายทอด วิชาความรู้ หรือแนะนำให้แก่ผู้เรียนได้เสมอไป ใช่ไหม?

ครู ในหน้าที่ตามหลักสูตร มโนมยิทธิ นั้น เป็นเพียงผู้แนะนำผู้เรียนให้รู้จักทุกข์ รู้จักอริยสัจ รู้จักละสังโยชน์ โดยเฉพาะข้อต้นคือ สักกายทิฐิ และ แนะนำวิธีปรับอารมณ์ใจของผู้เรียนให้ตรงจุด ให้รู้จักทำจิตให้สะอาดอย่างชั่วคราว ขณะรับการฝึก หรือแบบถาวรถ้ากำลังใจผู้เรียนถึงขั้นปรมัตถ์

ครู จะเป็นเพียงผู้ติดตามดูจิตของผู้เรียน ดูว่ามีกำลังความดีส่วนไหนบ้างของผู้เรียน พอจะนำมาแนะนำช่วยในการฝึกของผู้เรียน ให้ได้ผลรวดเร็วบ้าง เพราะแต่ละคนมีจริตจริยาและความดี การสร้างบารมีมาไม่เหมือนกัน

ครู ไม่มีอำนาจ หน้าที่สะกดจิตผู้เรียน และไม่สามารถช่วยใครให้เห็นให้ได้ทิพจักขุญาณ หรือกลั่นแกล้งไม่ให้รู้เห็น แม้องค์สมเด็จบรมศาสดา “พระอาจารย์ใหญ่” เจ้าของวิชชาทั้งปวง พระองค์ท่านยังไม่ทรงกระทำ ทรงแนะนำว่า “อักขาตาโร ตถาคตา” เราตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอก

ฉะนั้น ครู จึงมีหน้าที่เพียงแนะนำบอกกล่าว ตามที่องค์สมเด็จบรมครูทรงสอนไว้ ให้ตรงจุด เฉพาะกลุ่ม เฉพาะบุคคลเท่านั้น ใครจะได้หรือไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่และความสามารถของผู้เรียนเอง

ขอย้ำอีกครั้งว่า “การจะทำได้แค่ไหนหรือไม่ได้ ทิพจักขุญาณแจ่มใสหรือไม่เพียงใด ล้วนแต่ความบริสุทธิ์ และความสะอาดของจิตผู้เรียนเองเป็นสำคัญ”

อย่างไรก็ดี ครู ที่ดีที่ช่วยแนะนำผู้เรียนกรรมฐานหมวด มโนมยิทธิ ได้ผลนั้น ในทัศนะของผู้เขียน ครูจะต้องสามารถ รู้วาระจิต ความคิดคำนึงของผู้เรียน และ รู้เห็น ได้ด้วยว่า ศิษย์ผู้นั้น รู้เห็นอะไร แบบไหน ระหว่างการแนะนำหรือสอนอยู่ ถ้าครูเอง ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่คล่อง หรือถนัดแบบสุกขวิปัสสโก จำมาจากตำรา ตามเขาว่า เคยอ่านมามาก รู้มาจากหนังสือ แล้วเอามาแนะนำผู้อื่นที่ฝึกฝนในหลักสูตรนี้ ดีไม่ดีจะพากันเป๋ไปหมด

ครู ต้องสามารถ “ช่วยส่งเสริม” กำลังใจของศิษย์ และ “จับโกหก” ของผู้เรียนบางคน บางหมู่ ที่ท่องจำมาจากตำรา จำคนอื่นเขามาตอบ ให้ได้ด้วย

ครู ควรใช้ถ้อยคำสั้นๆ เข้าใจง่าย ในการแนะนำการตัดกิเลส โดยเฉพาะให้รู้จริงในเรื่อง “ทุกข์” แต่เมื่อแนะนำแล้ว ผู้เรียนยังเห็นว่า โลกนี้ยังเป็นสุขอยู่ละก็ ท่านบอกว่า ให้ปล่อยไปเลย ไม่ต้องสนใจผู้นั้นอีก ให้เลิกแนะนำผู้นั้นได้ แสดงว่าเครื่องรับการสื่อความหมายทางธรรมะของผู้นั้น ยังไม่เปิด พูดเท่าไร ก็เข้าใจกันไม่ได้

การสอนของครูนั้น หลังจากแนะนำการ “ตัดกิเลส” แล้ว ก็เป็นการใช้ “คำถาม” สอบถามความรู้สึก สัมผัส หรือการเห็นของผู้เรียน คำถามที่ดี ต้องไม่ใช่ คำถามนำ การจะตั้งคำถามแบบไหนดี ที่ไม่ใช่คำถามนำนั้น ขึ้นอยู่กับวิธีการ ความฉลาด และเทคนิคของครูแต่ละคนเอง

ครูที่ดีไม่แสวงหาศิษย์ ไม่แสวงหาโลกธรรม ย่อมแนะนำให้ผู้เรียน รู้เห็น และเชื่อมั่นในผลการปฏิบัติ ในพุทธานุภาพ ได้มากกว่า ครูที่ยังหย่อนคุณสมบัติการเป็นครู

และครูประเภทหลังนี้แหละ ที่นำความเสื่อมเสียมาสู่สำนักอาจารย์ ทั้งเป็นเหตุให้ศิษย์คิดผิด ทำผิด หลงผิด ถึงขั้นปรามาสพระรัตนตรัยไปแล้วก็มี

ขอยกตัวอย่าง คำถามนำ ที่มีผู้นำมาบ่นให้ข้าพเจ้าฟัง สักบางข้อ ดังนี้
“เห็นพระพุทธเจ้าไหม ท่านยืนอยู่ข้างหน้าแล้ว”
“ท่านเหมือนพระสงฆ์ ห่มจีวรสีเหลือง นั่นน่ะ เห็นไหม?”
“เห็นตัวเอง แต่งตัวสวยชุดสีเขียวไหม เหมือนชุดลิเกน่ะ?”
“รู้ไหม คุณเคยเป็นลูกของ…มาก่อนนะนี่”
“ถึงพระจุฬามณีแล้วนะ รูปร่างเหมือนพระปฐมเจดีย์ไหม สีทอง สวยนะ?”
“เห็นพระอินทร์ไหม? ท่านเป็นเทวดา ตัวเขียว” …ฯลฯ… อย่างนี้ไม่ถูกต้อง

คำถามที่ดี ควรให้ผู้เรียนคิดหาคำตอบเอาเอง ไม่ควรใช้คำถามที่ตอบได้เฉพาะ “ใช่ ไม่ใช่” แบบนี้จะไม่มีประโยชน์อะไร แทนที่จะถามแบบข้อที่ ๑ ครูอาจจะผูกประโยคใหม่ ให้ผู้เรียนได้เจรจา แสดงความคิดเห็นของตนเองว่า
“เห็นใครอยู่ข้างหน้าบ้างไหม?”
“แต่งกายอย่างไร?”
“ลักษณะอย่างไร?”
“คิดว่าท่านผู้นั้นเป็นใคร?”
“…เคยเป็นอะไรกับคุณมาก่อน?”

การถามนำคล้ายชี้ช่องให้ (บางครั้งอาจจะไม่ถูกก็ได้) เป็นผลให้ผู้เรียนไขว้เขวลังเล ไม่แน่ใจในความรู้สึกครั้งแรกของตน ทั้งยังไม่พยายาม “รับสัมผัส” คอยคิดจ้องจะตอบแต่ว่า “ใช่” ตามครูชี้นำเหมือนเด็กอนุบาลไปเลย

บางคนมาบ่นให้ฟังด้วยว่า เธอนั่งภาวนา ยังไม่รู้เห็นอะไรเลย ครูเข้ามาบอกว่า เธอเห็นนั่นเห็นนี่ เธอเกรงใจครู จึงต้องตอบเออออไปกับครู อย่างที่ครูอยากให้ตอบ เธอบอกว่า ถ้าเธอคัดค้านว่ายังไม่เห็น ก็กลัวครูจะเสียหน้า ครูทำอย่างนี้ เธอจึงเกิดสงสัยไม่มั่นใจ ผลก็คือ เธอก็หายหน้าไป ไม่มาฝึกอีก แล้วออกแสวงหาสำนักอาจารย์อื่น ทดลองต่อไป แบบนี้ก็มี

นอกจากนี้ การถามนำย่อมก่อให้เกิดปัญหา ทำให้ผู้ชอบคิดเกิดการสงสัย และบางครั้งผู้เรียนรู้เห็นอีกอย่างหนึ่ง แต่ครูบอกอีกอย่างหนึ่ง เพราะครูไม่ละเอียดพอ คิดว่าตนเห็นแบบนั้น อาศัยขาดเทคนิคในการสอน ผู้เรียนจึงเสียผล ถ้าบังเอิญ ผู้เรียนรู้เห็นตรงกับที่ครูถามนำ น่าจะไม่มีปัญหาใดๆ แต่ว่าผู้เรียนขาดประสบการณ์ ยังใหม่ในวงการ คิดไปคิดมา นึกว่า ครูสะกดจิต ให้เห็นตาม เลยไม่เชื่อทั้งตัวเองทั้งครู แถมยังลุกลามไปปรามาสวิชชาของพระพุทธเจ้าเข้าอีก เป็นโทษหนักอยู่ตรงนี้

เห็นหรือยังว่า การเป็น ผู้เรียน เพียงปฏิบัติตามคำแนะนำ ฝึกฝนให้ได้เฉพาะตัวนั้น ยากอยู่ แต่การจะให้เป็น ครูที่ดี มีคุณสมบัติ สอนเป็น ไม่ใช่สอนได้ หรือ ได้สอน โดยเฉพาะการสอนธรรมะตามหลักสูตร มโนมยิทธิ นั้น ยากยิ่งกว่า เพราะเป็นเรื่อง “ใหญ่” คือ ถ้าใครทำได้ ก็เป็น กุศลใหญ่ เป็น ธรรมทาน แต่ถ้าแนะนำผิดพลาด นอกตำราของพระพุทธเจ้า ก็จะเป็นโทษใหญ่ได้เช่นกัน

อีกประการสำคัญ ผู้เป็นครูเขานั้น ตนเองต้องหมั่นปฏิบัติให้ก้าวหน้า โดยเฉพาะด้านวิปัสสนาญาณ การตัดกิเลส อย่าติดในลาภ ยศ สรรเสริญ อันจะดึงใจให้เสียท่าแก่ กิเลสหยาบ และโลกียสุข ที่จะมีตามมา จากผู้ที่กตัญญูบูชาใน “ครู”ของตน

ทีนี้ ถ้าใครพลั้งเผลอ ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือฆราวาส เมื่อมีคำยกย่อง และลาภสักการะ ตามเข้ามา จิตจะฟูขึ้น ๆ จนสำคัญตนผิด คิดว่า “แน่” แล้ว กิเลส ตัณหา กามราคะ จึงพากันมาฉุดรั้ง ให้หลงผิดทางไปอบายภูมิ อย่างนี้มีอยู่มากราย ผู้เขียนพบเห็นบ่อย วิธีที่ดี ที่หลวงพ่อท่านสอนเสมอ คือ เตือนสติตนเองว่า “อย่าคิดว่าตัวเราดี ถ้าคิดว่าเราดีเมื่อไร แสดงว่าเราเลวเมื่อนั้น”

และถ้าเราผู้ที่เป็นครู ระลึกไว้อย่างมั่นคงว่า “ที่เรานำมาสอนผู้อื่นนั้น เป็นวิชชาของพระพุทธเจ้า ของครูบาอาจารย์ ท่านช่วยสงเคราะห์ให้ ไม่ใช่ความสามารถของเราเอง” ก็จะช่วยระงับ “การฟู” ของตนได้บ้าง.

