ปัญหาเรื่องศาลพระภูมิ

ปัญหาเรื่องศาลพระภูมิ โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

เรื่องนี้นับว่ามีความสำคัญสำหรับคนไทย ทีมีความเชื่อถือมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย มักจะมีเรื่องนี้เกี่ยวพันกับชีวิตไทๆ อยู่เสมอ ฉะนั้นท่านที่กำลังมีปัญหาเรื่องนี้ คงจะเข้าใจในพิธีกรรมต่างๆ ตามแบบฉบับในการแนะนำของหลวงพ่อ ขอเริ่มปัญหาแรกกันเลย…

ความเป็นมาของการตั้งศาลพระภูมิ

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อครับ เทวดาที่สิงสถิตย์อยู่ที่ศาลพระภูมิ เป็นเทวดาชั้นไหนครับ?”

หลวงพ่อ :- “ไม่มี…ที่ศาลนี่ไม่มีจริงๆ นะ ศาลเป็นที่สักการะเฉยๆ ใช่ไหม…แต่วิมานเขามีอยู่ และการยกศาลเป็นการแสดงยอมรับนับถือ จะให้เข้าไปนั่งในศาลพระภูมิต้องทำตัวเล็กซินะ (หัวเราะ) อันนี้เป็นการแสดงการยอมรับนับถือ ยอมรับนับถือซึ่งกันและกันจึงตั้งศาลขึ้น

เรื่องนี้เคยถามภูมิเทวดาท่าน เมื่อก่อนนี้เคยยกศาลบ่อยๆ สงสัยก็เชิญท่านมา…ท่านก็มา จึงถามว่า ความเป็นมาของการตั้งศาลพระภูมิเป็นมาอย่างไร…ท่านบอกว่า จริงๆ มันไม่มีแบบ เดิมทีเดียว ชาวบ้านยังไม่มีพุทธศาสนา ใช่ไหม…ก็นับถือเจ้าที่เจ้าทาง เทวดาประจำถิ่นบ้าง…อะไรบ้าง…การแสดงความเคารพก็ไม่มีอะไรมาก เอาไม้กระบอกปักเข้า จูดธูปบอก

ต่อมาก็คิดว่าเราอาศัยเทวดามาก ก็ควรจะมีอะไรถวายเทวดาบ้าง ก็ทำเป็นศาลเพียงตาขึ้นมา เอาของวางข้างล่าง ก็คิดว่าเทวดานั่งข้างบน

ต่อมาก็เห็นใจเทวดานั่งตากแดดนั่งตากฝนก็ทำร่มให้ แล้วต่อมาก็ทำเป็นบ้าน แล้วต่อมาก็ทำเป็นตึก เวลานี้เป็นปราสาทนะ สวยงามมาก แสดงว่าพระภูมินี่ร่ำรวยขึ้น คือบ้านสวย อันนี้เป็น ภูมิเทวดา แต่ว่าถ้าเป็นศาลสี่เสาหรือหกเสา เป็น อากาศเทวดา นะ

แต่ถ้าถามว่าในสถานที่ไหน…ควรจะใช้สี่เสาหรือหกเสา ก็ต้องดูก่อนว่า ที่นั่นมีอากาศเทวดารักษาหรือเปล่า…เพราะอากาศเทวดาก็เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช องค์หนึ่งก็คุมพระภูมิหลายสิบองค์ เหมือนกับเจ้าเมืองนะ เจ้าเมืองก็มีคนเดียวใช่ไหม…นอกนั้นก็มีกำนันผู้ใหญ่บ้านเยอะ นี่ตามที่ถามท่านมานะ ที่พูดนี่ไม่มีตำรานะ เป็นเพียงถามภูมิเทวดาท่าน ตำราถามนี้ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องเขียน”

การตั้งศาลพระภูมิ

ผู้ถาม :- “เรื่องตั้งศาลพระภูมิขอให้หลวงพ่อแนะนำหน่อยค่ะ”

หลวงพ่อ :- “เวลาจะตั้งศาลพระภูมินะ อันดับแรกขุดหลุมก่อน แล้วเอาเสาแหย่ลงไป”

ผู้ถาม :- (หัวเราะ)

หลวงพ่อ :- “พิธีกรรมฉันไม่มีกับเขาหรอก เพราะเรื่องนี้ฉันไม่ได้ศึกษากับใครเขา ถ้าเมื่อก่อนฉันตั้งให้ ฉันใช้เชิญท้าวมหาราช เพราะท้าวมหาราชท่านเป็นนายพระภูมิ เมื่อเชิญมาแล้ว ท่านก็สั่งให้ลูกศิษย์ท่านรักษา ดีกว่าเราขอร้อง ฉันทำแบบนี้ ไม่เกี่ยวกับคำถามนะ

มีบ้านอยู่บ้านหนึ่งที่ดำเนินสะดวก มีแม่อยู่คน มีลูกสาวอยู่คน สองคนเท่านั้น เป็นผู้หญิง พวกโจรคิดว่าบ้านนี้เป็นผู้หญิงมีสตางค์ หวานคอแน่ ก็ตั้งใจปล้น

ก่อนหน้านั้นบังเอิญอาตมาไปธุระ เห็นบอกว่ามีข่าวไม่ดี มีคนมาบอก ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยให้เขาใช้เครื่องบวงสรวงเชิญท้าวมหาราช ถ้าหากว่าท่านช่วยก็พ้น ถ้าท่านไม่ช่วยก็แล้วไป หมูเสียก็กินเอง พอทำเข้าไปแล้วปรากฏว่า ๑ ปีผ่านไป ขโมยไม่ได้เข้าบ้าน พวกโจรพวกนั้นแหละเขาไปคุยในร้านเหล้าว่า

“อีรอดนี่…มันมีสองคนเท่านั้นกับลูกสาวเวลากลางวัน แต่เวลาจะเข้าไปทีไร มันเอาผู้ชายที่ไหนมา ๑๐ คนตัวใหญ่ๆ เต็มไปหมด” เข้าไม่ได้ พอเข้าใกล้เขตบ้าน พวกนั้นจะมาเล่นงาน ไอ้พวกนี้ก็ถอย