 

การฝึกแบบเต็มกำลัง

การฝึกแบบเต็มกำลังนี้ หลวงพ่อฤาษี ท่านนำมาสอนใหม่ อีกครั้งหนึ่ง เมื่อท่านทราบว่า กำลังใจของบุคคลเข้าถึง และพอจะได้บ้าง เมื่อเดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๘ และฝึกให้แก่ผู้เรียน ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ขณะนี้ทราบว่า ทางวัดงดฝึกแบบเต็มกำลัง เป็นการชั่วคราวอีก ทั้งนี้ท่านบอกว่า บุคคล “หมดชุด” แล้ว

ผู้ที่มาฝึกใหม่กำลังใจไม่ถึง ฝึกแบบเต็มกำลังไม่ได้ ท่านจึงให้ฝึกแบบ “ครึ่งกำลัง” ต่อไป แต่อย่างเดียว เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเสียกำลังใจ

ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ผู้ที่สามารถฝึกได้ง่าย ทั้งแบบเต็มกำลัง หรือครึ่งกำลังก็ตาม เป็นผู้ที่ “เคยได้” มโนมยิทธิมาก่อนจากอดีตชาติ แต่ผู้ที่เริ่มสนใจเข้าฝึกใหม่ ตามหลักสูตรนี้ โอกาส “ได้” แบบเขานั้นก็พอมีอยู่ แต่ต้องอาศัยความขยันหมั่นเพียรมาก เป็นพิเศษ เพราะ “ทุนเดิม” ไม่มี.

 

วิธีปฏิบัติ


เมื่อเตรียมพร้อม และ มีของบูชาครู ครบแล้ว บูชาพระ รับศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว ท่านให้เริ่มต้นปฏิบัติโดยการนั่งหลับตา จะนั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ หรือนั่งเก้าอี้ ก็ได้ตามถนัด ฟังคำแนะนำกรรมฐานจากหลวงพ่อฤาษี (ที่วัดท่าซุง) แล้ว พระท่านจะพรมน้ำมนต์ให้ ตอนนั้นท่านต้องทำจิตคิดตัดสินใจว่า

“การเกิดเป็นมนุษย์ เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบากนานาประการ มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ขณะทรงตัวอยู่ก็มีความป่วยไข้ ต้องอดทนต่อความไม่ดี ไม่พอใจทั้งหลาย โลกนี้ไม่น่าอยู่ ร่างกายนี้เป็นของเลว น่ารังเกียจ สกปรกโสโครก เป็นปัจจัยทุกข์ เราไม่ต้องการอีก เราต้องการพระนิพพานอย่างเดียว ตายจากชาตินี้เมื่อใด ขอไปนิพพานทันที…” หรือพิจารณาตามคำแนะนำสั่งสอนของหลวงพ่อฤาษีในตอนนั้น

เจ้าหน้าที่ของวัด จะมีกระดาษเตรียมไว้ให้ทุกคน ในกระดาษนั้น เขียนอักขระว่า นะ โม พุท ธา ยะ อันเป็นพระนามของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คือ พระกกุสันโธ พระโกนาคม พระพุทธกัสสป พระสมณโคดม และ พระศรีอาริยเมตไตรย์

ท่านให้เอากระดาษนี้ปิดตา แล้วเริ่มต้นภาวนา พนมมืออยู่ระหว่างอก ขอบารมีองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยตรง ขอให้ทรงช่วยให้มีแสงสว่างชัดเจนแจ่มใส ขณะภาวนา ก็ให้พนมมืออยู่ระหว่างอก พอจิตแจ่มใส ลดมือลงวางที่ตักได้

การภาวนาครั้งแรก ให้ภาวนาควบคู่กับจับลมหายใจเข้าออกไปด้วย ต่อมาคำภาวนาจะเร็วขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปช่วยเร่ง จิตจะไม่ยึดลมหายใจเข้าออกแล้วตอนนี้ ให้ปล่อยไปตามนั้น ไม่ต้องดึงจิตกลับมาที่ลมหายใจอีก เลิกห่วงลมหายใจได้ คำภาวนาจะเร็วขึ้นเองตามลำดับ

อาการของคนฝึกใหม่บางคนจะเริ่มสั่น มือที่พนมอยู่ตีอก พอผู้ควบคุมการฝึกจับเอามือลงวางบนเข่า ก็จะตีเข่าทั้งสองข้างต่อไป ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น อาการเหล่านี้จะหยุดได้เอง เมื่อจิตเข้าสู่ฌานละเอียดและมั่นคงแล้ว

อาการเต้น การสั่น ตีอก เหล่านี้จะเกิดกับผู้ที่ไม่เคยได้มาก่อนเลย เป็นคนฝึกใหม่ และจะเกิดขึ้นเมื่อจิตรวมเป็นสมาธิ เข้าถึงฌานหยาบ หรือสมาธิจิตยังหยาบอยู่ ขณะฝึกและภาวนาจะมีอาการแสดงออกทางกายต่างๆ กัน เช่น บางคนสั่น บางคนเต้นทั้งตัว บางคนล้มตัวลงนอนบ้าง หงายหลังไปเลยบ้าง ฯลฯ

เมื่อจิตเป็นฌานแล้ว ตอนอทิสสมานกายจะออกไปจริง ก็มีอาการต่าง ๆ กันอีก
-บางคนเห็นแสงสว่าง พุ่งลงมาจากข้างบนเป็นลำแสงยาวสว่างจัด
-บางคนเห็นแสงสว่าง พุ่งจากข้างล่างตรงหน้าขึ้นข้างบน
-บางคนก็เห็นแสงสว่างจ้าเฉยๆในอากาศ

เมื่อเห็นแสงสว่างแห่งใดก็ตาม ท่านให้ตัดสินใจพุ่งจิตหรืออทิสสมานกาย ไปตามแสงสว่าง เมื่อออกไปแล้ว จะเกิดอาการเวิ้งว้าง จงอย่ากลัว ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าทันที ขอพระพุทธองค์ทรงโปรดสงเคราะห์ สำหรับบางท่าน ที่เคยได้มโนมยิทธิครึ่งกำลังมาก่อน ท่านอาจนึกถึง พระอาจารย์ ท่านพ่อ ท่านแม่ หรือท่านใดท่านหนึ่ง ที่ตนรักเคารพก็ได้ ขอให้ท่านได้มาโปรดด้วย

เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าหรือท่านที่เราตั้งจิตปรารถนาขอให้ช่วยสงเคราะห์แล้ว ก็ขอให้ท่านพาไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้ เช่น พระจุฬามณีเจดียสถาน บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ แดนพระนิพพาน กราบนมัสการองค์สมเด็จพระพิชิตมารบนนั้น ชมวิมานของตัวเอง เป็นต้น ความรู้เห็นต่าง ๆ จะชัดเจน ละเอียดลออมาก เมื่อเสร็จสิ้นการฝึก พระท่านจะพรมน้ำมนต์ให้ผู้รับการฝึกอีกครั้งหนึ่ง

การฝึกแบบเต็มกำลังนี้ ท่านบอกว่าจิตจะออกไปด้วยกำลังของฌาน ๔ ซึ่งบางครั้งท่านเรียกว่า “ฌาน ๔ ใช้งาน” จะเห็นได้ชัดเจนมากเหมือนตาเห็น และผู้ที่คล่องใน “มโนมยิทธิ” มีทิพจักขุญาณแล้วนั้น จิตเป็นฌานได้โดยไม่ต้องนั่งหลับตา

ผู้ที่เคยได้แบบครึ่งกำลังแล้ว ถ้ายังไม่เห็นมีแสงสว่างมา ท่านให้จับภาพพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระชินวร พอจับภาพได้ชัดเจนแจ่มใส ให้พุ่งจิตไปนิพพานเลยทันที ไม่ต้องรอแสงสว่าง จะเห็นได้ชัดเจนกว่าเดิม ก็เท่ากับว่าการฝึกแบบนี้ เพิ่มกำลัง ให้กับผู้ที่เคยฝึกได้แบบครึ่งกำลังด้วย

หลักสำคัญ ๓ ประการ ที่ท่านสนใจจะศึกษาหลักวิชชา มโนมยิทธิ พึงสังวรไว้ เพราะว่าท่านจะได้หรือไม่ได้ดังประสงค์ ๓ ข้อนี้มีส่วนอยู่ คือ

๑.ต้องไม่อยากได้อย่างนั้นอย่างนี้ขณะที่ปฏิบัติ ถ้าอยากได้ จะไม่ได้

๒.อย่าสงสัยในภาพ ในสิ่งที่รู้เห็น ให้ เชื่อ ว่า ที่เรารู้เห็นขณะนั้นเป็นจริง

๓.ต้อง ไม่กลัวตาย ถ้ายังกลัวตายอยู่ แสดงว่าจิตยังเลวอยู่ จะขวางกั้นความดี ด้วยการติดในร่างกายภายนอก

ท่านบอกว่า ถ้าตั้งใจมาปฏิบัติพระกรรมฐานแบบนี้ แม้จะยังไม่ได้อะไรเลย บังเอิญตายไป ตามกฎแห่งกรรม ระหว่างนั้น ด้วยจิตอันเป็นกุศล อย่างเลว ๆ ก็ไปสวรรค์ เสวยสุข สุขารมณ์ ได้อย่างสบาย ๆ ดีกว่าอยู่เป็นคนหลายเท่านัก ถ้าเกิดเบื่อหน่ายร่างกายเข้าด้วย และยังไม่ติดในโลก ขณะฟังคำสอนอยู่ ไม่ห่วงหาอาวรณ์ในทรัพย์สมบัติ และอาการอันเป็นของโลกนี้ ตายไปในตอนนั้น ท่านไปนิพพานได้ทันที

ฉะนั้น ถ้าท่านยังคิดกลัวบ้า กลัวตาย ขณะฝึกหรือปฏิบัติพระกรรมฐาน หรือเมื่อคิดจะทำกรรมฐาน ก็เท่ากับท่านกลัวได้ดี กลัวความดี เราไม่ว่ากัน ปล่อยไปตามสะดวก ทางใครทางคนนั้น ตามถนัดก็แล้วกันเถิด.

 

การฝึกด้วยตนเองสำหรับผู้ฝึกใหม่

อันที่จริงแล้ว หลักสูตรวิชชา มโนมยิทธิ ที่ หลวงพ่อฤาษี ท่านเมตตาประยุกต์มาเพื่อสอนให้เหมาะกับบุคคล กับยุคสมัยนั้น ต้องอาศัย ครู เข้าไปชี้แนะ เพื่อเป็นการรวบรัดกำลังใจผู้เรียนให้ได้ผลรวดเร็วและรวบรัด อย่างไรก็ดี ท่านที่ประสงค์จะฝึกซ้อมปฏิบัติด้วยตนเอง อาจจะเป็นด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ก็น่าจะกระทำได้ ขอแต่ให้มีความตั้งใจจริง อย่าลองเล่น ๆ เท่านั้น ส่วนผลการปฏิบัติจะเป็นเช่นไร ก็แล้วแต่ตัวท่านเอง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว อาศัยประสบการณ์ และหลักวิชชา ข้อวัตรปฏิบัติ ที่ได้รับฟังมาจากหลวงพ่อ พอจะประมวลนำมาบอกกล่าวเป็นแนวปฏิบัติ ต่อท่านผู้สนใจใคร่ปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ดังนี้

สิ่งแรกที่สุดที่จำเป็นต้องมี คือ “ความตั้งใจจริง” เมื่อตั้งใจจะทำ ก็ต้องมี “ความพร้อม” เป็นขั้นต่อไป ก่อนลงมือปฏิบัติ ดังได้กล่าวแล้วในตอนต้น

เมื่อท่านพร้อมแล้ว ก็ควรสวดมนต์บูชาพระ ณ สถานที่อันควรในบ้านของท่าน ถ้าไม่มีห้องพระเป็นสัดส่วนอย่างน้อย ๆ ท่านควรมีพระพุทธรูปสัก ๑ องค์ ตรงหน้าท่านไว้เป็นเครื่องระลึกถึง แทนองค์พระพุทธเจ้า และเป็นพลังใจให้อุ่นใจ

การสวดมนต์บูชาพระ ขอขมาพระรัตนตรัย และสมาทานพระกรรมฐาน นั้น ให้ปฏิบัติตามที่ระบุไว้ในบทก่อน แล้วนั่งขัดสมาธิหรือนั่งพับเพียบตามถนัด ให้ตัวตรงเข้าไว้ก่อนในตอนเริ่มต้น และให้วางมือขวาทับมือซ้ายบนตักของท่าน ตามแบบฉบับการนั่ง หลับตาพอสบาย ๆ ไม่ต้องบีบเค้นตา

ลำดับต่อไป ให้ใช้ปัญญาคิดพิจารณาตามความเป็นจริงเสียก่อนจะภาวนา เพื่อให้ จิต สบาย ละ วาง กิเลสตัณหาต่าง ๆ โดยเฉพาะ สังโยชน์ ให้เกิดการเข้าใจ รู้เห็น ตามสภาพความเป็นจริงของร่างกาย และของสรรพสิ่งในโลก เช่น

-ร่างกายภายนอกของเรา และของคนอื่น เป็นเพียงส่วนประกอบของธาตุ ๔ มี ดิน น้ำ ลม ไฟ ร่างกายสกปรกเต็มไปด้วยน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง มีสภาพเน่าเหม็น และไม่ทรงตัว มีการเกิดขึ้น มีการเสื่อม และสลายตัวในที่สุด เราเกิดมาเท่าใด ก็ตายหมดเท่านั้น ความคงทนเที่ยงแท้ของสรรพสิ่งในโลกและร่างกาย ย่อมไม่มี

-การเกิดเป็นคนก็เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะต้องดิ้นรน หาเลี้ยงชีพ ทุกข์เพราะร่างกาย พยายามบำรุงเท่าใด มันก็ไม่ทรงตัว มันก็แก่ ก็ป่วย และทรุดโทรมไปทุกวัน

-มีการพลัดพรากจากของรักคนที่เรารัก ก็เป็นอาการของทุกข์ ปรารถนาแล้วไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ ได้มาในสิ่งไม่พึงปรารถนาก็ทุกข์ ความตายเข้ามาถึงก็ทุกข์ ปวดอุจจาระ-ปัสสาวะก็ทุกข์ ร้อนก็ทุกข์ หนาวก็ทุกข์ ความหงุดหงิดคับข้องใจก็ทุกข์

-เราทุกข์ เพราะการเกิด การมีร่างกาย ร่างกายเป็นปัจจัยของความทุกข์ การเกิดเป็นเทวดา เป็นพรหม ก็มิได้เป็นสุขจริง เป็นเพียงสุขชั่วคราว เพราะต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดตามกฎแห่งกรรมอยู่อีก ก็เป็นทุกข์อีก

-การจะพ้นทุกข์ได้จริง เป็นสุขแท้ ไม่มีทุกข์เจือปนเลย คือ การเข้าสู่พระนิพพาน ประการเดียว ฉะนั้น เราจึงไม่ปรารถนาการเกิดอีก ตายเมื่อไร เราขอไปพระนิพพานทันที

-แบกร่างกาย แบกทุกข์เพราะขันธ์ ๕ ของตัวเองยังไม่พอ ยังไม่ฉลาด แถมไปอาจหาญแบกภาระเอาขันธ์ ๕ ของคนอื่นเข้าด้วย โดยสมมติว่าเป็นภรรยา สามี ญาติพี่น้อง พ่อแม่ ลูกหลาน ตามการสมมติแห่งโลก ก็เป็นการเพิ่มทุกข์ ทั้งผูกทั้งพันธนาการตัวเองเข้าไว้อย่างเหนียวแน่น จึงเป็นผลให้ทุกข์หนักยิ่งขึ้น แต่แล้วก็ช่วยอะไรกันไว้ไม่ได้ ผลที่สุดต่างคนต่างขันธ์ก็แตกดับตายจากไปคนละภพและคนละภูมิ ไม่มีใครยึดสมบัติของโลกเอาไว้ได้เลย ร่างกายของแต่ละคนก็เป็นสมบัติของโลก

ฉะนั้น ผู้ฉลาดปรารถนาในธรรมต้องปล่อยวางขันธ์ทั้งหลายและภาระทางโลก อันเป็นสมมตินั้นลงเสียบ้าง แม้ชั่วขณะฝึกกรรมฐานก็ยังดี อย่าให้จิตกังวลฟุ้งซ่าน อะไรที่เป็นปัญหา หรือความเครียดระหว่างวัน เราจะจับจุดนั้นมาพิจารณาให้เป็นธรรมะ ให้จิตสงบละวางเสียได้ยิ่งดีใหญ่

ถ้าจิตเรามันเลวขึ้นมา ลองคิดด่าตัวเองบ้างก็ได้ว่า “อยากโง่ จึงมาเกิด ไม่รู้จักหลาบจำในทุกข์ แล้วนี่ยังจะโง่ต่อไปอีกรึ…”

การคิดนั้น ท่านพุทธบริษัทจะใช้วิธีใดข้อธรรมะใดมาพิจารณาก็ได้ตามชอบ จะคิดสั้น ๆ อาศัยบทพระอภิธรรม ที่เราได้ยินบ่อย ๆ ก็ได้ว่า

“อนิจจัง วตะ สังขารา อุปาทวยะ ธัมมิโน อุปัชฌิตวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปะ สโม สุโขฯ”

จุดประสงค์ของการคิด ต้องการให้อาศัย “วิปัสสนาญาณ” การเห็นทุกข์ เป็นกำลังช่วยให้ทิพจักขุญาณแจ่มใส และอารมณ์คิดก็มีอยู่หลายกอง มีระบุไว้ในตำรา ท่านเลือกหามาพิจารณาได้ตามชอบใจ

ข้อธรรมะที่ท่านเลือกสรรมา ต้องเสริมส่งการ “ตัดขันธ์ ๕” และให้ “เข้าใจในทุกข์” ให้เห็นว่า โลกนี้ไม่มีความหมาย เราต้องการพระนิพพานอย่างเดียว ถ้ายังติดสุขทางโลกอยู่ และเห็นว่าโลกนี้น่าอยู่ ก็ใช้ไม่ได้

หลังจากพิจารณาแล้ว ก็ภาวนา แต่ก่อนจะภาวนา ให้ระลึกถึงครูบาอาจารย์ และองค์สมเด็จพระพิชิตมาร ขอท่านมาโปรดสงเคราะห์ด้วย

ทีนี้ ท่านให้ใช้คำภาวนาว่า นะมะ พะทะ หายใจเข้าว่า นะมะ หายใจออกว่า พะทะ เวลาหายใจเข้าออก ปล่อยอารมณ์ตามสบาย เบา ๆ ไม่เครียด ไม่ต้องหนัก ไม่เร่งรัด ภาวนาแค่ให้จิตสบาย อย่าให้รู้สึกอึดอัด หรือมึนศีรษะ (เป็นอาการของความเครียด) และอย่าให้จิตเป็นทาสของนิวรณ์

พยายามควบคุมอารมณ์จิต อย่าให้ส่าย ถ้าจิตแลบออกไปคิดเรื่องอื่น จิตฟุ้ง ต้องพยายามดึงกลับมาให้ได้ จะใช้อุบายใด ก็แล้วแต่ปัญญาและจริตของแต่ละบุคคล หาวิธี ชักเย่อ จิตกลับมาให้ได้ ควรใช้เวลาภาวนาประมาณไม่เกิน ๒๐ นาที ถ้าดึงจิตกลับไม่ไหว มันฟุ้งเกินไป ก็ให้เลิกเสียเลย อย่าฝืน

อุบาย ในการทรงจิตให้เป็นสมาธิ ขอแนะนำให้เป็นแนวทางสัก ๒ อย่าง เป็นต้นว่า

ท่านอาจกำหนดตัวอักษร นะมะ พะทะ ให้เด่นชัดตรงหน้าท่าน กำหนดให้เล็กให้ใหญ่ อยู่ใกล้อยู่ไกลตัวท่านสลับกันไป เป็นที่เพลิดเพลินจนลืมปวดเมื่อยก็ได้