ทีนี้บ้านน้องสาวแกอีกคนหนึ่ง อยู่ฝั่งตรงข้าม เขาเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมัน เขาถามพี่สาวว่าทำยังไง…แกก็บอกไม่รู้ หลวงพ่อท่านมา ท่านให้บูชา ฉันก็บูชาตามท่านว่า รายนั้นก็เอาบ้างขอคำบูชาไป พอบูชาได้ ๒ วันนอนไม่ได้เลย พวกขว้างบ้านปังๆ ตลอดคืน เขาก็เข้าใจว่าคนอื่นมาขว้าง พวกผู้ชายเขาก็เอาปืนไปนอนในบ้านบ้าง นอนนอกบ้านบ้าง ถ้าใครมาขว้าง ถ้าไม่ยิงก็ไล่จับกันก่อน ถ้าสู้ก็ต้องยิงกันละนะ

ปรากฏว่าก็ยังมีคนขว้างอีก แต่ก็ไม่เห็นตัว ไปๆ มาๆ ก็เอาคำบูชามาคืนให้ยายรอดตามเดิม จึงได้เลิกขว้าง ไอ้ที่ขว้างปังๆ น่ะ เช้าขึ้นไปดู วัตถุเป็นหินเป็นกรวด เป็นไม้ไม่มีเลยนะ ไอ้ฝาสังกะสีหน้าบ้านหลังคารั่วแต่ไม่มีวัตถุ นี่เรื่องท้าวมหาราชต้องทำให้ถูกนะ ถ้าทำไม่ถูกมีเรื่องแน่”

ตั้งศาลบนดาดฟ้า

ผู้ถาม :- “แล้วการตั้งนี่ ถ้าคนที่จะตั้งบนดาดฟ้านี่ สมควรไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “คนตั้งไม่แน่ แต่พระตั้งได้ เพราะฉันเคยไปตั้ง ใช่ไหมคุณ ได้ ไม่เป็นไรนะ ฉันเคยไปตั้ง เมื่อก่อนยังตั้งศาลอยู่ ก็ไปที่จังหวัดชัยนาท มันหาที่ไม่ได้ ที่ข้างๆ ก็ติดกับตึก ตึกเขาเป็นดาดฟ้านะ ไล่ไปไล่มาก็ถามเทวดา (ไปเชิญเทวดาชั้นจาตุฯ เป็นศาลสี่เสา) หาที่ไม่เหมาะ ก็ถามท่านเวสสุวัณว่า เอาตรงไหนดี…ท่านก็บอกว่า เอาบนหลังคาก็แล้วกัน ก็ให้เขาย้ายขึ้นหลังคา

เป็นอันว่าพอเชิญท่านเสร็จ เขาหุ้นกับพวกตึกแถวนะ แถวเดียวกันนี่ เข้าหุ้นกันได้ ขณะอัญเชิญท่านมา ท่านก็บอกว่า ที่นี่จะมีไฟนะ ไฟจะไหม้ บอกเจ้าของบ้านเขาด้วยนะ ประเดี๋ยวจะหาว่าผมไม่พูด ถ้าเป็นปกติแบบนี้ก็ช่วยไม่ได้ ถามท่านอีกที วิธีช่วยได้เป็นยังไง…ต้องถามท่าน ท่านบอกให้เขาทำอีกครั้งหนึ่ง ศาลไม่ต้องทำใหม่ แต่ของเชิญทำอีกครั้ง วันหลังก็ได้ หมูใช้สีแดงทา ไก่ก็เหมือนกัน แล้วใช้กระดาษแดงใส่ถาดรองหมูไก่ เขาก็ทำตามนั้น

เมื่อเชิญท่านเสร็จ ท่านก็บอกว่า ไฟนี้ต้องไหม้นะ แล้วกัน! ถามว่าไหม้ที่ไหน…ท่านบอก ไหม้ที่โรงแรม ถามว่าไหม้มากไหม…ไหม้ผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ติดฝา แต่ต้องไหม้ ไงๆ ก็ต้องไหม้ จะลดเลยไม่ได้ ทีแรกจะต้องไหม้ทั้งหมดเลยนะ ไหม้หมดแถว เขาก็ทำตามนั้น ฉันเลยให้เขาระวังกัน เป็นจริงตามนั้น ไม่ถึง ๑๐ วัน ชั้นสองของโรงแรมมีไฟขึ้นมา เขาวิ่งไปดูกัน ไหม้ผ้าขี้ริ้วจริงๆ แบบขโมยเข้าบ้านแล้วต้องเอาหน่อยใช่ไหม…ไม่งั้นเสียศักดิ์ศรีขโมย”

ตั้งศาลพระภูมิเอง

ผู้ถาม :- “พวกลูกๆ จะตั้งกันบ้างนี่ ขอบารมีหลวงพ่อช่วยแนะนำบ้างครับ”

หลวงพ่อ :- “พวกนี้ช่วยเก็บบารมีไว้ซิ ทำไง…เอายังงี้วิธีง่ายๆ ใช้ เทปบวงสรวง ใช้ได้นึกเอาตามนั้นนะ

อันดับแรก จุดธูปเทียน อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าก่อน ทีหลังก็เปิดเทป แล้วน้อมใจไปตามเสียงนั้นนะ ในเทปนั้นเขาอัญเชิญท้าวมหาราชทั้ง ๔ มี ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ ท้าวเวสสุวัณ พร้อมด้วยอินทกะและบริวาร ขอมาช่วยคุ้มครอง ว่าเรื่อยเฉื่อยไปก็แล้วกัน แต่ว่าถ้าจะตั้งแบบนั้น ยังมี ปลาแป๊ะซะ ๑ ตัว เติมนะ เรื่องของพระภูมิพอจะใช้ได้นะ ตั้งไว้เยอะแล้ว”

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อครับ หลังจากวันตั้งแล้วนี่นะครับ ปลาแป๊ะซะจะมีถวายอีกไหมครับ?”

หลวงพ่อ :- “ท่านไม่ว่าหรอก เอาอย่างนี้ดีกว่า เวลาตรุษสารทนะ ถวายให้ครบถ้วนดีกว่านะ เพื่อความสบายใจของเรา คือว่าท่านไม่ทวงเราแน่ แต่เพื่อความสบายใจของเราเอง เพราะเราทำครบแล้ว ใช่ไหม…เอายังงั้นดีกว่านะ”

ผู้ถาม :- “ของคาวและเหล้า ก็หมายถึงว่าสมควรตั้งอย่างเดียว อย่างหลังไม่ต้องตั้งใช่ไหมครับ”

หลวงพ่อ :- “ถมเถิดไป ฉันก็เคยใช้ เทวดาไม่เคยต่อว่า เหล้านะ ของคาวนะมีได้แต่เหล้าไม่ควรจะมี เทวดาเขาเลิกแล้ว ไอ้ที่ต้องใช้เหล้าน่ะ เทวโด่ไม่ใช่เทวดา จริงๆนะ ฉันไม่ใช้เลยนะ”

ผู้ถาม :- “ถ้าสมมติจะตั้ง ควรจะหันหน้าศาลไปทางทิศไหนครับ?”

หลวงพ่อ :- “หันหน้าใคร”

ผู้ถาม :- “โอ หลวงพ่อนี่ลึกซึ้งละเอียดเหลือเกินนะ”

หลวงพ่อ :- “อ้าว…เดี๋ยวตอบไป ไม่ใช่ๆ หน้าผมครับ หน้าศาลหรือหน้าคน?”

ผู้ถาม :- “หน้าศาลครับ”

หลวงพ่อ :- “หน้าศาลเขาไม่จำกัด เอาแค่เราเข้าบูชาสะดวก แต่ว่าทิศที่ตั้งศาลนี่จำกัด ที่ว่าพระภูมิก็ ไม่ควรตั้งทิศตะวันตก ถ้าตั้งทิศตะวันตกเอาจริงๆ หลวงพ่อปานท่านเคยบอกว่า ทิศนี้ฉิบหายแล้วตายโหง ฉันเคยไปพบที่จังหวัดอุทัยธานี กับจังหวัดชัยนาท เป็นความจริงตามนั้น เศรษฐีนะพังไป ๒ ราย และพังในเหตุที่ไม่ควรจะพัง ไม่น่าจะพัง

และอีกทิศหนึ่งก็ ทิศใต้ไม่ควรตั้งนะ ทิศใต้นี่ก็เป็นแต่เพียงท่านบอกว่า จะเก็บสตางค์ไว้ไม่อยู่ ทิศที่ควรตั้ง คือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือทิศเหนือ หรือทิศตะวันออก ๓ ทิศนี้นะ แต่ว่าถ้าบ้านมีดาดฟ้า ตั้งดาดฟ้าเลยดีกว่า สบายใจนะ”

ผู้ถาม :- “หมายถึงส่วนของดาดฟ้านี่นะครับ เราก็ตั้งช่วงที่อยู่ด้านทางทิศตะวันออก”

หลวงพ่อ :- “ใช่ๆ ให้ถูกทิศ”

ผู้ถาม :- “หันหน้าไปทางไหนก็ได้ ใช่ไหมครับ?”

หลวงพ่อ :- “หันหน้าไม่จำเป็น หันหน้าแค่เราบูชาได้สบายนะ แต่ว่านึกถึงตำรา แต่มันก็ไม่มีตำราเขียน หลวงพ่อปานท่านเคยสั่ง ก็เลยบอกคนเขาเขียนไว้ พอถึงปีจริง มีเรื่องตัวเองก็ต้องตาย เงินทองก็เสียหายมาก เสียอย่างมากเลยนะ ไม่ใช่อย่างน้อย”

วันและเวลาที่เป็นมงคล

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อครับ เวลาเช้าจะยกศาลดีไหมครับ”

หลวงพ่อ :- “จะยกให้ดีต้องใช้เวลา ๒๕ น. (หัวเราะ) ตั้งศาลก็อย่าให้ถึงเที่ยงนะ ตั้งแต่เวลาเช้าอย่าให้ถึงเที่ยง ใช้เวลาตั้งแต่เช้าไปถึงสายดีกว่า ถ้าถึงเที่ยงเทวดาไปประชุมหมด ความจริงภูมิเทวดา ตั้งก็มีผล คำว่า มีผล เขามีกันมาแล้วนะ”

ผู้ถาม :- “วันที่เป็นมงคล ควรจะเป็นวันไหนครับ?”

หลวงพ่อ :- “วันที่มีหมู มีไก่ มีบายศรี มีไข่ มีข้าว มีกล้วย มีมะพร้าวอ่อน มีขนมต้มแดงต้มขาว ข้าวตอกดอกไม้…เสร็จ มีศาล มีคนตั้ง วันนี้เป็นมงคล เอายังงี้ซิ เอาฤกษ์พรหมประสิทธิ์ ต้องหาประจำปี เอาฤกษ์หลวงพ่อปานก็ได้ ต้องนั่งไล่เบี้ย ไม่ได้ทำตารางไว้นี่ เอางี้ดีกว่า ฤกษ์ไหนที่เขาว่าดี ที่เราชอบใจ เราชอบใจฤกษ์ที่เขามีอยู่ วันไหนเขาว่าดี ทำวันนั้นนะ จะไม่ลำบากใจ”

ผู้ถาม :- “ดูตามตำราใช่ไหมครับ?”

หลวงพ่อ :- “ใช่…ดูตามตำรา คือว่าถ้าเราฝืนตำรา เดี๋ยวคนโน้นพูด คนนี้พูด ฝืนตำรา ไม่ทำตามตำรา วันนี้ไม่ดี ไม่เป็นมงคลบ้าง…อะไรนี่ ยุ่งไปใจไม่สบาย”

ตั้งศาลไว้ในบ้าน

ผู้ถาม :- “ถ้าตั้งไว้ในบ้านเลยนี้ได้ไหมครับ?”