แต่ อุบาย ที่เป็นกุศโลบายที่ดีที่สุด ได้ประโยชน์ใหญ่ คือ การกำหนดเอาพระพุทธรูปของท่าน ที่มีอยู่ประจำบ้านนั่นแหละ จะปางใดก็ได้ หมายถึงพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ท่านนึกภาวนาในใจว่า นะมะ พะทะ ไปด้วย จับภาพพระพุทธรูปไปด้วย ควบคู่กันไป นึกภาพพระให้ชัดเจน แจ่มใส เหมือนลืมตาเห็น จะเป็นสีใดก็ได้ ยิ่งเป็นแก้วใส ใสจนเป็นประกายพรึกได้ยิ่งดี แสดงถึงความสะอาดของจิตท่านด้วย

สำหรับท่านที่มีความสามารถในการควบคุมจิตให้เป็นเอกัคคตารมณ์ เป็นสมาธิได้เร็ว โดยไม่ต้องอาศัยอุบาย ก็ดีไปอีกแบบหนึ่ง

ทีนี้ เมื่อจิตเป็น อุปจารสมาธิ แล้ว ท่านที่เคยได้วิชชานี้มาก่อนในอดีตหรือเคยได้ทิพจักขุญาณ จะเกิดการสัมผัสการรู้เห็นด้วยจิต ว่ามีท่านใดมาสงเคราะห์อยู่ใกล้ตัวท่าน หรืออยู่ข้างหน้าของท่าน

ขอย้ำเตือนความจำอีกว่า การเห็นของท่าน จะชัดเจนแจ่มใสเพียงใดหรือไม่ อยู่ที่จิตดี มีศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิทรงตัว ไม่ติดในรูปกายของเรา ไม่ติดในร่างกายของคนอื่น และไม่ติดในทรัพย์สมบัติ คือ ต้องมีวิปัสสนาญาณดี

ถ้าจิตของท่านเลยขีดอุปจารสมาธิเข้าถึงฌาน สำหรับท่านที่ไม่เคยได้ จะมีความรู้สึกสบาย ๆ สุขใจอยู่อย่างเดียว ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น บางครั้ง หลับ ไปเลยก็มีอยู่บ่อย ๆ แม้ท่านที่เคยได้แล้ว บ่อยครั้งเมื่อจิตเป็นฌานจะหลับทันที เพราะร่างกายอ่อนเพลีย ต้องการพักผ่อน แต่การหลับแบบนี้มีกำไรสูงมาก

จากหลายวิธีการข้างต้น ข้าพเจ้าขอแนะวิธีลัด เพื่อการฝึกฝนที่อาศัยพระพุทธรูปและการภาวนา

เมื่อท่านภาวนา นะมะ พะทะ จับลมหายใจเข้าออกและกำหนด ภาพนิมิต คือ นึกถึงพระพุทธรูป ที่ท่านชอบไปด้วย (หลายท่านอาจจะระลึกถึงหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค บางท่านก็คิดถึงหลวงพ่อฤาษี) นึกให้เห็นภาพดังกล่าวให้ชัดเจนแจ่มใส

ภาพนิมิตที่กำหนดนั้น จะเปลี่ยนสี เปลี่ยนภาพ หรือไม่ก็ตาม ให้กำหนดเอาความชัดเจนเป็นสำคัญ และถ้าลืมภาวนา แต่จิตใจยังจดจ่ออยู่ที่องค์พระ ก็ไม่ต้องกังวลพะวงถึงคำภาวนาอีก

เมื่อท่านเห็นภาพพระพุทธรูป หรือ “ภาพนิมิต” ตามที่ท่านกำหนดแต่แรก เห็นชัดเจนแจ่มใสอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว ให้กำหนดจิตออกไปกราบนมัสการท่านผู้นั้น หรือพระพุทธรูปทันที

พยายาม “รับสัมผัส” หรือมองดูกายใหม่ อีกกายหนึ่งของท่านที่ออกไปกราบพระพุทธเจ้าอยู่ หรือกราบท่านผู้เมตตามาสงเคราะห์ ตามที่เราระลึกถึงอยู่ ค่อย ๆ พิจารณาอย่าตื่นเต้น ถ้าภาพหายไป ให้ใช้ความรู้สึกสัมผัสแทน ให้ เชื่อ ตาม ความคิดแรก หรือ ความรู้สึกครั้งแรก เสมอ เช่น

คิดหรือเห็นว่า ตัวใหม่ของเราเป็นผู้ชาย แต่กายหยาบเป็นหญิง ก็ให้เชื่อตามนั้น คิดว่าตัวเราแต่งตัวเหมือนละครชาตรี ก็อย่าไปกังขา เชื่อเอาไว้ก่อน ตามนั้นรู้สึกว่า ท่านที่มาสงเคราะห์เคยเป็นพ่อ-แม่ หรือญาติ ก็ให้เชื่อตามนั้น

การค่อยๆ พิจารณาไป จะช่วยให้เพลิดเพลิน สุขใจ ในความรู้พิเศษใหม่นี้และมีสมาธิจิตดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะ การปฏิบัติกรรมฐาน สำคัญอยู่ที่ทำให้จิตเป็นสุข

ขั้นต่อไปถ้ามั่นใจ และ “ใจกล้า” อยากไปเที่ยวที่ไหน ก็ขอให้พระพุทธเจ้าหรือท่านผู้มาสงเคราะห์พาไป หรืออยากรู้อะไร ก็กำหนดจิตถามท่านได้ ส่วนความถูกต้องของการรู้ การเห็นนั้น ขึ้นอยู่กับความสะอาดของจิตของท่านเอง

เมื่อท่านทำได้อย่างนี้เท่ากับว่า ท่านมี ทิพจักขุญาณ หรือได้ มโนมยิทธิ กับเขาบ้างแล้ว เมื่อได้แล้วก็ต้องเพียรรักษาและฝึกฝนไว้บ่อยๆเพื่อความคล่องตัว “ท่าน” บอกว่า ต้องให้ถึงขั้น ลืมตา รู้ เห็นได้ และ ไม่ต้อง “ตั้งท่า” จึงจะพอใช้การได้.

 

การฝึกด้วยตนเอง สำหรับผู้เคยฝึกแล้ว

สำหรับผู้ที่เคยฝึกแล้ว ย่อมมีกำไรจากประสบการณ์การแนะนำของครู ถ้ารู้จักจดจำเอาอารมณ์ระหว่างที่ครูสอน ฝึกฝน ไปต่อเองที่บ้านให้คล่องตัว

ฉะนั้น เวลาที่ครูเข้าไปแนะนำ เราต้องจำคำครู เราสามารถเคลื่อนไปสู่สวรรค์ ไปพรหมโลก ไปนิพพาน ไปนรก ด้วยอารมณ์แบบไหน ต้องจำอารมณ์แบบนั้น ทรงอารมณ์อย่างนั้นไว้เป็นปกติ ไม่ต้องไปพลิกแพลงให้พิสดาร ไม่ต้องอวดฉลาดเกินครู

บุคคลที่ฉลาดจริง ๆ ครูแนะนำครั้งเดียว สอนเพียงครั้งเดียว จำได้ตลอดชีวิตว่า
๑.อารมณ์ใด ที่ทำให้ใจของเราดี สามารถทรงจิตเป็นสมาธิได้ ไม่มีนิวรณ์รบกวนจิต
๒.อารมณ์จิตที่ละเอียด สามารถทำจิตให้เป็นทิพจักขุญาณ สามารถรู้เห็นสภาวะต่าง ๆ ที่เราไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่า ด้วยอาการอย่างไร ต้องจำอารมณ์นั้นไว้
๓.เราใช้กำลังใจแบบใด ครูแนะนำแบบไหน เราจึงไปสู่พระจุฬามณีเจดียสถานได้นั้น พิจารณาแบบไหน ตัดอะไรจึงไปนิพพานได้ เราต้องจำ เช่นเดียวกับการไปนรก ตามแบบฉบับ ครูแนะนำอย่างไร จึงไปได้ จดจำวิธีการไว้ และฝึกซ้อมปฏิบัติตามนั้น

วิธีการปฏิบัติ ท่าน ห้ามเปลี่ยน ห้ามพลิกแพลง จนกว่าเราจะมีอารมณ์คล่องตัว อย่างที่เรียกว่า “จิตทรงฌานได้ตลอดวัน” มีศีลบริสุทธิ์ จิตเป็นสมาธิตลอดเวลา ใช้วิปัสสนาญาณได้ทุกลมหายใจเข้าออก หรือตลอดเวลา

ท่านกล่าวว่า ทั้ง ๓ อย่างนี้ (ศีล สมาธิ วิปัสสนาญาณ) ต้องเสมอกัน ถ้าทำได้อย่างนี้ อาการรู้ การไป จะเป็นไปได้ทันที ไม่ต้องมีการบังคับจิต เพราะจิตพร้อมอยู่แล้ว

การปฏิบัติ ต้องมีความขยันหมั่นเพียร ต้องใช้สติสัมปชัญญะคุมใจไว้เสมอว่า อารมณ์ใดที่ทำให้เรามีอภิญญา มีวิชชาสาม ต้องคุมอารมณ์นั้นไว้ การปลดเปลื้องจิตที่ติดในร่างกายของเราก็ดี ในร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี ติดอยู่ในวัตถุธาตุก็ดี อย่าให้มีอารมณ์อย่างนี้เกิดขึ้น

เมื่อฝึกฝนให้เป็นปกติได้อย่างนี้ เราจะใช้จิตได้แบบสบายๆ ต้องการไปไหน รู้อะไรเมื่อไรก็ได้ แบบนี้จึงจะเรียกว่า เป็น ผู้ทรงฌาน

หมั่นระลึกไว้ว่า การแก่เป็นทุกข์ ป่วยไข้ไม่สบายก็ทุกข์ พลัดพรากจากของรักของชอบใจก็ทุกข์ ตายก็ทุกข์ มันเป็นทุกข์ของขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ของคนโง่

เมื่อรู้ว่า ร่างกายเป็นต้นเหตุของทุกข์ อะไรเป็นทุกข์ คนฉลาดย่อมไม่ยอมให้ใจเป็นทุกข์เศร้าหมองไปด้วย เพราะรู้อยู่ว่า เกิดมาเพื่อแก่ เกิดมาเพื่อเจ็บ เพื่อตาย เพื่อพลัดพรากจากของรักของชอบใจ