หลวงพ่อ :- “ไม่เป็นไรๆ ที่คุณถามนี่ดี มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันยังตั้งศาลอยู่นะ เจ๊กที่จังหวัดอุทัยธานี แกก็นิมนต์ไปตั้งศาล พอไปถึงบ้านแล้วก็หาที่ตั้งไม่ได้ ร้านค้าในตลาดนี่นะ ด้านหลังมันชนกัน เรียกว่าเป็นห้องแถวทั้งสองด้านนะ สมัยก่อนเขามุงจาก มุงสังกะสี หลังชนกัน ข้างหลังก็มีหลังคาปิด ด้านหน้าเป็นฟุตบาทก็ตั้งไม่ได้

พอไปถึงเข้าแล้ว ก็ปรากฏว่า ฉันก็อั้นเหมือนกัน แกถามว่าตั้งที่ไหน…ฉันก็นิ่งเขาถามว่าที่นั่นได้ไหม…ที่นี่ได้ไหม…มันก็ไม่ได้ ไปๆ มาๆ ก็ไม่มีตำราจะพลิก ก็ถามพระภูมิที่นั่นว่า จะตั้งไหนดี…นี่เขาเคารพนับถือ เขาจะตั้งศาลเป็นเครื่องบูชา แล้วก็สถานที่มันไม่เหมาะ ท่านจะเอาตรงไหน…ท่านตัดสินใจเอาหัวนอนก็แล้วกัน ได้เรื่องเลย ก็ตั้งศาลที่หัวนอน

เมื่อเชิญเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต่อมาเจ๊กคนนั้นก็ถูกนินทา เจ๊กคนนั้นบ้า ไม่มีใครเขาตั้งศาลในบ้าน ใช่ไหม…ตั้งไว้บนที่นอน พระภูมิโมโห งวดนั้นเลยให้ตานั่น ถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่สอง แหม…น่าโมโหบ่อยๆ นะ เจ๊กคนนั้นแกขายหมู ต่อมาเวลาบวงสรวง หัวหมูกี่หัวก็ตามแกเอาให้ฟรีหมด เวลานี้แกตายไปแล้ว ลูกชายแกทำต่อ ได้ผลแล้วก็รวยขึ้นนะ ก็เป็นอันว่า ถ้าจะเป็นที่ไหนก็ได้นะ ใช่ไหม…เป็นการแสดงความยอมรับนับถือกัน…ใช้ได้”

เจ้าที่

ผู้ถาม :- “เจ้าที่กับภูมิเทวดาต่างกันไหมครับ?”

หลวงพ่อ :- “เจ้าที่ต่างกับพระภูมิแน่ เพราะเจ้าที่เป็นคนก็ได้ เป็นสัตว์ก็ได้ เพราะเป็นเจ้าของที่ ใช่ไหม…

คำว่า เจ้าที่ หมายถึง อากาศเทวดา หมายถึง เทวดาชั้นจาตุมหาราช ถ้าอากาศเทวดาต้องใช้ศาล ๔ เสา หรือ ๖ เสา ภูมิเทวดาเขาใช้ศาลเสาเดียว

ถ้าถามว่ากำลังอำนาจแตกต่างกันไหม…ก็ต้องตอบว่า เจ้าที่ คือเทวดาชั้นจาตุมหาราช คุมพระภูมิ พระภูมิหลายสิบจุดกับจาตุมหาราชจุดหนึ่ง เหมือนกับกำนันผู้ใหญ่บ้าน เอาตามนั้นนะ”

(เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว อย่านึกว่าภูมิเทวดาก้อยๆ นะ ท่านดีกว่ามนุษย์อย่างเราตั้งเยอะ และควรจะบูชาท่าน นึกถึงท่านด้วย เพราะท่านเป็นเทวดาอยู่ใกล้เรามากที่สุด หลวงพ่อเล่าให้ฟังดังนี้)

หลวงพ่อ :- “เมื่อกี้ตอนอุทิศส่วนกุศล ท่านลุงพระยายมมาบอกว่า เวลาที่เราเลิกบูชาพระ ตอนอุทิศส่วนกุศล ให้พระภูมิเขาบ้าง ท่านอารักขาอยู่ ควรจะให้ท่านโมทนาบ้าง ท่านบอกว่าภูมิเทวดาท่านอยู่ใกล้ที่สุด ตามอารักขาคอยช่วยเหลืออยู่ ไม่บอกให้ท่าน ท่านก็โมทนาไม่ได้”

(สำหรับรายนี้เพียงตั้งใจจะตั้งศาล เทวดาท่านก็เลยมาบอกเสียก่อน)

เทวดาต้องการศาล ๔ เสา

ผู้ถาม :- “กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง คือลูกตั้งใจจะตั้งศาลพระภูมิที่บ้าน พอตั้งใจปุ๊บ ปรากฏว่าตอนกลางคืนมีเทวดามาบอกว่า ข้าคือเจ้าพ่อพระภูมิ ถ้าเอ็งไม่เชื่อข้าให้ไปถามหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง ที่จะเรียนถามก็คือว่าพระภูมิท่านสั่งว่า ศาลของฉันให้เอาเสา ๔ ต้น แต่เห็นที่อื่นเขามีต้นเดียว จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ…?”