หน้าที่ ของการเกิด เป็นอย่างนี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้น ต้องรู้จัก วางเฉย ทำใจสบาย ๆ งานทุกอย่างถือว่าเป็นเพียงหน้าที่ อารมณ์ใจต้องไม่หวั่นไหว เพราะเราเกิดมาเพราะความโง่เป็นปัจจัย จิตเป็นทาสของกิเลส คือ ความเศร้าหมอง เป็นทาสของตัณหา คือ ความอยาก หลงติดในอุปาทาน คือ อารมณ์ยึดมั่นว่าการเกิดจะทรงตัว และแรงอกุศลกรรม หนุนส่งให้มีความโง่ แต่ว่าเราจะไม่ยอมโง่อีกต่อไป

เวลานี้เราได้พบพระพุทธเจ้าแล้ว เรามีบุญใหญ่ เราพบพระธรรม คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทำให้เราเข้าถึงพระนิพพาน พระอรหันต์ทั้งหลายที่ไปนิพพานแล้วนับไม่ถ้วน ก็ปฏิบัติแบบนี้

ฉะนั้น นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป (ตัดสินใจว่า) เราจะไม่อาลัยในชีวิตและร่างกายของเรา เราจะไม่สนใจในร่างกายของบุคคลอื่น เราจะไม่สนใจในวัตถุธาตุใดๆ เราจะทำจิตให้ผ่องใส ตั้งใจมุ่งเฉพาะพระนิพพาน ถ้าบังเอิญร่างกายจะตาย ขณะเวลาที่เรานั่งกรรมฐานก็ยิ่งดีใหญ่ เราจะได้ไปพระนิพพานเลย

ตอนภาวนา ก็ให้ทำแบบสบายๆ อย่าเร่งรัดจนเกินไป อย่าคิดมาดหมายว่าจะเอาดีในวันนี้ ในตอนนี้ให้ได้ อย่างนี้เป็นอุทธัจจะ ทำไม่ถูกต้อง เราต้องทำใจของเราให้ดี ให้มีจิตบริสุทธิ์ มีสมาธิทรงตัว มีวิปัสสนาญาณ ปลดเปลื้องร่างกายภายนอกภายใน มีใจพร้อมจะไปนิพพาน เมื่อร่างกายมันพัง

สำหรับปัญหาเรื่องการทรงสมาธินั้น ท่านแนะนำว่า ต้องฝืนอารมณ์ให้ได้ โดยพยายามจับภาพพระพุทธรูปเอาไว้ จะให้อยู่ที่ใดก็ได้ เอาไว้ในอก ในสมอง ที่หน้าผาก บนศีรษะ ที่ศูนย์กลางกาย จะให้อยู่ข้างในกาย นอกกายก็ได้

ประการสำคัญ ท่านบอกว่า ทุกครั้งที่นึกถึงพระพุทธรูป ควรให้เห็นภาพชัดเจน แจ่มใส ยิ่งเห็นเป็นแก้วใสประกายพรึกยิ่งดี และควรบังคับจิตให้เห็นภาพพระพุทธรูปได้ทุกเวลา ตอนใหม่ ๆ อาจจะยังไม่เห็นเป็นประกายพรึก จะเป็นสีเหลือง สีขาว สีใดก็ได้ ตามชอบ แต่ต่อ ๆ ไปควรพยายามให้เห็นเป็นประกายพรึกให้ได้

ถ้าเราสามารถ บังคับจิตให้เห็นภาพพระพุทธรูปได้ชัดเจน ได้ทุกอิริยาบถของเรา สามารถเห็นได้ เป็นปกติอย่างนี้แล้ว ฌานของเราจะทรงตัว ไม่เสื่อม และความแจ่มใสของจิตจะทรงตัวด้วย

การควบคุมอารมณ์จิตของเราให้เป็นฌานนั้น คือ ให้จิตเห็นภาพพระพุทธรูป ในขั้นนี้ควรกระทำให้เป็นปกติ และกระทำได้ทุกอิริยาบถ ไม่มีกฎข้อห้ามใด ๆ นั่ง นอน ยืน ดิน วิ่ง ขณะทำงาน ใช้อารมณ์แบบเดียวกับตอนนั่งสมาธิ ใครถนัดอิริยาบถแบบไหน ก็ใช้แบบนั้นได้ ไม่ต้องรอเลือกสถานที่ ไม่ต้องรอเวลา แม้ขณะอยู่ในห้องน้ำ อยู่ในส้วมก็ทำได้

เรื่องการเห็นชัดเพียงใด ต้องอาศัยวิปัสสนาญาณขณะปฏิบัติ ถ้าวิปัสสนาญาณดี จนจิตเข้าถึงระดับพระอริยเจ้า ขั้นสกิทาคามี หรืออนาคามี จะเห็นภาพได้ชัดเจน ถ้ากำลังจิตตอนนั้นถึงระดับพระอริยเจ้าขั้นพระอรหันต์ จะมีความสว่างมาก รู้เห็นชัดเจน ละเอียดถี่ถ้วน คล้าย ๆ กับมองด้วยตาเนื้อ

ผู้ที่เคยไปถึงแดนพระนิพพาน เคยกราบองค์สมเด็จพระพิชิตมารบนพระนิพพาน หรือในพระจุฬามณีเจดียสถาน ควรรวบรวมกำลังใจ นึกถึงพระพุทธเจ้า และจับภาพพระพุทธเจ้าที่เคยเห็น ณ ที่นั้นเลยทีเดียว ไม่ต้องกำหนดพระพุทธรูปก็ได้ ทรงอารมณ์ใจให้เป็นสุขแจ่มใส แล้วรวบรวมกำลังใจ พุ่งขึ้นไปพระจุฬามณี กราบพระพุทธเจ้าในที่นั้นก่อน

หรือบางท่านที่ติดใจพระนิพพาน ก็ไปตั้งต้นที่พระนิพพานก่อนก็ดี ที่วิมานของตนเอง หรือของพระพุทธเจ้า แล้วแต่ความชอบของจิต ต่อไปจึงไปสถานที่อื่นๆ ตามสะดวก

ข้อควรสังเกตเอาไว้ คือว่า ถ้าเราเห็นพระพุทธเจ้าแค่องค์เดียว นั่นสมาธิของเรายังแคบอยู่ ยังไม่ดีพอ ฉะนั้น ท่านจึงสอนว่า ถ้าจะไปที่ใดจุดใด ให้ระลึกถึงบารมีพระพุทธเจ้า อธิษฐานจิตขอเห็นทั้งหมด ว่าสถานที่นี้ มีใครบ้าง มีอะไรบ้าง เราก็จะเห็นได้หมดอย่างถูกต้อง และมีความสว่างพอสมควรอีกด้วย เพราะบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าช่วย.

 

การท่องเที่ยว

เมื่อเราได้ มโนมยิทธิ หรือมี ทิพจักขุญาณ และสามารถทรงสมาธิจิตได้ดีพอสมควรแล้ว ครูจะนำท่องเที่ยวไปตามภพต่างๆ สถานที่ต่างๆ ทั้งใกล้หรือไกลได้ทั้งหมด แม้ดวงดาวต่างๆ ที่อยู่ห่างออกไปหลายล้านปีแสง เราก็รู้ได้ ไปได้ เห็นความเป็นไป เป็นมา ที่แท้จริงของเขาได้ ตามสภาพความเป็นจริง

โดยที่ท่านไม่ต้องอาศัยยานพาหนะแบกเอากายหยาบ ขันธ์ ๕ ของท่านไป เพียงแต่ท่านใช้กำลังจิตที่ฝึกฝนดีแล้ว ตามหลักสูตรของพระพุทธเจ้าดังกล่าวข้างต้น อทิสสมานกายของท่านจึงสามารถไปได้ รู้ได้ และเห็นได้

ท่านอยากรู้ อยากเห็น อะไร ไปที่ไหน ใคร สภาพอย่างไร นรกขุมไหน สัตว์นรกรูปร่างอย่างไร ทัณฑกรรมแบบไหน ต้องทัณฑ์นานเท่าใด เพราะกรรมอะไร ท่านพญายมราชรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร สำนักพญายมอยู่ที่ไหน ลักษณะอย่างไร สวยงามหรือไม่ รู้ได้ ไปเห็นได้ สนทนาซักถามกับท่านได้ หรือว่าญาติที่ตายไปแล้วอยู่ในนรก ก็ขอพบได้เช่นกัน

ท่านสามารถไปเที่ยวชมสวรรค์ทุกชั้น พรหมทุกชั้น และแดนนิพพาน ที่หลายคนเขาว่า “สูญ” ไปสำรวจดูว่า “พรหมลูกฟัก” มีจริงไหม ไปดูพระอินทร์ว่า มีกายสีเขียวจริงไหม ไปตรวจสอบว่าเทวดาติดในกามสุข มีเมียเป็นร้อยเป็นพันจริงไหม ฯลฯ จะไปดูว่ามีทรัพย์ในดิน ใต้ดิน ที่ไหนก็ได้

สำหรับวิธีการไปนั้น เมื่ออยากไปในที่ใด ท่านให้จับภาพองค์สมเด็จพระชินสีห์ ให้ชัดเจน แจ่มใส แล้วเอาอทิสสมานกาย ออกไปกราบพระองค์ท่าน ขออาราธนาบารมีพระพุทธองค์ ทรงโปรดสงเคราะห์นำเราไป

กล่าวโดยสรุป “การที่ท่านจะไปท่องเที่ยวได้นั้น ต้องคล่องใน ทิพจักขุญาณ หรือ มโนมยิทธิ ไม่มีนิวรณ์ ทรงสมาธิได้นาน และการไปในทุกที่ ต้องขอบารมีพระพุทธเจ้าทรงนำไปทุกครั้ง”

 

ญาณ ๘

เมื่อมีความคล่องตัวใน ทิพจักขุญาณ หรือ มโนมยิทธิ อันเป็นฐานสำคัญแล้ว ท่านสามารถขอรับการฝึก ความรู้พิเศษ คือ ญาณ ต่าง ๆ อีก ๗ ญาณ นอกเหนือจากการแนะนำให้ท่านรู้จักและท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ

ญาณ ๘ ประการ อันเป็นความรู้พิเศษ ได้แก่

๑.ทิพจักขุญาณ การมีความรู้สึกทางใจ คล้ายตาทิพย์ ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

๒.จุตูปปาตญาณ การใช้ทิพจักขุญาณ ให้รู้เห็นการเกิดการตายของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย อันเป็น แก่นของพระศาสนา เป็นต้นว่า รู้ว่า คนที่เราเห็นนี้ ก่อนเกิดมาจากไหน มาจากนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา หรือพรหม ได้ยินข่าวคนตาย สัตว์ตาย เราจะรู้ได้ทันทีว่า เขาตายแล้วไปไหน ไปเกิดที่ใด

๓.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ญาณอันเป็น กระพี้ ของพระศาสนา คือการรู้ระลึกชาติของเราเอง ว่าเราเคยเกิดเป็นอะไรมาบ้าง กี่ครั้ง กี่วาระ เคยเกิดในดินแดนดีเลวอย่างไรมาบ้าง เคยเกี่ยวดองกับใคร เป็นอะไรกันมา เคยตาย ๆ เกิด ๆ กี่ครั้ง กี่วาระ เรารู้ได้ การรู้อย่างนี้จะเป็นปัจจัยให้ปล่อยวาง เห็นความไม่เที่ยง เกิดนิพพิทาญาณได้ง่าย

๔.เจโตปริยญาณ การรู้จิตใจผู้อื่น การดูสภาพของจิตของอทิสสมานกายของผู้อื่น (และแม้ของตัวเอง) เพื่อการสำรวจ การกำจัด การลดละกิเลส ว่า คนที่เราเห็นหน้าหรือเราได้ยินชื่อ เขามีอารมณ์จิต ดีหรือเลว มีจิตเป็นบาปหรือเป็นบุญ ได้ฌานสมาบัติหรือเป็นพระอริยเจ้าแล้วหรือเปล่า เขาคิดอะไรอยู่

๕.อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอดีต รู้จักภูมิประเทศว่าที่นี้เคยเป็นอย่างไรมาก่อน สมัยใด มีบ้านเรือนไหม เป็นประเทศเขตชื่อใด สภาพเป็นอย่างไร ฯลฯ รู้เรื่องของคน ของสัตว์ เรื่องของพื้นที่ และเรื่องของเราเองที่เกี่ยวข้องกับบุคคลและสถานที่นั้นในอดีต เราทราบได้

๖.อนาคตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอนาคตของเรา ของบุคคลอื่น รู้เรื่องประเทศชาติ เรื่องของโลก รู้ได้ว่ามีความสุข หรือจะมีความทุกข์ รู้จนกระทั่งว่าถ้าตายจากชาตินี้ เราจะไปเกิดที่ไหน คนนั้น ๆ จะไปเกิดที่ใด ชีวิตข้างหน้าจะทำมาหากินอย่างไร เราก็ทราบและพยากรณ์ได้ โดยอาศัยญาณนี้

๗.ยถากรรมมุตาญาณ เป็นปัจจัยให้เรารู้เหตุแห่งความสุขความทุกข์ ทั้งของตนเองและผู้อื่นได้ เช่น เราจนเพราะอะไร มั่งมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย มีสุขเพราะอะไร มีทุกข์เพราะอกุศลกรรมใดให้ผล เจ็บไข้ได้ป่วย ต้องทนทุกข์ทรมาน เพราะเราทำกรรมใดไว้อย่างไร ถูกเขาคดโกง ถูกภัยธรรมชาติ ทรัพย์สินเสียหาย เพราะกรรมใดมาสนอง ทำไมบริวารจึงไม่เชื่อฟังเรา ฯลฯ

๘.ปัจจุปันนังสญาณ รู้กาลปัจจุบัน คือ ขณะนี้ ปัจจุบันนี้ ใครอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ เหตุการณ์ดีหรือร้าย อย่างไรและทำไม เราทราบได้

การฝึกญาณ ๘ หรืออีก ๗ ญาณดังกล่าวข้างต้น ถ้าท่านมีครูแนะนำให้ ก็ทำตามได้โดยไม่ยาก เพราะท่านมี มโนมยิทธิ หรือ ทิพจักขุญาณ อันเป็นฐานสำคัญแล้ว ฝึกฝนตามคำแนะนำของครูไปเรื่อย ๆ และจดจำวิธีการเอาไว้ซักซ้อมเอง

ในกรณีที่ท่านจะฝึกเองที่บ้านก็เช่นเดียวกัน เมื่อได้ทิพจักขุญาณแล้ว ท่านอยากรู้ ในเรื่องใด ญาณใด ให้ทำจิตเป็นสมาธิเป็นฌาน กราบองค์สมเด็จพระพิชิตมาร แล้วนั่งตรงหน้าพระองค์ จับภาพของพระพุทธองค์ ให้ชัดเจนแจ่มใสที่สุด ต่อจากนั้น ท่านอยากรู้เรื่องใด ให้ทูลถามพระองค์ได้ อยากไปที่ใด ท่านก็สามารถขอให้องค์สมเด็จพระพิชิตมาร ทรงนำไปได้ทุกที่

การรู้เห็นนั้น ท่านจะขอให้พระพุทธองค์ทรงทำภาพให้เห็นตามความเป็นจริงด้วย พร้อมกับรับทราบคำตอบ ทั้งเรื่องอดีต ปัจจุบัน อนาคต จะลี้ลับแค่ไหน แม้มนุษย์โลกทั่วไปในปัจจุบัน ยังไม่รู้ วิทยาศาสตร์ยังก้าวไม่ถึง แต่ด้วยพุทธานุภาพและความสะอาดของจิตผู้รับ (ตัวผู้ปฏิบัติเอง) จะรู้ได้ เห็นได้ ในสิ่งต่าง ๆ ที่ “เหลือเชื่อ” หรือเกินวิสัยสำหรับหลาย ๆ คน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง อยากรู้อะไร ให้กราบทูลถามองค์สมเด็จพระประทีปแก้วทุกครั้ง อย่าใช้กำลังใจความรู้สึกของตนเอง จะผิดพลาดได้ ผู้ที่มีทิพจักขุญาณแล้ว จงจำและทำตามที่ใคร ๆ เขาว่า “อะไรๆ ก็ถามพระพุทธเจ้า” เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของท่านเอง.

 

การอุทิศส่วนกุศล

ก่อนออกจากที่ ก่อนเลิกจากกรรมฐานทุกครั้ง ท่านสาธุชนควรตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลทุกครั้ง คำอุทิศส่วนกุศลตามแบบฉบับที่ หลวงพ่อฤาษี ท่านผูกเป็น “คาถา” สำหรับสานุศิษย์ผู้ฝึกวิชชา มโนมยิทธิ ไว้แล้ว ส่วนวรรคสุดท้าย ผู้เขียนต่อเติมเข้าไปเพื่อสร้างกำลัง เสริมความคล่องตัว ในปัจจุบัน.

 

คำอุทิศส่วนกุศล

อิทัง ปุญญะ ผะลัง

ผลบุญใดที่ข้าพเจ้า (ทั้งหลาย) ได้บำเพ็ญแล้ว ณ โอกาสนี้ ข้าพเจ้า (ทั้งหลาย) ขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ที่เคยล่วงเกินมาแล้ว แต่ชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ขอเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงโมทนาในส่วนกุศลนี้ และจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า ตั้งแต่วันนี้ตราบเข้าสู่พระนิพพาน

และข้าพเจ้า (ทั้งหลาย) ขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่เทพเจ้าทั้งหลายที่ปกปักษ์รักษาข้าพเจ้า และเทพเจ้าทั้งหลายทั่วสากลพิภพ และพญายมราช ขอเทพเจ้าทั้งหลายและพญายมราช จงโมทนาในส่วนกุศลนี้ ขอจงเป็นสักขีพยาน ในการบำเพ็ญกุศลของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเถิด

และขออุทิศส่วนกุศลนี้ ให้แก่ท่านทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้ว ที่เสวยสุขอยู่ก็ดี เสวยทุกข์อยู่ก็ดี เป็นญาติก็ดี มิใช่ญาติก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงโมทนาในส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์ความสุข เช่นเดียวกับข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด

ผลบุญใดที่ข้าพเจ้า(ทั้งหลาย) ได้บำเพ็ญแล้ว ณ โอกาสนี้ ขอผลบุญนี้ จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้า(ทั้งหลาย) ได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เถิด ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังมิได้ถึงซึ่งพระนิพพานเพียงใด ขอคำว่าไม่มี จงอย่าปรากฏแก่ข้าพเจ้า ทุกเมื่อเทอญ.

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)

สุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)

ถ้าท่านใดจะอุทิศส่วนกุศลให้ญาติ ให้มิตรสหาย คนใด เป็นการพิเศษ เพื่อช่วยเหลือท่านผู้นั้นให้พ้นทุกข์ จะเป็นการบุญกุศลจาก สังฆทาน วิหารทาน ธรรมทาน การปฏิบัติพระกรรมฐาน เป็นต้น

ท่านแนะนำว่า ให้อุทิศเจาะจงเฉพาะตัว เป็นภาษาไทย (ไม่ต้องใช้บาลีเพราะบางผีอาจฟังไม่รู้เรื่องและบางทีนะ ผีรอแล้วรออีกก็ไม่ได้ อย่างเช่นบท “อิมินาฯ” เป็นต้น อุทิศให้ แต่เลยผีที่ขอไปเสียหมด) ให้เอ่ยชื่อท่านผู้นั้น ให้มาโมทนาเลยทีเดียว ถ้าเขามาโมทนาได้ ก็ได้ ถ้ามาไม่ได้ ก็ไม่ได้ แต่บุญที่เราอุทิศให้ไม่สูญหาย จะรอเขาอยู่ จนกว่าถึงวาระที่เขามารับได้

ที่มาไม่ได้ แสดงว่า เขาต้องใช้กรรมที่เขาก่อขึ้น ระหว่างการเป็นคนในมนุษยโลก โบราณาจารย์ท่านจึงกล่าวไว้ว่า ถ้าจะทำบุญให้คนตาย ต้องรีบทำให้ภายใน ๕ วัน ๗ วันมนุษย์ ถ้าเลยแล้วอาจจะไม่มีโอกาสได้รับ

สำหรับผู้ที่ประกอบกรรมหนัก จิตเป็นอกุศล ตนเองไม่ได้สร้างบุญบารมีใด ๆ ไว้ ตายเมื่อใดต้องเกิดใหม่ในนรกทันที บุคคลประเภทนี้ ไม่มีเวลารอรับส่วนบุญจากใคร ใครทำบุญอุทิศให้ ผู้ทำก็ได้เอง ๑๐๐ เปอร์เซนต์.

 

ตัวอย่างคำกล่าวอุทิศส่วนกุศลเฉพาะ

“ด้วยบุญบารมีที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญมา ตั้งแต่ต้นจนปัจจุบัน อันจะมีผลประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าเพียงใด ข้าพเจ้าขออุทิศให้แก่ …(ชื่อ)… ขอเธอจงมาโมทนา และได้รับประโยชน์ และความสุข เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด”.