หลวงพ่อ :- “นั่นไม่ใช่ภูมิเทวดาแล้ว เป็น อากาศเทวดา ดินแดนตรงไหนถ้าท่านพวกนี้อยู่นะ ถ้าเราไม่รับรองท่าน ๒ ปีแรกท่านให้คุณ ถ้าปีที่ ๓ ไม่รับรอง เริ่มเจี๊ยะแล้ว แต่ถ้ารับรองแล้วจะดีมาก เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าตามแบบฉบับฉันมี ๖ เสา เพราะบางแห่งเขากลัวจะล้มลงมา เขาใส่ ๖ เสา

แต่แบบ ๔ เสานี่เป็นอากาศเทวดา นี่สำคัญมากนะ เคยเจอะหลายรายการแล้ว บางทีไปนั่งๆ คุยๆ แกก็ย่องมา เขาบอกว่าแกทำมาหากินดีมาก แล้วเทวดาท่านก็มาบอกว่าผมอยู่ที่นี่ครับ เขตนี้เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช ทีนี้เจ้าของบ้านกับเราไม่ได้ชอบพอกันมา ไปแนะนำให้เขาตั้งศาลเขาจะหาว่าบ้าๆ บวมๆ น่ะซิ

พูดไปพูดมาก็ถามว่า โยมตั้งศาลรับเขาบ้างหรือเปล่า…เขาบอกเจ้าเจ้อวไม่สำคัญ พอปีที่ ๓ ชักเริ่มแล้ว ขายของขาดทุน ไปๆ มาๆ ของเก่าขาดด้วย

ตรงกันข้ามบ้านอีกหลังหนึ่งมีสภาพเช่นเดียวกัน เขาก็ถาม จึงบอกว่า “ไอ้หนู…อากาศเทวดาที่คุมพระภูมิ ท่านอยู่ ตั้งศาลรับท่านเสีย” บ้านนั้นรับเดี๋ยวนี้รวยใหญ่”

ผู้ถาม :- “ฉะนั้นรายนี้เขาบอก ๔ เสาก็ต้อง ๔ เสาตามเขานะครับ”

หลวงพ่อ :- “ต้องตามเขา ไม่แน่นะรายการนี้ดุมาก ถ้าเฮี้ยวขึ้นมาละน่าดู ใครยั้งไม่อยู่หรอก นั่นท่านตั้งใจช่วยอยู่แล้วนะ ถ้าเขาไม่ตั้งใจช่วยเขาไม่บอกหรอก เธอรับฉัน ฉันก็ช่วยเธอ เธอไม่รับฉัน ฉันก็ไม่ช่วย แต่สงสัยว่าเทวดาองค์นี้กับคนที่พบ ในอดีตคงจะเป็นพวกกัน ไม่ยั้งงั้นไม่บอก”

(และรายนี้อยากจะตั้งศาลทั้ง ๒ แบบ)

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ ถ้าจะตั้งศาลพระภูมิที่บ้าน จะตั้งศาล ๔ เสาได้ไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ตั้งศาล ๔ เสาก็อากาศเทวดา จะตั้งก็ได้”

ผู้ถาม :- “แล้วศาลเสาเดียวสำหรับภูมิเทวดา จะตั้งด้วยได้ไหมเจ้าคะ…”

หลวงพ่อ :- “ได้…เพราะบางทีท่านอาจจะเกรงๆ เหมือนกัน”

(แต่รายนี้มาแปลก ไม่มีทั้งสองแบบ)

เจ้าที่เจ้าทาง

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง มีคนเขาบอกว่าบ้านลูก สาเหตุที่วุ่นวายและมีตายไม่ดีเกิดขึ้น เขาบอกว่ามาจากเจ้าที่ ไม่ตั้งศาลให้ ไม่ทราบว่าเจ้าที่มีอิทธิพลกับเจ้าของบ้านด้วยเหรอคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ไม่ยาก…โทษผีนี่ไม่ยาก ไม่เห็นตัว โทษเจ้าที่ท่านแน่หรือไม่แน่…ดูก่อน! เจ้าที่ ความจริงเขาไม่ทำใครถึงตาย ถ้าเอาจริงๆ นะ จะเอาแค่ป่วยหนาวๆ ร้อนๆ ผิวเนื้อผิวตัวจะร้อน เทวดาทำให้คนตายไม่ได้

เจ้าที่เขาเป็นเทวดา ย่อมมีลูกน้องเป็นสัมภเวสี คนที่ลงโทษเราต้องเป็นสัมภเวสี ไม่ใช่เทวดา รายการนี้มันผิดที่ ไม่ใช่เจ้าที่ แต่เป็นเจ้าทาง”

ตั้งศาลพระภูมิไว้ในใจ

ผู้ถาม :- “กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างจริงใจ คือว่าลูกโชคดีมีสามีตรงข้ามเปี๊ยะ ตลอดเลย คือ ลูกสวดมนต์อีก็ว่า…จะทำกรรมฐานอีก็ชวนให้นอนเรื่อย…เรียกว่าไปคนละแควเลย แต่ลูกก็ทนอยู่ร่วมกันได้เพราะถือว่าเป็นการใช้เวรใช้กรรมในอดีต

ลูกฟังเรื่องศาลพระภูมิจากหลวงพ่อ ก็มีศรัทธาอยากจะตั้งบ้าง ก็บังเอิญที่บ้านเป็นที่ทรัพย์สิน บอกสามี สามีก็บอกว่า ที่ทรัพย์สิน ในหลวง ท่านเป็นพระภูมิใหญ่อยู่แล้ว ลูกก็เลยตั้งไม่ได้ เพราะความขัดคอกัน อยากเรียนถามว่า ถ้าหากว่าตั้งไม่ได้แต่จิตระลึกอยู่เสมอ และอยากจะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างใดอย่างหนึ่งให้เทวดาที่เป็นพระภูมิที่นั่น จะได้ไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- (หัวเราะ) “เอายังนี้ซิ เวลาบูชาพระก็ตาม หรือกราบพระก็ตาม จิตใจยอมรับนับถือใช้ได้เลย”

ผู้ถาม :- “และแกก็บอกว่า จะมีการอธิษฐานแบบไหน…สามีคนปัจจุบันจึงจะไม่เกิดมาเจอกันอีกเจ้าคะ…?”