 

เตือนสติ


เมื่อท่านได้มโนมยิทธิ และญาณ ๘ ประการแล้ว ท่านควรซักซ้อม ใช้ให้เป็นปกติทุกวัน ท่านรวบรัดแนะนำ ข้อควรปฏิบัติไว้ดังต่อไปนี้

๑.ทุกญาณของการรู้ ให้ถามตรงต่อพระพุทธเจ้า อย่าใช้กำลังของตัวเอง จะผิดพลาดได้ง่าย ต้องอาศัยบารมีของพระพุทธเจ้าทุกครั้ง แม้พระอริยสาวกทั้งปวง ท่านก็ไม่ใช้กำลังของตนเอง เพราะความผิดพลาดเบี่ยงเบนย่อมเกิดขึ้นได้ และการใช้กำลังใจตัวเอง อุปาทานจะหลอกหลอนเอาได้ง่าย

๒.ก่อนนอน และ ตอนตื่นนอน รวบรวมกำลังใจ พุ่งไปนิพพานก่อน เมื่อถึงนิพพานแล้ว ให้ตัดสินใจว่า ถ้าร่างกายนี้พังเมื่อไร ขอมาที่นี่แห่งเดียวทันที เมื่อจิตเป็นสุขอยู่ที่พระนิพพานแล้ว กราบทูลถามพระพุทธเจ้า เช่น ใครจะมาหาบ้างวันนี้ กิจการงานวันนี้เป็นอย่างไร ฯลฯ สอบถามแล้วจดบันทึกไว้ตรวจสอบ วันไหนตรง ถูกต้องตามที่เรารู้ทุกอย่าง ให้จำอารมณ์นั้นไว้ วันต่อไปอยากรู้อะไร ให้ใช้อารมณ์เดิมแบบนั้น จะถูกต้อง จะทำหมอดู พยากรณ์ก็ได้ แต่ไม่ควรรับเงินตอบแทน จะทำให้เกิดความโลภและหลงในตนเอง อันจะปิดกั้นความดี กลายเป็นผลเสียดึงให้ลงนรกได้

๓.เมื่อรู้สภาวะตามความเป็นจริงของโลก และโลกธรรม จงตั้งใจไว้ว่า โลกนี้มันเลวอย่างนี้ เพื่อนเราชมต่อหน้า ลับหลังนินทาว่าร้าย อย่าโกรธเขา ใครกลั่นแกล้ง เราไม่โกรธ ตั้งจิตแผ่เมตตา ให้อภัยเขาไป เป็นอภัยทาน ทำจิตวางเฉย ถือว่า เป็นธรรมดาโลก ฉะนั้น เราจะคบกับทุกคนได้ แต่ไม่ยอมรับนับถือเขา ถ้าเขาเลว เรายอมรับนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์เท่านั้น

๔.การมี ทิพจักขุญาณ หรือ มโนมยิทธิ มิได้ช่วยให้ หนีนรก และอบายภูมิได้ ต้องทำใจท่านให้มีอารมณ์จิตเป็นพระอริยเจ้า จึงจะหนีนรกได้ถาวร อารมณ์จิตของพระอริยเจ้าเบื้องต้น ที่ท่านแนะนำไว้ เพื่อการหนีอบายภูมิอย่างถาวร ได้แก่

ไม่ลืมว่า ชีวิตนี้ต้องตาย ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ฯลฯ

ไม่สงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ และยอมรับนับถือด้วยความจริงใจ

ทรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์สำหรับฆราวาส ส่วนภิกษุสามเณรก็ทรงศีลตามพระธรรมวินัย

คิดไว้เสมอว่า การเกิดเป็นทุกข์ เป็นมนุษย์เทวดาพรหมเราไม่ต้องการ เราต้องการเฉพาะพระนิพพานอย่างเดียว ตายเมื่อไรขอไปนิพพานทันที

๕.ต้องหมั่นฝึกซ้อม วิชชา มโนมยิทธิ เป็นฌานโลกีย์ ถ้าไม่หมั่นปฏิบัติฝึกฝน ไม่ทรงอารมณ์ใจให้บริสุทธิ์ วิชชานี้จะหายไปจากผู้นั้น และ การรู้เห็นคล่องตัวชัดเจน ต้องมี ๓ ดี คือ สมาธิดี ศีลดี และวิปัสสนาญาณดี

๖.อย่าประมาท อย่าทะนงตนว่าดีกว่า เก่งกว่าใครเขา(หรือคิดว่าตนเองเลวกว่าเขา) ถ้าคิดว่าเราดีเมื่อไร แสดงว่าจิตเราเลวเมื่อนั้น นักปฏิบัติต้องกระทำเพื่อละ อย่าคอยจ้องจับผิดผู้อื่น สนใจเรื่องของตน แม้ตนจะเข้าถึงความดี ระดับ “เปลือก สะเก็ด กระพี้ หรือแก่น” ก็ยังเป็นแค่ฌานโลกีย์ ยังไม่ดีพอ ต้องปฏิบัติให้ถึงขั้นโลกุตตระ ระดับพระอริยเจ้า จึงจะพอวางใจได้

ความดีระดับเปลือก ของพระศาสนา ข้าพเจ้าขอคัดลอกมาเป็นภาษาไทย ง่ายๆ ดังนี้

๑.ไม่กังวล

๒.ไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง

ไม่ยุยงให้คนอื่นทำลายศีล

ไม่ยินดีเมื่อผู้อื่นทำลายศีลแล้ว

๓.ระงับนิวรณ์ได้โดยพลัน เมื่อต้องการความเป็นทิพย์ของจิต

๔.จิตทรงพรหมวิหารเป็นปกติตลอดวัน

ความดีชั้นสะเก็ด ได้แก่

๑.ไม่สนใจในจริยาของคนอื่น ใครจะดี จะเลว เรื่องของเขา

๒.ไม่ยกตนข่มท่าน

๓.อย่าถือตัวเกินไป

ความดีชั้นกระพี้ ได้แก่ การระลึกชาติได้ มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ความดีระดับแก่น ของพระศาสนา คือ การคล่องในจุตูปปาตญาณ

๗.ความละเอียดเรื่องการรู้เห็นของแต่ละคน อาจไม่เหมือนกัน เพราะสภาพร่างกายของแต่ละภพภูมิต่างกัน ดังแจกแจงไว้ดังนี้

ร่างกายคน และ สัตว์ หยาบกว่า หนากว่า ผี คือ อสุรกาย สัมภเวสี เปรตบางจำพวก ถ้าผีไม่ต้องการให้คนเห็น คนก็จะเห็นไม่ได้ แต่พวกเขาเห็นคนได้

ผี มีร่างกายหยาบกว่า เทวดา ตั้งแต่ภุมเทวดาขึ้นไป ถ้าเทวดาไม่อยากให้พวกเขาเห็น ผีก็เห็นท่านไม่ได้

เทวดา มีร่างกายหยาบกว่า พรหม ร่างกายพรหมละเอียดกว่า ถ้าพรหมไม่ให้เห็น เทวดาก็เห็นพรหมไม่ได้

พระอริยเจ้า และ พระพุทธเจ้า ที่เข้านิพพานไปแล้ว มีร่างกายบางมาก ละเอียดมากกว่าพรหม ถ้าท่านไม่ต้องการให้เห็น แม้พรหมก็ไม่สามารถมองเห็นได้เลย

สำหรับลีลาในการปฏิบัติพระกรรมฐาน จะมีผลต่างกัน ดังนี้

ถ้าจิตสะอาดขั้นโลกีย์ชั้นต่ำ จะสามารถเห็นเทวดาได้ แต่จะไม่เห็นพรหม ผู้ปฏิบัติมโนมยิทธิหรือมีอภิญญาระดับนี้ จะไปสวรรค์ได้ แต่ไปพรหมไม่ได้ ท่านที่ฝึกทิพจักขุญาณในหมวดวิชชาสาม จะเห็นเทวดา แต่ไม่เห็นพรหม

ถ้าเจริญสมาธิจนจิตเป็นฌาน ผู้ปฏิบัติได้ในหมวดมโนมยิทธิถึงขั้นนี้ ไปพรหมได้ ผู้ปฏิบัติหลักสูตรวิชชาสาม สามารถเห็นพรหมและพูดกับพรหมได้

ถ้าเจริญสมาธิ มีจิตสะอาดระดับพระโสดาบันขึ้นไป ผู้ปฏิบัติตามหลักสูตรมโนมยิทธิ จะเห็นและเข้าเขตพระนิพพานได้ นั่งนอนในวิมานของตนที่แดนพระนิพพานได้ ผู้ที่ปฏิบัติในหลักสูตรวิชชาสามที่เจริญทิพจักขุญาณ จะเห็นนิพพานได้

๘.สีของจิตและลักษณะอทิสสมานกาย ซึ่งผู้ฝึกซ้อมการใช้เจโตปริยญาณควรรู้ไว้ เพื่อประโยชน์ในการดู การสังเกตทั้งใจของตนเองหรือกายผู้อื่น

สีของจิต หรือ น้ำเลี้ยงของจิต นั้น ท่านจำแนกไว้โดยย่อ ดังนี้
จิตที่มีความดี เพราะผลอย่างใดอย่างหนึ่ง จิตจะเป็น สีแดง
จิตที่ขณะนั้นมีความอาฆาตพยาบาท ความโกรธหรือเป็นทุกข์ จิตจะเป็น สีดำ
จิตมีอารมณ์น้อมไปทางเชื่อง่าย มักขาดเหตุผล จิตจะเป็น สีขาว เหมือนดอกกรรณิการ์
จิตผู้ฉลาด ปฏิภาณดี ไม่มีกังวล จิตมีสีผ่องใส คล้ายหยดน้ำบนใบบัว

ลักษณะของจิตที่กล่าวข้างต้น เป็น ลักษณะจิตของปุถุชน

ลักษณะจิตของผู้ทรงฌานโลกีย์ นั้น ท่านกล่าวไว้ดังนี้

ผู้ทรงฌานที่ ๑ หรือ ปฐมฌาน ลักษณะของจิตเหมือนเนื้อที่ถูกแก้วใส ๆ บาง ๆ ครอบไว้ภายนอก

ผู้ทรงฌานที่ ๒ หรือ ทุติยฌาน ลักษณะจิตเหมือนแก้วเคลือบหนาลงไปครึ่งหนึ่งของดวงจิต

ผู้ที่ทรงฌานที่ ๓ หรือ ตติยฌาน จิตท่านผู้นั้นจะเหมือนแก้วเคลือบหนามาก เห็นแก่นในนั้นอยู่นิดหน่อย ไม่เต็มดวง

ผู้ทรงฌานที่ ๔ หรือ จตุตถฌาน จิตของท่านจะเห็นเป็นแก้วใสทั้งดวง เหมือนดวงแก้วลอยอยู่ในอก