หลวงพ่อ :- “เขามีพรหมวิหาร ๔ คนนี้ เมตตา ความรัก ยังมีอยู่ กรุณา ความสงสาร ยังไม่อยากจากไป มุทิตา มีจิตอ่อนโยน เห็นชอบด้วยกับการกระทำของสามี อุเบกขา นอกจากชาตินี้กูไม่เอามึงแล้วใช้ได้เลย ไม่ได้พบกันอีก”

ผู้ถาม :- “เอ๊ะ! แล้วที่บอกว่า ปุพเพ จะ กะตะปุญญตา บุญที่เคยทำไว้แต่ปางก่อนทำให้มาเจอกัน เอ…แล้วประเภทนี้ทำบุญ แบบไหนครับ?”

หลวงพ่อ :- “ทำบุญผสมบาป ขัดคอกันเวลาทำบุญ!”

ตั้งศาลพระภูมิ ๒ หลัง

ผู้ถาม :- “กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง คือว่ากระผมมีความจำเป็นต้องตั้งศาลพระภูมิ และศาลอากาศเทวดาในที่ใกล้เขตกัน จึงอยากเรียนถามว่า ความสูงต่ำระหว่างศาลพระภูมิและศาลอากาศเทวดานี้ จะต้องจัดการอย่างไร…หากแนะนำได้ ลูกจะปฏิบัติตามคำหลวงพ่อขอรับ”

หลวงพ่อ :- “สูง…ต่ำ…จะเท่าเสมอกันไม่ได้นะ ต่ำตั้งแต่ ๑ เซ็นต์ลงมาใช้ได้ เพราะภูมิเทวดาเป็นลูกศิษย์อากาศเทวดาอยู่แล้ว”

จำเป็นต้องตัดต้นไม้

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อเจ้าขา ลูกซื้อที่ดินตั้งใจจะปลูกบ้านใหม่ แต่บังเอิญมีต้นก้ามปูใหญ่ต้นหนึ่ง จำเป็นต้องตัดต้นไม้นี้ทิ้ง วิธีที่จะตัดนี้ลูกเกรงว่าจะไปกระทบกระเทือนเทวดา เรามีวิธีจะพูด…จะบน…จะบ่นอย่างไร เพื่อให้เทวดาท่านอโหสิ ไม่มีโทษ ไม่มีเวรมีภัยต่อกัน?”

หลวงพ่อ :- “เอายังงี้ซิ บอกท่านดีๆ นะ “เทวดาเจ้าขา…เทวดาเจ้าขา กรุณาฉันเถิด…ตามมีตามเกิด ปลูกศาลให้ ๑ หลังเจ้าค่ะ” ศาลพระภูมิเล็กๆ นะ ว่าได้ไหม…(หัวเราะ) จำเป็นต้องปลูกบ้านตรงนี้ ต้นไม้มันขวางที่ใช่ไหม…ในเมื่อเราโค่นลงไปวิมานท่านก็สลายตัว ถ้าเราปักเสา เอาศาลภูมิเทวดา ศาลเล็กๆ ก็แล้วกัน วิมานแค่แปะได้ ใช้ได้ เป็นการแทนกัน”

ผู้ถาม :- “แล้วในกรณีที่เป็นชาวสวนชาวไร่ล่ะครับ จำเป็นต้องใช้รถแทรกเตอร์ปรับพื้นที่ ในที่บางแห่งอาจจะมีต้นไม้ใหญ่น้อยล้มลงมากมาย อย่างนี้ควรจะตั้งศาลอย่างไรดีครับ?”

หลวงพ่อ :- “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ตั้งศาล ๔ เสาเสียเลย…หมดเรื่องกัน”

หน้าที่ของพระภูมิ

ผู้ถาม :- “ผมเห็นศาลพระภูมิ…บางบ้านตั้ง ๒ ที่…”

หลวงพ่อ :- “ดี…พระภูมิจะได้สบายๆ หลังนี้ร้อนไปอยู่หลังโน้น หลังโน้นหนาวไปอยู่หลังนี้ จะเป็นไรไป เป็นเครื่องแสดงการยอมรับนับถือ ไม่ใช่ของแปลก ไม่ใช่ว่าเกณฑ์พระภูมิมาอยู่ที่ศาล เรานี่คิดว่าพระภูมิมาอยู่ที่ศาล นี่ก็ไม่เป็นไรนะ แต่จริงๆ แล้วท่านมีวิมานของท่าน ท่านเป็นเทวดา องค์หนึ่งคุมพื้นที่เป็นกิโลนะ ไม่ใช่บ้านละองค์นะ

เรื่องพระภูมิเจ้าที่นี่มีเรื่องเยอะที่เคยพบมา เมื่อปี ๒๕๐๐ ฉันไปป่วยที่กรมแพทย์ทหารเรือ แล้วตอนนั้นก็ปรากฏว่าคืนวันหนึ่งตี ๒ ฉันตื่นขึ้นเห็นคนๆ หนึ่งขึ้นที่หน้าตึก ตึกคนไข้นะ ตึกเขาก็ใหญ่แต่มันก็มีฝา แต่เขาให้เห็น ไม่ใช่นั่งกรรมฐานนะ นั่งธรรมดา ตื่นขึ้นก็ลุกขึ้นหยิบนั่นหยิบนี่ หยิบน้ำขึ้นมากินบ้างอะไรบ้าง เห็นคนที่หน้าตึก ก็สังเกตดูคนๆ นี้จะไปไหนกัน เขาเดินไปตามเตียงคนไข้ ไปถึงแต่ละเตียงแกหยุดนิดหนึ่ง หยุดมอง แล้วเดินผ่านไปๆ แล้วทีนี้มาที่ห้องฉันอยู่ มันเป็นเตียงที่ ๓ มันเป็นเตียงกั้นกลางนะ

พอถึงเตียงนั้นแกยืนนาน ยืนมองอยู่นาน เดี๋ยวก็เลิกจากเตียงนั้นมาเตียงต่อมา แล้วผ่านมาถึงฉัน ฉันยังไม่นอน ยังนั่งอยู่ แล้วก็ถามว่าเดี๋ยวก่อนซิจะไปไหน…มาจากไหน…คุยกันก่อน แกเลยบอกผมตั้งใจจะมาคุยกับท่าน…ได้เรื่องเลย! ถามว่าคุณเป็นใคร…แต่งตัวเป็นคนธรรมดา ไม่มีเสื้อ นุ่งกางเกงขาสั้น เก่าด้วยซิ คงจนใช่ไหม…น่ากลัวเมื่อเวลาจะตายแกจะแต่งตัวแบบนั้น โดยมากเขาจะมาในลักษณะตาย ในลักษณะจริงเขาสวย…พระภูมินะ ก็ยืนคุยกัน

ท่านก็บอกว่าผมเป็นภูมิเทวดา ถามว่ารักษาเขตไหนบ้าง…ในกรุงเทพฯ นี่นะ แกบอกระยะทางเป็นกิโล เลยถามว่าคุณคนดียวจะรู้ได้อย่างไร…มีหน้าที่อะไร…แกบอกว่าผมรับรู้การทำความดีและความชั่วของคน ใครทำความดีผมก็บันทึก ทำความชั่วผมก็บันทึก แล้วก็คนเป็นแสนในเขตของคุณนะ คุณจะรู้ได้อย่างไร…คนต่างคนต่างอยู่ ต่างกรรมต่างวาระ ทำไม่เสมอกัน บางทีก็ทำเวลาเดียวกัน คุณจะรู้ได้อย่่างไร…?

แกบอกว่าอย่าลืมว่าจิตใจผมเป็นทิพย์นะครับ แน่ะ…คุยเสียด้วย แล้วก็ถามว่าวิธีจดทำอย่างไร…แกมามีมือเปล่า แกชูมือมาเป็นกระดาษแผ่น ขึ้นติ๊กๆ ขึ้นเป็นชื่อคนว่าทำอะไรๆ แกบอกว่าขึ้นอย่างนี้ครับ ของเขาไม่ต้องใช้เครื่อง แล้วเวลาเดินมาก็ไม่ต้องถือกระดาษ ต้องการกระดาษมาเลย แล้วถามว่าจริงๆ แล้วมีกระดาษจดแบบนี้หรือ…แกบอกเปล่า ท่านถามผมก็ทำให้ดู นี่เล่นกับพระภูมิ พระภูมิไม่ก้อยนะ ไม่งั้นท่านเป็นเทวดาไม่ได้ เทวดาต้องฉลาด ถ้าโง่เป็นเทวดาไม่ได้

ความจริงเขารู้กฎของกรรม กฎของกรรมไม่ต้องไปนั่งจด ถ้าเขาทำอะไรจะมีความสุขหรือมีความทุกข์ หรือทำกรรมดีหรือไม่ดี มันปรากฏแก่ใจเขาเอง เขาเล่าตอนนี้ตอนนะ เลยถามว่าเมื่อกี้นี้คุณไปยืนที่ตรงนั้นทำไม…แกบอกว่าตี ๓ นี่ เจ้าคนนี้จะมีอาการเป็นแบบนี้ แล้วก็ถ้าอาการแบบนี้เกิดขึ้นนะ ต้องเอายาในตู้ของหมอนะ ให้หมอใช้ยาขนานนี้ฉีด แล้วแกคุยประเดี๋ยวแกก็ไป พอไปแล้วตี ๓ คนนั้นก็ดิ้นตึงตังโครมครามเป็นอาการแบบนั้น

พอดีขณะที่คุยอยู่นี่หมอพยาบาลเขาฟังอยู่ อยู่ใกล้ๆ เขาได้ยิน เขาเลยวิ่งไปเอายาหลอดนั้นมาฉีด มาบรรเทา ก็คิดว่าตายเหมือนกัน ปรากฏว่าพอรุ่งขึ้น ๔ โมงเช้า เดินที่สนามหญ้าหน้าตึก สบายขึ้น นี่อำนาจภูมิเทวดานะ ภูมิเทวดาที่เป็นหมอก็มีนะ”

โรคถูกศาลพระภูมิ

ผู้ถาม :- “ตามบ้านนอกนี่ เรื่องศาลพระภูมินี่ส่วนมาก ก็เป็นไอ้โน่นเป็นไอ้นี่ หมอดูว่าถูกศาลพระภูมิ…”

หลวงพ่อ :- “ถ้าเป็นความจริงก็ไม่เป็นไร ให้หมอโกหกก็ต้องคิด มันมีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่ง ฉันอยู่ที่จังหวัดชัยนาทตอนนั้นนะ แล้วก็มีโยมแก่ๆ คนหนึ่งแกไปหา คนที่บ้านของแกป่วย ป่วยมานาน เมื่อแกไปหาแกก็ถามว่า ถูกต้องพระภูมิบ้างไหม…ฉันก็เริ่มสงสัย นี่โดนต้มมาแล้วใช่ไหม… มีความรู้สึกว่าแกโดนต้มมาแล้ว ก็เลยถามว่า โยมยกศาลพระภูมิมากี่ครั้งแล้ว แกบอกว่า ๓ ครั้งแล้ว

หมอแรกที่มารักษา(ที่รักษาไม่หายนะ) บอกถูกพระภูมิ บ้านนี้ไม่ได้ยกศาล คุณยายก็จัดการให้หมอยกศาล เสียสตางค์ค่ายกศาล ค่าสังเวย ใช่ไหม…ค่าสังเวยก็เสียแล้ว ค่ายกศาลก็เสียแล้ว ไม่หาย ส่วนที่หายก็คือหมอหายไป ใช่ไหม…หายเหมือนกัน แต่หมอหาย

ต่อมาเป็นหมอที่ ๒ มา หมอที่ ๒ มาอีกรักษาไม่หายอีก ต้องถูกพระภูมิอีกแล้ว ใช่ไหม…ต่อไปฉันก็บอกว่าพระภูมิน่ะยกแล้ว เขาบอกยกแล้วแต่ไม่ขึ้น…เชิญใหม่ เชิญให้ขึ้น หมอเอาสตางค์เสียอีก พอเชิญเสร็จเรียบร้อยแล้วไม่นานนักหมอหาย คนไข้ยังไม่หาย หมอหนีไป