สำหรับ ลักษณะของจิตของพระอริยเจ้า นั้น ย่อมแตกต่างไปจากลักษณะที่กล่าวข้างต้นทั้ง ๒ จำพวก ท่านบ่งบอกไว้เป็น ๕ ลักษณะด้วยกันคือ

จิตของผู้ที่มีอารมณ์วิปัสสนาญาณและเจริญวิปัสสนาญาณ พอมีผลบ้างแล้ว จิตจะมองเห็นเป็นประกายออกเล็กน้อย

จิตของท่านที่เป็น พระโสดาบัน ดวงจิตจะมีประกายคลุมเข้ามาประมาณหนึ่งในสี่ของดวง

จิตของท่านที่เป็น พระสกิทาคามี จิตจะมีประกายประมาณครึ่งหนึ่งของดวง อีกครึ่งหนึ่งนั้นยังเป็นแกนหนาอยู่

จิตของท่านที่เป็น พระอนาคามี จิตจะเป็นประกายเกือบหมดดวง จะมีส่วนเหลือที่ไม่เป็นประกายอยู่อีกนิดหน่อย เป็นแกนราว ๑ ในสี่ของดวง

จิตของท่านที่ได้บรรลุเป็น พระอรหันต์ แล้วนั้น จิตของท่านเป็นประกายคล้ายดาวประกายพรึก ระยิบระยับ สว่างมากทั้งดวง ลอยอยู่ในอก และลักษณะจิตที่เป็นดาวประกายพรึกแบบนี้แหละ ที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดา ครู อาจารย์ ท่านแนะนำให้เราผู้เป็นนักปฏิบัติทุกคน แสวงหามาครองครองเป็นของตนให้ได้เพื่อความพ้นทุกข์
อทิสสมานกาย หรือ กายใน ของคนก็มีสภาพคล้ายกับจิต จะปรากฏตามบุญบารมีความดี ที่ตนเองได้สั่งสมเอาไว้ ซึ่งท่านแบ่งออกไว้เพื่อความเข้าใจเป็น ๕ ระดับ ต่อไปนี้

กายอบายภูมิ ท่านบอกว่ามีลักษณะคล้ายคนขอทาน ร่างกายซูบซีด เศร้าหมอง อิดโรย ถ้ากายในของใครเป็นไปในลักษณะนี้ ตายแล้วก็ต้องไปอบายภูมิ

กายมนุษย์ มีรูปร่างค่อนข้างผ่องใส ลักษณะเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ แต่ว่ากายมนุษย์นี้จะมีส่วนสัด ผิวพรรณ ความงามต่างๆกันไป บุคคลที่มีกายแบบนี้ ตายแล้วจะเกิดเป็นมนุษย์อีก

กายทิพย์ คือ กายเทวดาชั้นกามาวจรสวรรค์ เป็นภุมเทวดา รุกขเทวดา หรือ อากาศเทวดา ตามแต่จะเรียก จะมีรูปร่าง ความผ่องใส เครื่องประดับกายแพรวพราว สีสันและความงามต่างกันตามบุญบารมีรัศมีกำลังฤทธิ์ ท่านที่มีกายในกายแบบนี้ ตายแล้วจะไปเป็นเทวดาในสวรรค์เขตต่างๆ กัน

กายพรหม มีลักษณะคล้ายกายทิพย์ของเทวดา แต่ผิวกายละเอียดกว่า ใสกว่าคล้ายแก้ว เครื่องประดับเป็นสีทองล้วน แลดูเหลืองพราวไปหมดทั้งตัว รวมทั้งมงกุฎที่สวมใส่ด้วย ผู้ที่มีกายลักษณะนี้จะเกิดเป็นพรหม

กายแก้ว หรือ ธรรมกาย เป็นลักษณะกายของพระอรหันต์ ซึ่งบางท่านเรียกว่าเป็น วิสุทธิเทพ เราจะเห็นเป็นประกายพรึกทั้งองค์ ใสสะอาดยิ่งกว่ากายพรหม ทั้งผิวกายและเครื่องประดับกายล้วนเป็นแก้วใส ประกายระยิบระยับทั้งหมด ดูตื่นใจสุขสบายตายิ่ง ท่านที่เป็นเจ้าของอทิสสมานกาย ที่เป็นกายแก้วนี้ ตายแล้วไปนิพพานทันที

ข้อควรสังเกตมีอยู่ว่า กายในระดับ ๑ ถึง ๔ นั้น ยังมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ตามบุญหรืออกุศลกรรมที่ตนทำต่อไปอีก จนกว่าจะตาย และถ้าก่อนตาย กายในกายปรากฏให้เห็นเป็นแบบใด ผู้นั้นจะไปเกิดเป็นแบบนั้น

และการ ขอดู กายในกาย หรือการใช้เจโตปริยญาณนั้น พึงระมัดระวัง อุปาทาน การประเมินล่วงหน้า การขอดูกายในข้อ ๕ ของพระอรหันต์นั้น ยากอยู่ ต้องรอบคอบ และระวังปฏิบัติให้ถูกวิธี และพิจารณาถึงการควรหรือไม่ อย่างไรด้วย

หลวงพ่อฤาษี ท่านย้ำเตือนอยู่เสมอว่า การรู้จักใช้เจโตปริยญาณนั้นมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะการดูให้ รู้อารมณ์จิตของตนเอง สำคัญที่สุด เพื่อจะได้แก้ไข สกัดอารมณ์ที่เป็นกิเลสอุปกิเลส ไม่ให้เข้ามาพัวพันกับจิต ล้างสีทุกอย่างออกไป อย่าให้ปรากฏแก่จิต อันดับแรก ให้เหลือเพียง สีใสคล้ายแก้วทั้งแท่ง และต่อไปเพื่อความสุขอันถาวร ต้องให้ จิตเป็นประกายได้หนึ่งในสี่ของดวงเป็นอย่างน้อย แล้วค่อย ๆ พัฒนาให้ จิตเป็นประกายพรึก ในที่สุด

ถึงตอนนี้ก็ใคร่ขอกล่าวซ้ำว่า สิ่งสำคัญที่ครูอาจารย์ท่านกล่าวไว้ สำหรับผู้ที่เรียนรู้ในหมวดวิชชา มโนมยิทธิ นั้น ถ้ายังต้องหลับตาภาวนาเป็นนาน ก่อนการรู้เห็นใด ๆ จะต้องหมั่นฝึกซ้อมให้คล่อง ลืมตารู้ได้ เห็นได้ สัมผัสได้ ทุกขณะที่ปรารถนาจะรู้เห็น และอย่างถูกต้องด้วย จึงจะนับว่าใช้ได้

นอกจากนี้ การปฏิบัติพระกรรมฐานแบบนี้นั้น “…อย่างน้อย ๆ ต้องทำให้ได้ถึงขั้นศึกษาธรรมะจากครูอาจารย์ที่ไม่มีขันธ์ ๕ ได้ด้วย” ไม่ใช่คอยเกาะติดตำรา และกายของครูอาจารย์ เพราะการทำเช่นนั้นไม่ช่วยใครได้

นั่นหมายความว่า ต้องพากเพียรทำทิพจักขุญาณให้เกิด ฝึกฝนจนคล่อง สามารถพบเห็นพระพุทธเจ้า และพระอริยเจ้าทั้งหลายที่ละทิ้งขันธ์ ๕ ไปแล้วได้ และรับคำแนะนำสั่งสอนจากท่านเหล่านั้นที่มาสงเคราะห์ได้ด้วย

การปฏิบัติพระกรรมฐานในหมวดนี้ เป็นการ “ฝึกใจ” มิได้มุ่งฝึกกาย ผู้ที่มีอิทธิบาท ๔ มีความพยายามและศรัทธาจริง ในวิชชาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ช้าหรือเร็วย่อมกระทำได้สำเร็จ.

 

ส่งท้าย

เวลาไม่เคยรอใคร ท่านจงกระทำเสียแต่เดี๋ยวนี้ เพื่อความไม่ประมาทเถิด ขออาราธนาบารมี องค์สมเด็จพระบรมสุคตทุก ๆ พระองค์ นับตั้งแต่องค์สมเด็จพระปฐมบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธสิขีทศพล หลวงปู่ปาน ครูอาจารย์ ท่านเจ้าของวิชชา และ หลวงพ่อฤาษี ขออำนาจบุญบารมีทุกๆพระองค์ โปรดสงเคราะห์เหล่าสาธุชนพุทธบริษัท ผู้ตั้งใจปฏิบัติในหมวดนี้ ได้สมมโนเจตนาเทอญ.

— จบ มโนมยิทธิ โดย สุนิสา วงศ์ราม —

 

● มโนมยิทธิ ๑ หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง
เกริ่นนำ โดยสุนิสา วงศ์ราม
ความหมายของมโนมยิทธิ
ต้นกำเนิดของมโนมยิทธิ
วัตถุประสงค์
คุณประโยชน์
แบบของมโนมยิทธิ
เหตุบันดาลใจให้ประยุกต์
มโนมยิทธิประยุกต์แบบครึ่งกำลัง   
การเตรียมตัวฝึก
การสมาทานพระกรรมฐาน
คำบูชาพระรัตนตรัย, คำขอขมาพระรัตนตรัย
การสมาทานศีล
คำสมาทานพระกรรมฐาน   
การฝึกที่ต้องมีครูชี้แนะ
การฝึกแบบครึ่งกำลัง
ครูฝึก   
การฝึกแบบเต็มกำลัง
วิธีปฏิบัติ
การฝึกด้วยตนเองสำหรับผู้ฝึกใหม่   
การฝึกด้วยตนเองสำหรับผู้เคยฝึกแล้ว
การท่องเที่ยว, ญาณ ๘   
การอุทิศส่วนกุศล, คำอุทิศส่วนกุศล
เตือนสติ
   
● หลวงพ่อพระราชพรหมยานตอบปัญหามโนมยิทธิ
ปัญหาของผู้ไม่เคยฝึกมาก่อน
ปัญหาของผู้เริ่มฝึกใหม่ๆ
ปัญหาของผู้เริ่มฝึกได้แล้วและการฝึกแบบเต็มกำลัง
● มโนมยิทธิ ๒ หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง
มโนมยิทธิเต็มกำลัง
นิพพานมีสภาพไม่สูญ
จุตูปปาตญาณ
เจโตปริยญาณ
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ
อตีตังสญาณ
อนาคตังสญาณ
ปัจจุปปันนังสญาณ,ยถากรรมมุตาญาณ
ประโยชน์ของการเจริญมโนมยิทธิ
● หลวงพ่อแนะนำการฝึกมโนฯสำหรับนักปฏิบัติใหม่
● การรักษาอารมณ์ของมโนมยิทธิ

Be Sociable, Share!

Comments are closed.