มารายที่ ๓ ก็มาทักเรื่องพระภูมิอีก แกบอกว่าเชิญแล้วตั้งศาลแล้ว แต่ก่อนเขาเชิญไม่ขึ้น หมอที่ ๒ เชิญแล้วขึ้นแล้ว หมอที่ ๓ บอกขึ้นแล้วก็จริงแหล่…แต่ก็ตั้งผิดทิศ เอาสตางค์อีกแล้วก็หายไป แกเล่าให้ฟังตามนั้น

ฉันก็บอกโยมถูกต้มแล้ว อาการไข้ของโยมให้ไปโรงพยาบาล ไม่ช้าก็จะหาย แกก็นำไปโรงพยาบาล…หาย! เห็นไหม…นี่ต้องดูก่อนว่า พระภูมิท่านทรมาน หรือว่าหมอทรมาน อย่างนี้เรียกว่า ภูมิหมอ ไม่ใช่ ภูมิเทวดา ใช่ไหม…”

โทษเจ้าที่

ผู้ถาม :- “กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง เนื่องจากที่บ้าน ภรรยา…คุณแม่ของลูก ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ปัจจุบันนี้มีแต่เรื่องไม่ค่อยดีอยู่เสมอ แต่ลูกมีความรู้สึกทางจิตว่า นี่เป็นเพราะเจ้าที่ท่านทำโทษอย่างแน่นอน ดังนั้นก็ไม่มีทางจะแก้ไขได้ ขอคำแนะนำจากหลวงพ่อได้โปรดสงเคราะห์ด้วยเถิดเจ้าข้า”

หลวงพ่อ :- “ไปโทษเจ้าที่ท่าน อะไรๆ ก็โทษเจ้าที่ท่าน โทษเทวดาบ้าง…โทษผีบ้าง…โทษพระบ้าง…สะดวกดี!”

ผู้ถาม :- “แต่ท่านก็ไม่เถียงนะครับ”

หลวงพ่อ :- “ไม่เถียง…แต่จะเอาเรื่องในเวลาตายน่ะซิ ไปรวมบัญชีไว้ตอนนั้นน่ะซิ ระวังให้ดีนะ…ก็รวมความว่า ถ้าเป็นเรื่องของเจ้าที่จริง เอาอย่างนี้ดีกว่า เวลาเจริญกรรมฐานก็มาทำกับเขาด้วย แล้วก็บอกครูผู้แนะนำว่า ต้องการดูเรื่องนี้ ถ้าเป็นเจ้าที่จริง เขาจะเอายังไงบ้าง ก็คุยกับเขาโดยตรง”

โทษพระภูมิ

ผู้ถาม :- “ที่บ้านของลูกเมื่อประมาณ ๑๐ ปีที่ผ่านมา พี่ชายกับพี่สะใภ้ ๒ คน ไปจ้างคนทรงมาเชิญศาลพระภูมิที่บ้าน ต่อมาพี่ชายแต่งงาน พี่ชายกับพี่สะใภ้ก็ย้ายออกไป ตั้งแต่เขาไปแล้ว ที่บ้านของลูกเดือดร้อนต่างๆนานา คนนี้ตาย…คนโน้นเจ็บ ให้คนทรงเขานั่งดู เขาบอกว่า เป็นเพราะพี่ชายเอ็งไม่ได้บอกเอาพระภูมิไปด้วย พระภูมิเลยโกรธ เลยทำให้เหตุร้ายเกิดขึ้นในบ้าน ลูกอยากจะเรียนถามหลวงพ่อว่า ถ้าหากลูกไปหาพี่ชายบอกให้เอาพระภูมิติดไปด้วย แกไม่ยอมเอาไปแล้วจะทำยังไงดีเจ้าคะ…?”

หลวงพ่อ :- “นี่แสดงว่าพระภูมิว้าเหว่ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ภูมิเทวดาย้ายท่านไม่ได้ ท่านมีสิทธิ์รักษาอาณาเขตแค่ไหน…เขตไหน…ท่านทรงอยู่ ใครย้ายไม่ได้ นอกจากท้าวมหาราชจะสั่งย้าย ท่านจึงจะย้ายได้ พวกเราย้ายไม่ได้ ทีนี้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นกฎของกรรมตัวเองมากกว่า พระภูมิทำไม่ได้หรอก!”

อยากให้เจ้าที่เฮี้ยนๆ

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อขอรับ กระผมอยากจะให้เจ้าที่เจ้าทางได้บุญแรงๆ (หัวเราะ) และจะทำบุญกุศลกับหลวงพ่อประเภทไหนอย่างไร จึงจะเฮี้ยนๆ ครับ”

หลวงพ่อ :- “ไอ้ทำให้เฮี้ยนน่ะ เราทำกันไม่ได้หรอกนะ มันสุดแล้วแต่เทวดาองค์นั้นจะเป็นใคร ภูมิเทวดามีกำลังไม่เสมอกัน ถ้าเราสามารถเห็นได้นะ ถ้าเห็นได้ องค์ไหน ดูมือขวา ถ้ามีสีแดงจัด เข้มจัด องค์นั้นมีอานุภาพมาก มีแดงเข้มน้อยอานุภาพน้อย

แต่ถึงอย่างไรก็ดี ก็ยังเฮี้ยนไม่หนัก ถ้าจะเฮี้ยน สถานที่นั้นต้องเป็นมุมหนึ่งของท้าวมหาราช ถ้าลูกศิษย์ท้าวมหาราชมาคุมพระภูมิอยู่ที่ตรงนั้น ตรงนั้นเฮี้ยนแน่ นี่เราเกณฑ์กันไม่ได้นะ เอายังงี้ดีกว่า ทำบุญตามปกติเท่าที่มันมีดีกว่า…ใจสบาย ดิ้นรนกันไป เดี๋ยวเทวดามาทวงหนี้”

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๕ หน้า ๑-๑๙ (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

เรื่องนี้ถูกเขียนใน หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร