Warning: session_start(): Cannot send session cookie - headers already sent by (output started at /home/buddhasa/public_html/wp-config.php:1) in /home/buddhasa/public_html/wp-content/plugins/captcha-code-authentication/wpCaptcha.php on line 45

Warning: session_start(): Cannot send session cache limiter - headers already sent (output started at /home/buddhasa/public_html/wp-config.php:1) in /home/buddhasa/public_html/wp-content/plugins/captcha-code-authentication/wpCaptcha.php on line 45
ธรรมโอวาท « ศูนย์พุทธศรัทธา
สำนักปฏิบัติพระกรรมฐานสาขาวัดท่าซุง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี โทรฯ ๐๘๑-๘๕๓๗๘๐๓,๐๘๑-๙๓๗๐๒๔๔

Archive for the ‘ธรรมโอวาท’ Category

คาถามหาเสน่ห์

1 Comment

คาถามหาเสน่ห์
โดยหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

คาถามหาเสน่ห์มีอยู่ ๔ ข้อ ๔ คำ คือ
๑.ไม่พูดปด
๒.ไม่พูดคำหยาบ
๓.ไม่พูดส่อเสียด
๔.ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล

นี่แหละเป็นคาถามหาเสน่ห์ คำว่า คาถา นี่มาจากภาษาบาลี แปลว่า วาจาเป็นเครื่องกล่าว ก็หมายถึงคำพูดที่เราพูดไปเอง คำพูดที่เราพูดออกไปนี่ ภาษาบาลีท่านเรียกว่าคาถา

อ่านต่อ »

Be Sociable, Share!

กฏของธรรมดา

ปิดความเห็น บน กฏของธรรมดา

กฎของธรรมดา
หลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง

      ๑.อารมณ์ของธรรมดาจริงๆ นี่ฉันจะบอกให้ คนที่ยอมรับนับถือการเกิดขึ้น การเสื่อมไปของร่างกาย การดับไปของร่างกายจริงๆ โดยมีอารมณ์ไม่หวั่นไหวมาก มีการกระทบจิตบ้างแต่ถือกฎของธรรมดา อารมณ์นี้มันจะรักพระนิพพาน เพราะอะไร เพราะมันเกลียดตัวเกิด เกิดนี่มันธรรมดา จริงๆ แล้วมันเบื่อ เกิดขึ้นมาแล้ว ไอ้ตัวทุกข์มันตามมา

ตอนนี้จะไม่พูดถึงตัวทุกข์อริยสัจ พระพุทธเจ้าสอนตอนท้าย

อ่านต่อ »

Be Sociable, Share!

กายทิพย์ โดยหลวงพ่อฤๅษี

1 Comment

เรื่อง กายทิพย์ โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

วันนี้เป็นวันสำคัญ หลวงพ่อกับท้าวมหาราชทั้ง ๔ และพระยายมราช ได้ไปยังพระจุฬามณี ก่อนจะเข้าประตูก็มีพระอรหันต์ออกมาองค์หนึ่ง ไม่ใช่ใคร หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ

พูดกับท่านว่า
“แหม ไม่เคยเจอหน้ากันเลย หลวงพ่ออยู่ที่ไหนครับ”

ท่านบอกว่า
“แกเสือกบอกเขาแล้วว่า ข้าไปอยู่นิพพาน แกมาถามข้าทำไม”

ก็ถามท่านอีกว่า
หลวงพ่อไปหรือเปล่า ถ้าไม่ไปผมก็โกหกเขานะ”

ท่านตอบว่า
“ไม่โกหกหรอก ข้าไปนิพพานแน่ เรื่องที่เขาหาว่าข้าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ที่ตั้งฐานกำหนดลมไว้ ๗ ฐาน มันเกินพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่าน ๓ ฐาน มันเลยหาว่าข้าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ แข่งบารมีกับพระพุทธเจ้า

แต่ความจริงเจตนาข้าน่ะมันเป็นอย่างนี้ ไอ้คนที่จิตมันฟุ้งซ่าน ถ้ามีอารมณ์จะต้องจับหลายๆ แห่ง มันจะต้องระวังมาก อารมณ์จึงจะทรงอยู่ นี่เขาไม่สนใจ มีแกคนเดียวเข้าใจดี

แล้วไอ้ กายเทพ กายพรหม กายธรรม กายนิพพาน ก็เหมือนกัน มีแกคนเดียวที่เข้าใจข้า นอกนั้นเขาหาว่าข้าบ้า เขาหาว่าอย่างนั้น เขาหาว่าข้าบ้า เอาเรื่องที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนมาสอน”

ไอ้ กายทิพย์ นี่ ก็หมายความว่า ได้อุปจารฌานเล็กน้อย จัดเป็น กายทิพย์ ตานี้ กายเทพ ก็เข้าถึงจุดอุปจารฌาน จะเกิดเป็นเทวดาชั้นยามาได้เหมือนกัน ถ้าพูดถึงกายภายในเหมือนกันหมด ตานี้พอถึง กายพรหม ผู้ที่ทรงฌานได้ครบองค์ฌาน พอตายแล้วก็ไปเป็นพรหม ก็เลยเรียกว่ากายพรหม ตานี้ กายธรรม ก็หมายถึงว่าเป็นพระอริยะเจ้า ถ้า กายนิพพาน ก็หมายถึงว่าคนนั้นได้อรหันต์แล้ว

ท่านบอกว่า
“มีแกคนเดียว ที่พอพูดให้ชาวบ้านเขาฟัง มันตรงกับความประสงค์ของข้า นอกนั้นเขาหาว่าบ้าๆ บอๆ บางคนหาว่าอวดอุตริมนุสสธรรม ข้าก็ไม่ว่าอะไรเขาหรอก”

หลังจากนั้นก็ลาท่านเข้าไปในพระจุฬามณี แหม วันนี้พระอรหันต์เต็มเอี๊ยด ตอนที่เข้าไปนี่พรหมออกมาหมดแล้ว เทวดาก็ยังไม่กลับ ในนั้นเต็มไปหมดเลย พระอรหันต์เหมือนเอาดาวไปวางไว้ สวยสะพรั่ง ร่างกายเป็นเหมือนแก้ว พระอรหันต์นิพพานแล้วบ้าง พระอรหันต์คนบ้าง ก็เหมือนกันแหละ

เข้าไปพอดีได้ฟังพระพุทธโอวาท พระองค์ท่านเปล่งฉัพพรรณรังสี สวยมาก ท่านให้โอวาท สรุปย่อๆ นะ ท่านตรัสว่า

“ทุกคนให้ถือว่าขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ขันธ์ ๕ เต็มไปด้วยความโสโครก เห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นปีศาจร้ายที่คอยหลอกหลอน และเห็นขันธ์ ๕ เป็นพยัคฆ์ร้าย ที่คอยขบให้เราได้รับทุกขเวทนา เห็นว่าขันธ์ ๕ นี้ มีสภาพเป็นปีศาจร้ายที่คอยหลอกหลอนด้วยวิธีต่างๆ

ฉะนั้น พวกเราทั้งหมดจงอย่ายึดถือขันธ์ ๕ เราต้องพยายามหนี พยายามหลบ หากำลังเข้าต่อสู้กับข้าศึกอย่างหนัก แล้วก็คิดป้องกันไว้ว่า เราจะไม่ยอมเป็นข้าทาสของปีศาจร้ายต่อไป และเราจะไม่ยอมเป็นเหยื่อพยัคฆ์ร้ายต่อไป”

ท่านบอกเท่านี้ เห็นไหม ท่านเทศน์ของท่านง่ายจะตาย พระพุทธเจ้า หลังจากนั้นท่านก็ถามว่า “ใครสงสัยอะไรบ้าง”

มีพระองค์หนึ่ง ท่านลุกขึ้นพนมมือถามว่า
“เวลานี้ผมมีศิษย์อยู่คนหนึ่ง อายุประมาณ ๔๐ ปี เป็นคนผิวดำ สอนกรรมฐานตั้ง ๓ ปีแล้ว เอาอะไรไม่ได้เลย ไม่ได้เลยแม้แต่อุปจารฌานขั้นต้น จะสอนอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า”

ท่านก็ตอบว่า
“คุณ คุณสอนกรรมฐานคนๆ นี้ หนักเกินไป คนๆ นี้ ต้องทำของเล่นๆ เป็นของจริง วิธีสอนก็คือว่า ให้ไปหาดอกไม้หรือว่าลูกไม้อะไรก็ได้ ไอ้ที่มันจะเหี่ยวง่าย มันจะเน่าเร็ว เอามาให้แกเก็บไว้

พอเก็บไว้วันหนึ่ง แล้วแก้ออกดู สีมันจะสดใสไหม ถ้ายังสดใสก็ให้แกจำไว้ว่าดอกไม้หรือลูกไม้นั้น ยังสดใสตามเดิม แล้วก็ห่อเก็บไว้

แล้วต่อไปก็ไปเปิดดูอีก ถ้ามันร่วงโรยไปเมื่อไหร่ ก็ให้ชี้แจงให้เห็นว่า สภาพวัตถุก็ดี ของคนก็ดี สภาพเหมือนดอกไม้หรือลูกไม้นั้น ทีแรกมันสดใส ต่อไปจะค่อยๆ ร่วงโรยทีละน้อย เหี่ยวแห้งไป ในที่สุดก็จะสลายไป เมื่อแกพิจารณาเช่นนี้แล้ว ต่อไปก็จะได้ฌาน”

นี่เป็นวิธีสอนแบบหนึ่ง แล้วต่อจากนั้นท่านก็ถามว่า “ใครมีอะไรจะถามอีก”

คราวนี้ลุงพุฒก็โผล่เข้าไป แต่งตัวสวยนะคราวนี้ไม่ใช่พุงปลิ้น มาเฝ้าพระพุทธเจ้านี่ ถามว่า “พระองค์นี้เมื่อไหร่จะตายเสียทีพระพุทธเจ้าข้า”

แกมีเรื่องถามไม่เหมือนชาวบ้านเขา พระพุทธเจ้าเลยยิ้ม พระพุทธเจ้าท่านยิ้มยากนะ แล้วทรงถามว่า “ทำไมถามอย่างนั้น”

ลุงพุฒตอบว่า “เขาไปกวนผมเรื่อย เขาถามว่าเมื่อไรเขาถึงจะตายเสียที”

ท่านก็เลยบอกว่า
“พระองค์นี้ตายตั้งแต่อายุ ๒๗ แล้ว ชีวิตจริงๆ ไม่มีมาตั้งแต่หนุ่ม หมดตั้งแต่ต้น ต่อแต่นี้ไปไม่เป็นสิทธิ์ของท่าน มันเป็นภาระที่คนอื่นเขาดึง กำหนดเวลาตายไม่ได้ จนกว่าภาระจะสิ้นไป ถึงจะตายก็มีคนอื่นเขาดึงไว้”

ลุงพุฒก็ถามต่อว่า “ใครดึงพระพุทธเจ้าข้า”

ท่านก็ตอบว่า “พระพุทธสิกขี” ท่านบอกอีกว่า “แกต้องช่วยอีก ๑๐ ปี”

ลุงพุฒก็ถามต่อไปว่า
“เจ้าของเขาบ่นว่าไส้ผุ กระเพาะผุ แล้วมันจะดีได้อย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”

ท่านก็เลยบอกว่า
“ไอ้ร่างกายของเขานี่มันเหมือนหุ่น ถ้าเขายังเชิดอยู่เมื่อไร ก็ยังเต้นไปเมื่อนั้น ถ้าเขาเลิกเชิดเสียเมื่อไร ก็พับฐานไปเมื่อนั้น”

ลุงพุฒแกตอบว่า
“ข้าพระพุทธเจ้าเข้าใจแล้ว”

จากนั้นลุงพุฒก็เลยบอกว่า
“เอ้า นี่เดี๋ยวหมดเวลา จะไปไหนล่ะ จะไปตรวจดูวิมานลูกน้องหรือยัง”

ก็ตอบว่า
“ถ้าหากพระองค์ทรงอนุญาตก็ไป” ท่านทรงอนุญาตก็ไปดู…

Be Sociable, Share!

เมื่อหลวงปู่ปานให้หลวงพ่อฤาษีลิงดำไปเรียนธรรมกาย

ปิดความเห็น บน เมื่อหลวงปู่ปานให้หลวงพ่อฤาษีลิงดำไปเรียนธรรมกาย

หลวงพ่อฤาษีลิงดำไปเรียนธรรมกายกับหลวงพ่อสด

      หลวงพ่อสดท่านยืนยันเอาจริงเอาจังเรื่องนิพพานไม่สูญ ต่อมาท่านก็สงเคราะห์ ท่านแนะนำวิธีการของท่าน ทุกคนก็ไม่ปฏิเสธเรื่องนิพพานมีจริง เห็นนิพพานเป็นแก้ว แพรวพราวเป็นระยับ พระที่นิพพานทั้งหมด เป็นแก้วหมด แต่ไม่ใช่แก้วปั้น เป็นแก้วเดินได้ คือแพรวพราวเหมือนแก้ว

อ่านต่อ »

Be Sociable, Share!

วิปัสสนาญาณ

ปิดความเห็น บน วิปัสสนาญาณ

วิปัสสนาญาณ
โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

จงอย่าลืมว่า ก่อนพิจารณาทุกครั้ง ต้องเข้าฌานก่อน แล้วถอยจากฌาน มาหยุดอยู่เพียงอุปจารฌาน แล้วพิจารณาวิปัสสนาญาณ จึงจะเห็นเหตุเห็นผลง่าย ถ้าท่านไม่อาศัยฌานแล้ว วิปัสสนาญาณก็มีผลเป็นวิปัสสนึกเท่านั้นเอง

วิปัสสนาญาณ
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

วิปัสสนาญาณสามนัย

วิปัสสนาญาณที่พิจารณากันมานั้น ท่านสอนไว้เป็นสามนัย คือ
๑.พิจารณาตามแบบวิปัสสนาญาณ ๙ ตามนัยวิสุทธิมรรคที่ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ รจนาไว้
๒.พิจารณาตามนัยอริยสัจ ๔
๓.พิจารณาขันธ์ ๕ ตามในพระไตรปิฎก ที่มีมาในขันธวรรค

ทั้งสามนัยนี้ ความจริงก็มีอรรถ คือความหมายเป็นอันเดียวกัน โดยท่านให้เห็นว่า ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเหมือนกัน

ท่านแยกไว้เพื่อเหมาะแก่อารมณ์ของแต่ละท่าน เพราะบางท่านชอบค่อยทำไปตามลำดับตามนัยวิปัสสนาญาณ ๙ เพราะเป็นการค่อยปลด ค่อยเปลื้องตามลำดับทีละน้อย ไม่หนักอกหนักใจ

บางท่านก็ชอบพิจารณาแบบรวม ๆ ในขันธ์ ๕ เพราะเป็นการสะดวกเหมาะแก่อารมณ์

บางท่านที่ชอบพิจารณาตามแบบอริยสัจ อริยสัจนี้พระพุทธเจ้าทรงค้นพบเอง และนำมาสอนปัญจวัคคีย์เป็นครั้งแรก ท่านเหล่านั้นได้มรรคผลเป็นปฐม ก็เพราะได้ฟังอริยสัจ

แต่ทว่าทั้งสามนี้ก็มีความหมายอย่างเดียวกัน คือ ให้เห็นอนัตตาในขันธ์ ๕ เหมือนกัน ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค และในขันธวรรค ในพระไตรปิฎกว่า ผู้ใดเห็นขันธ์ ๕ ผู้นั้นก็เห็นอริยสัจ ผู้ใดเห็นอริยสัจ ก็ชื่อว่าเห็นขันธ์ ๕

เอาสังโยชน์ ๑๐ เป็นเครื่องวัดอารมณ์

นักปฏิบัติเพื่อมรรคผล ที่ท่านปฏิบัติกันมาและได้รับผลเป็นมรรคผลนั้น ท่านคอยเอาสังโยชน์เข้าวัดอารมณ์เป็นปกติ เทียบเคียงจิตกับสังโยชน์ ว่าเราตัดอะไรได้เพียงใด แล้วจะรู้ผลปฏิบัติตามอารมณ์ที่ละนั้นเอง ไม่ใช่คิดเอาเองว่าเราเป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหัต ตามแบบคิดแบบเข้าใจเอาเอง

สังโยชน์ ๑๐

สังโยชน์ แปลว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมอยู่ในวัฏฏะ มี ๑๐ อย่าง คือ

๑.สักกายทิฏฐิ
มีความเห็นว่า ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้ เป็นเรา เป็นของเรา
เรามีในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ มีในเรา

๒.วิจิกิจฉา
สงสัยในผลการปฏิบัติว่าจะไม่ได้ผลจริงตามที่ฟังมา

๓.สีลัพพตปรามาส
ถือศีลไม่จริงไม่จัง สักแต่ถือตามๆเขาไปอย่างนั้นเอง

สามข้อนี้ ถ้าตัดได้เด็ดขาด ท่านว่าได้บรรลุเป็นพระโสดากับพระสกิทาคามี

๔.กามราคะ
ความกำหนัดยินดีในกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และอาการถูกต้องสัมผัส

๕.ปฏิฆะ
ความกระทบกระทั่งใจ ทำให้ไม่พอใจ อันนี้เป็นโทสะแบบเบาๆ

ข้อ ๑ ถึง ๕ นี้ ถ้าละได้เด็ดขาด ท่านว่าบรรลุเป็นอนาคามี

๖.รูปราคะ
พอใจในรูปธรรม คือความพอใจในวัตถุ หรือรูปฌาน

๗.รูปราคะ
พอใจในอรูป คือเรื่องราวที่กล่าวถึง หรือในอรูปฌาน

๘.อุทธัจจะ
อารมณ์ฟุ้งซ่าน คิดนอกลู่นอกทาง

๙.มานะ
ความถือตนโดยความรู้สึกว่า เราดีกว่าเขา เราเลวกว่าเขา เราเสมอเขา

๑๐.อวิชชา
ความโง่ คือ หลงพอใจในกามคุณ ๕ และกำหนัดยินดีในกามคุณ ๕ ที่ท่านเรียกว่า อุปาทาน เป็นคุณธรรมฝ่ายทรามที่ท่านเรียกว่า อวิชชา

สังโยชน์ทั้ง ๑๐ ข้อนี้ ถ้าท่านพิจารณาวิปัสสนาญาณแล้ว จิตค่อย ๆ ปลดอารมณ์ที่ยึดถือได้ครบ ๑๐ อย่างโดยไม่กำเริบอีกแล้ว ท่านว่าท่านผู้นั้นบรรลุอรหัตผล

เครื่องวัดอารมณ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสจำกัดไว้อย่างนี้ ขอนักปฏิบัติจงศึกษาไว้ แล้วพิจารณาไปตามแบบท่านสอน เอาอารมณ์มาเปรียบกับสังโยชน์ ๑๐

ทางที่ดีควรคิดเอาชนะกิเลสคราวละข้อ เอาชนะให้เด็ดขาด แล้วค่อยเลื่อนเข้าไปทีละข้อ ข้อต้น ๆ ถ้าเอาชนะไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งเลื่อนเข้าไปหาข้ออื่น ทำอย่างนี้ได้ผลเร็ว เพราะข้อต้นหมอบแล้ว ข้อต่อไปไม่ยากเลย

จะชนะหรือไม่ชนะ ก็ข้อต้นนี้แหละ เพราะเป็นของใหม่ และมีกำลังครบถ้วนที่จะต่อต้านเรา ถ้าด่านหน้าแตก ด่านต่อไปง่ายเกินคิด ขอให้ข้อคิดไว้เพียงเท่านี้

● ต่อไปจะนำเอาวิปัสสนาญาณสามนัยมากล่าวไว้ พอเป็นแนวปฏิบัติพิจารณา

วิปัสสนาญาณ ๙

๑.อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นความเกิดและความดับ
๒.ภังคานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นความดับ
๓.ภยตูปัฎฐานญาณ พิจารณาเห็นสังขารเป็นของน่ากลัว
๔.อาทีนวานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นโทษของสังขาร
๕.นิพพิทานุปัสสนาญาณ พิจารณาสังขารเห็นเป็นของน่าเบื่อหน่าย
๖.มุญจิตุกามยตาญาณ พิจารณาเพื่อใคร่จะให้พ้นจากสังขารไปเสีย
๗.ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ พิจารณาหาทางที่จะให้พ้นจากสังขาร
๘.สังขารุเปกขาญาณ พิจารณาเห็นว่า ควรวางเฉยในสังขาร
๙.สัจจานุโลมิกญาณ พิจารณาอนุโลมในญาณทั้ง ๘ นั้น เพื่อกำหนดรู้ในอริยสัจ

ญาณทั้ง ๙ นี้ ญาณที่มีกิจทำเฉพาะอยู่ตั้งแต่ญาณที่ ๑ ถึง ญาณที่ ๘ เท่านั้น ส่วนญาณที่ ๙ นั้นเป็นชื่อของญาณบอกให้รู้ว่า เมื่อฝึกพิจารณามาครบ ๘ ญาณแล้ว ต่อไปให้พิจารณาญาณทั้ง ๘ นั้น โดยอนุโลมและปฏิโลม

คือ พิจารณาตามลำดับไปตั้งแต่ญาณที่ ๑ ถึงญาณที่ ๘ แล้วพิจารณาตั้งแต่ญาณที่ ๘ ย้อนมาหาญาณที่ ๑ จนกว่าจะเกิดอารมณ์เป็นเอกัคคตารมณ์ทุก ๆ ญาณ และจนจิตเข้าสู่โคตรภูญาณ คือจิตมีอารมณ์ยอมรับนับถือกฎธรรมดา เห็นเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเนื่องด้วยตนหรือคนอื่นเป็นของธรรมดาไปหมด สิ่งกระทบเคยทุกข์เดือดร้อนก็ไม่มีความทุกข์ ความเร่าร้อน ไม่ว่าอารมณ์ใดๆ ทั้งที่เป็นเหตุของความรัก ความโลภ ความโกรธ ความผูกพัน ยอมรับนับถือกฎธรรมดาว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ อาการอย่างนี้เป็นเรื่องธรรมดาแท้ ท่านว่าครอบงำความเกิด ความดับ ความตายได้ เป็นต้น

คำว่า ครอบงำ หมายถึง ความไม่สะทกสะท้านหวั่นไหว ใครจะตายหรือเราจะตายไม่หนักใจ เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องตาย ใครทำให้โกรธในระยะแรกอาจหวั่นไหวนิดหนึ่ง แล้วก็รู้สึกว่านี่มันเป็นของธรรมดาโกรธทำไม แล้วอารมณ์โกรธก็หายไป นอกจากระงับความหวั่นไหวที่เคยเกิดเคยหวั่นไหวได้แล้ว จิตยังมีความรักในพระนิพพานยิ่งกว่าสิ่งใด สามารถจะสละวัตถุภายนอกทุกอย่างเพื่อพระนิพพานได้ทุกขณะ มีความนึกคิดถึงพระนิพพานเป็นปกติ

คล้ายกับชายหนุ่มหญิงสาวเพิ่งแรกรักกัน จะนั่ง นอน ยืนเดินทำกิจการงานอยู่ก็ตามจิต ก็ยังอดที่จะคิดถึงคนรักอยู่ด้วยไม่ได้ บางรายเผลอถึงกับเรียกชื่อคนรัก ขึ้นมาเฉย ๆ ทั้ง ๆที่ไม่ได้คิดว่าจะเรียก ทั้งนี้เพราะจิตมีความผูกพันมาก คนรักมีอารมณ์ผูกพันฉันใด

ท่านที่มีอารมณ์เข้าสู่โคตรภูญาณก็มีความใฝ่ฝันถึงพระนิพพานเช่นเดียวกันหลังจากเข้าสู่โคตรภูญาณเต็มขั้นแล้ว จิตก็ตัดสังโยชน์ ๓ เด็ดขาด เป็นสมุจเฉทปหานคือตัดได้เด็ดขาดไม่กำเริบอีก ท่านเรียกว่าได้อริยมรรคต้นคือเป็นพระโสดาบัน

● ต่อไปนี้ จะได้อธิบายในวิปัสสนาญาณ ๙ เป็นลำดับไปเป็นข้อ ๆ

๑.อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ
ญาณนี้ท่านสอนให้พิจารณาความเกิดและความดับของสังขาร

คำว่า สังขาร หมายถึง สิ่งที่เป็นร่างทั้งหมดทั้งที่มีวิญญาณและวัตถุ ท่านให้พยายามพิจารณาใคร่ครวญเสมอ ๆ ว่า สังขารนี้มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น แล้วต่อไปก็แตกสลายทำลายไปหมด ไม่มีสังขารประเภทใดเหลืออยู่เลย พยายามหาเหตุผลในคำสอนนี้ให้เห็นชัด

ดูตัวอย่าง คนที่เกิดแล้วตาย ของที่มีขึ้นแล้วแตกทำลาย ดูแล้วคิดทบทวนมาหาตน และคนที่รักและไม่รัก ของที่มีชีวิตและไม่มี คิดว่านี่ไม่ช้าก็ต้องตาย ทำลายอย่างนี้และพร้อมเสมอที่จะไม่หวั่นไหว ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างนั้น

พิจารณาทบทวนอย่างนี้จนอารมณ์เห็นเป็นปกติ ได้อะไรมา เห็นอะไรก็ตาม แม้แต่เห็นเด็กเกิดใหม่ อารมณ์ใจก็คิดว่านี่ไม่ช้ามันก็พัง ไม่ช้ามันก็ทำลาย แม้แต่ร่างกายเรา ไม่ช้ามันก็สิ้นลมปราณ อะไรที่ไหนที่เราคิดว่ามันจะยั่งยืนถาวรตลอดกาล ไม่มี รักษาอารมณ์ให้เป็นอย่างนี้ จนอารมณ์ไม่กำเริบแล้ว จึงค่อยย้ายไปพิจารณาญาณที่สอง

จงอย่าลืมว่าก่อนพิจารณาทุกครั้งต้องเข้าฌานก่อน แล้วถอยจากฌานมาหยุดอยู่เพียงอุปจารฌาน แล้วพิจารณาวิปัสสนาญาณ จึงจะเห็นเหตุเห็นผลง่าย

ถ้าท่านไม่อาศัยฌานแล้ว วิปัสสนาญาณก็มีผลเป็นวิปัสสนึกเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรดีไปกว่านั่งนึกนอนนึก แล้วในที่สุดก็เลิกนึก และหาทางโฆษณาว่าฉันทำมาแล้วหลายปีไม่เห็นได้อะไรเลย จงจำระเบียบไว้ให้ดีและปฏิบัติตามระเบียบให้เคร่งครัด วิปัสสนาไม่ใช่ต้มข้าวต้มจะได้สุกง่าย ๆ ตามใจนึก

๒.ภังคานุปัสสนาญาณ
ญาณนี้ท่านสอนให้พิจารณาถึงความดับ

ญาณต้นท่านให้เห็นความเกิดและความดับสิ้นเมื่อปลายมือ แต่ญาณนี้ท่านให้พิจารณาเห็นความดับที่ดับเป็นปกติทุกวัน ทุกเวลา คือ พิจารณาให้เห็นสรรพสิ่งทั้งหมดที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า คนสัตว์ ต้นไม้ ภูเขา บ้านเรือนโรง ของใช้ทุกอย่าง ให้ค้นหาความดับที่ค่อย ๆ ดับตามความเป็นจริง

ที่สิ่งเหล่านั้นค่อย ๆ เก่าลง คนค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นจากความเป็นเด็ก และค่อยๆ ละความเป็นหนุ่มสาวถึงความเป็นคนแก่ ของใช้ที่ไม่มีชีวิตเปลี่ยนสภาพจากเป็นของใหม่ค่อยๆ เก่าลง ต้นไม้เปลี่ยนจากเป็นต้นไม้ที่เต็มไปด้วยกิ่งใบที่ไสวกลายเป็นต้นไม้ที่ค่อยๆ ร่วงโรย ความสลายตัวที่ค่อยเก่าลง เป็นอาการของความสลายตัวทีละน้อย ค่อยๆ คืบคลานเข้าไปหาความสลายใหญ่คือความดับสิ้นในที่สุด

ค่อยพิจารณาให้เห็นชัดเจนแจ่มใส จนอารมณ์จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ คือมีความชินจิตว่าไม่มีอะไรมันทรงตัว ไม่มีอะไรยั่งยืน มันค่อยๆ ทำลายตัวเองอย่างนี้ทั้งสิ้น แม้แต่อารมณ์ใจก็เช่นเดียวกัน อารมณ์ที่พอใจและอารมณ์ที่ไม่ชอบใจก็มีสภาพไม่คงที่ มีสภาพค่อย ๆสลายตัวลงไปทุกขณะเป็นธรรมดา

รวมความว่า ความเกิดขึ้นนี้ เป็นสภาพที่จำต้องเดินไปหาความดับในที่สุด แต่กว่าจะถึงที่สุดก็ค่อยๆ เคลื่อนดับ ดับทีละเล็กละน้อยทุกเวลาทุกขณะ มิได้หยุดยั้งความดับเลยแม้แต่เสี้ยวของวินาที ปกติเป็นอย่างนี้ จิตหายความหวั่นไหวเพราะเข้าใจและคิดอยู่ รู้อยู่อย่างนั้นเป็นปกติ

๓.ภยตูปัฏฐานญาณ
ญาณนี้ท่านให้พิจารณาเห็นสังขารเป็นของน่ากลัว

ท่านหมายถึงให้กลัว เพราะสังขารมีสภาพพังทลายเป็นปกติอยู่เป็นธรรมดาอย่างนี้ จะเอาเป็นที่พักที่พึ่งมิได้เลย

สังขารเมื่อมีสภาพต้องเสื่อมไปเพราะวันเวลาล่วงไปก็ดี เสื่อมเพราะเป็นรังของโรค มีโรคภัยนานาชนิดที่คอยเบียดเบียนเสียดแทงจนหาความปกติสุขมิได้

โรคอื่นยังไม่มี โรคหิวก็รบกวน ตลอดวัน กินเท่าไรก็ไม่อิ่มไม่พอ กินแล้วกินอีก กินในบ้านก็แล้ว กินนอกบ้านก็แล้ว อาหารราคาถูกก็แล้ว ราคาแพงก็แล้ว มันก็ไม่หายหิว ถึงเวลามันก็เสียดแทงหิวโหยเป็นปกติของมัน

ฉะนั้น โรคที่สำคัญที่สุด พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โรคนั้น คือ โรคหิว ดังพระบาลี ว่า ชิฆจฺฉาปรมา โรคา แปลว่า ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง

โรคภัยต่างๆ มีขึ้นได้ก็เพราะอาศัยสังขาร ความหิวจะมีได้ก็เพราะอาศัยสังขาร ความแก่ ความทุกข์อันเกิดจากภยันตรายจะมีได้ ก็เพราะอาศัยสังขาร เพราะมีสังขารจึงมีทุกข์ ในที่สุดก็ถึงความแตกดับ ก็เพราะสังขารเป็นมูลเหตุ สังขารจึงเป็นสิ่งน่ากลัวมาก ควรจะหาทางหลีกเร้นสังขารต่อไป

๔.อาทีนวานุปัสสนาญาณ
ญาณนี้ท่านให้พิจารณาให้เห็นโทษของสังขาร

ความเจริญญาณนี้น่าจะจัดรวมกับญาณที่ ๓ เพราะอาการที่ทำลายนั้น เป็นอาการของสิ่งที่เป็นโทษอยู่แล้ว ฉะนั้นข้อนี้จึงไม่ต้องอธิบาย โปรดถือคำอธิบายของญาณที่ ๓ เป็นเครื่องพิจ

๕.นิพพิทานุปัสสนาญาณ
ญาณนี้ท่านให้พิจารณาให้มีความเบื่อหน่ายจากสังขาร

เพราะสังขารเกิดแล้วดับในที่สุดนี้ประการหนึ่ง สังขารมีความดับเป็นปกติทุกวันเวลา หรือจะว่าทุกลมหายใจเข้าออกก็ไม่ผิด นี้ประการหนึ่ง สังขารเป็นภัยเพราะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนเป็นปกติ และ ทำลายในที่สุดประการหนึ่ง สังขารเต็มไปด้วยความทุกข์และโทษประการหนึ่ง ฉะนั้นสังขารนี้เป็นสภาพที่น่าเบื่อหน่าย ไม่เป็นของน่ารัก น่าปรารถนาเลย

ญาณนี้ควรเอาอสุภสัญญาความเห็นว่าไม่สวยไม่งามมาร่วมพิจารณาด้วย เอามรณานุสสติธาตุ ๔ มาร่วมพิจารณาด้วย จะเห็นเหตุเห็นผลชัดเจน เกิดความเบื่อหน่ายได้โดยฉับพลัน เพราะกรรมฐานที่กล่าวแล้วนั้น เราพิจารณาในรูปสมถะอยู่แล้ว และเห็นเหตุผลอยู่แล้ว เอามาร่วมด้วยจะได้ผลรวดเร็ว และชัดเจนแจ่มใสมาก เกิดความเบื่อหน่ายในสังขารอย่างชนิดที่ไม่มีวันที่จะเห็นว่าน่ารักได้เลย

๖.มุญจิตุกัมมยตาญาณ
ญาณนี้ท่านให้พิจารณาเพื่อใคร่ให้พ้นจากสังขาร

ทั้งนี้เพราะอาศัยที่เห็นแล้วจากญาณต้น ๆ ว่า เกิดแล้วก็ดับ มีความดับเป็นปกติ เป็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะโรคภัยไข้เจ็บ จนเกิดความเบื่อหน่ายเพราะหาความเที่ยง ความแน่นอนไม่ได้ ท่านให้พยายามหาทางพ้นต่อไป ด้วยการพยายามหาเหตุที่สังขารจะพึงเกิดขึ้น เพราะถ้าไม่มีสังขารแล้ว ความทุกข์ความเบื่อหน่ายทั้งหลายเหล่านี้จะมีไม่ได้เลย

การที่หาทางเบื่อหน่าย ท่านให้แสวงหาเหตุของความเกิด ดังต่อไปนี้

๑.ชรา ความแก่ มรณะ ความตาย เป็นต้น มีขึ้นได้ เพราะชาติ คือความเกิด

๒.ชาติ ความเกิด มีได้ เพราะภพ คือความเป็นอยู่

๓.ภพ คือภาวะความเป็นอยู่ มีขึ้นได้ เพราะอาศัยอุปาทาน ความยึดมั่น

๔.อุปาทาน ความยึดมั่น มีขึ้นได้ เพราะอาศัยตัณหา คือความทะยานอยากคือ อยากมี อยากเป็น อยากปฏิเสธ

๕.ตัณหา มีได้ เพราะอาศัยเวทนา คือ อารมณ์ที่รู้สึกสุข ทุกข์และเฉยๆ

๖.เวทนา มีขึ้นได้ เพราะอาศัยผัสสะ คือ การกระทบกระทั่ง

๗.ผัสสะ มีขึ้นได้ เพราะอาศัยอายตนะ ๖ คือ ตาเห็นรูป หูฟังเสียงจมูกสูดกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องสัมผัส และอารมณ์ที่เป็นอารมณ์ชอบใจและไม่ชอบใจที่เรียกว่า ธัมมารมณ์ คืออารมณ์ที่เกิดแก่ใจ

๘.อายตนะ ๖ มีขึ้นได้ เพราะอาศัยนามและรูป คือ ขันธ์ ๕
สิ่งที่เห็นได้ด้วยตา คือ ร่างกายเรียกว่า รูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนาม
ท่านรวมเรียก ทั้งรูปทั้งนาม ว่า นามรูป

๙.นามรูป มีขึ้นได้ เพราะอาศัยวิญญาณปฏิสนธิ คือ เข้ามาเกิด
วิญญาณในที่นี้ท่านหมายเอาจิต ไม่ได้หมายเอาวิญญาณในขันธ์ ๕

๑๐.วิญญาณ มีขึ้นได้ เพราะมีสังขาร

๑๑.สังขาร มีได้ เพราะอาศัยอวิชชา คือ ความโง่เขลาหลงงมงาย มีความรักความพอใจในโลกวิสัยเป็นเหตุ

รวมความแล้ว ความทุกข์ทรมานที่ปรากฏขึ้น จนต้องหาทางพ้นนี้ อาศัย อวิชชา ความโง่เป็นสมุฏฐาน

ฉะนั้น การที่จะหลีกเร้นจากสังขารได้ ก็ต้องตัดอวิชชาความโง่ออก ด้วยการพิจารณาสังขารให้เห็นเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้แน่นอน จึงจะพ้นสังขารนี้ได้

๗.ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ
พิจารณาหาทางที่จะให้สังขารพ้น

ญาณนี้ไม่เห็นทางอธิบายชัด เพราะมีอาการซ้อนๆ กันอยู่ ควรเอา ปฏิจจสมุปบาท นั่นแหละเป็นเครื่องพิจารณา

๘.สังขารุเปกขาญาณ
ท่านสอนให้วางเฉย

ในเมื่อสังขารภายในคือ ร่างกายของตนเองและสังขารภายนอกคือร่างกายของคน และ สัตว์ ตลอดจนของใช้ที่ไม่มีและมีวิญญาณที่ต้องได้รับเคราะห์กรรม มีทุกข์ มีอันตราย โดยตัดใจปลงได้ว่าธรรมดาต้องเป็นอย่างนี้ ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ มีจิตสบายเป็นปกติไม่มีความหวั่นไหว เสียใจ น้อยใจเกิดขึ้น

๙.สัจจานุโลมิกญาณ
พิจารณาญาณทั้งหมดย้อนไปย้อนมาให้เห็นอริยสัจ

คือเห็นว่าสังขารที่เป็นแดนของความทุกข์ เพราะอาศัยตัณหา จึงมีทุกข์หนักอย่างนี้ พิจารณาเห็นว่าสังขารมีทุกข์ประจำเป็นปกติ ไม่เคยว่างเว้นจากความทุกข์เลย อย่างนี้เรียกว่า เห็นทุกขสัจจะ เป็นอริยสัจที่ ๑

พิจารณาเห็นว่าทุกข์ทั้งหมดที่ได้รับเป็นประจำไม่ว่างเว้นนี้ เกิดมีขึ้นได้เพราะอาศัย ตัณหา ความทะยานอยาก ๓ ประการ คือ อยากมีในสิ่งที่ไม่เคยมี อยากเป็นในสิ่งที่ ไม่เคยเป็นอยากปฏิเสธ ในเมื่อความสลายตัวเกิดขึ้น ไม่อยากให้สลายตัว เจ้าความอยาก ทั้ง ๓ นี้แหละ เป็นผู้สร้างความทุกข์ขึ้นมา

ทุกข์นี้จะสิ้นไปได้ ก็เพราะเข้าถึงจุดของ ความดับคือนิโรธ เสียได้

จุดดับนั้นท่านวางมาตรฐานไว้ ๓ ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ท่านเรียกว่า มรรค ๘ ย่อมรรค ๘ ลงเหลือ ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญานี้

เพราะอาศัยศีลบริบูรณ์ สมาธิเป็นฌาน ปัญญารู้เท่าทันสภาวะความเป็นจริง หมดความเมาในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสและดับอารมณ์พอใจไม่พอใจ เสียได้ ตัดอารมณ์ใจในโลกวิสัยได้ ตัดความกำหนัดยินดีเสียได้ ด้วยปัญญาวิปัสสนาญาณ ชื่อว่าเห็นในอริยสัจ ๔

ทำอย่างนี้ คิดอย่างนี้ให้คล่อง จนจิตครอบงำความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเมาในชีวิตเสียได้ ชื่อว่าท่านได้ วิปัสสนาญาณ ๙ และ อริยสัจ ๔

แต่อย่าคิดว่าเราดีแล้ว ต้องฝึกฝนพิจารณาเรื่อยไป จนตัดสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการได้แล้วนั่นแหละ ชื่อว่าเอาตัวรอดได้แล้ว.

 

อ่าน บารมี ๑๐ ธรรมเครื่องบำรุงวิปัสสนาญาณ
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

Be Sociable, Share!

บารมี ๑๐ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

ปิดความเห็น บน บารมี ๑๐ หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

บารมี ๑๐ ธรรมเครื่องบำรุงวิปัสสนาญาณ
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

นักเจริญวิปัสสนาญาณที่หวังผลจริง ไม่ใช่นักวิปัสสนาทำเพื่อโฆษณาตัวเองแล้ว ท่านว่าต้องเป็นผู้ปรับปรุงบารมี ๑๐ ให้ครบถ้วนด้วย ถ้าบารมี ๑๐ ยังไม่ครบถ้วนเพียงใด ผลในการเจริญวิปัสสนาญาณจะไม่มีผลสมบูรณ์

บารมี ๑๐

บุคคลที่ทำลายพระศาสนา

เป็นนิสัย ไม่ควรมีในหมู่พุทธศาสนิกชน เพราะเป็นการดูแคลนพระพุทธศาสนาเกินไป พูดกันตรง ๆ ก็ว่า ไม่มีความเชื่อถือจริง และไม่ใช่นักปฏิบัติจริง ปฏิบัติตามเขา พอได้ชื่อว่าฉันก็ปฏิบัติวิปัสสนา คนประเภทนี้แหละที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมโทรม เพราะทำไปไม่นานก็เลิก แล้วก็เอาความไม่จริงไม่จังของตนเองนี่แหละไปโฆษณา บอกว่าฉันปฏิบัตินานแล้ว ไม่เห็นมีอะไรปรากฏ เป็นการทำลายพระศาสนาโดยตรง

ฉะนั้นนักปฏิบัติแล้ว ควรตั้งใจจริงเพื่อมรรคผล ถ้ารู้ตัวว่าจะไม่เอาจริง ก็อย่าเข้ามายุ่งทำให้ศาสนาเสื่อมทรามเลย ต่อไปนี้จะพูดถึงนักปฏิบัติที่เอาจริง

ก่อนพิจารณาวิปัสสนา

ทุกครั้งที่จะเจริญวิปัสสนา ท่านให้เข้าฌานตามกำลังสมาธิที่ได้เสียก่อน เข้าฌานให้ถึงที่สุดของสมาธิ ถ้าเป็นฌานที่ ๔ ได้ยิ่งดี ถ้าได้สมาธิ ๆ ไม่ถึงฌาน ๔ ก็ให้เข้าฌาน จนเต็มกำลังสมาธิที่ได้

เมื่ออยู่ในฌานจนจิตสงัดดีแล้ว ค่อย ๆ คลายสมาธิมาหยุดอยู่ที่อุปจารฌาน แล้วพิจารณาวิปัสสนาญาณทีละขั้น อย่าละโมบโลภมาก ทำทีละขั้น ๆ นั้น จนเกิดเป็นอารมณ์ประจำใจ ไม่หวั่นไหวเป็นเอกัคคตารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ไม่กำเริบแล้ว จึงค่อยเลื่อนไปฌานต่อไปเป็นลำดับ

ทุกฌานปฏิบัติอย่างเดียวกัน ทำอย่างนี้จะได้รับผลแน่นอน ผลที่ได้ต้องมีการทดสอบจากอารมณ์จริงเสมอ อย่านึกคิดเอาเองว่าได้ เมื่อยังไม่ผ่านการกระทบจริง ต้องผ่านการกระทบจริงก่อน ไม่กำเริบแล้วเป็นอันใช้ได้

ธรรมเครื่องบำรุงวิปัสสนาญาณ

นักเจริญวิปัสสนาญาณที่หวังผลจริง ไม่ใช่นักวิปัสสนาทำเพื่อโฆษณาตัวเองแล้ว ท่านว่าต้องเป็นผู้ปรับปรุงบารมี ๑๐ ให้ครบถ้วนด้วย ถ้าบารมี ๑๐ ยังไม่ครบถ้วนเพียงใด ผลในการเจริญวิปัสสนาญาณจะไม่มีผลสมบูรณ์

บารมี ๑๐ นั้น มีดังต่อไปนี้

๑.ทาน

คือ การให้ ต้องมีอารมณ์ใคร่ต่อการให้ทานเป็นปกติ ให้เพื่อสงเคราะห์ ไม่ให้เพื่อผลตอบแทน ให้ไม่เลือกเพศ วัย ฐานะ และความสมบูรณ์ เต็มใจในการให้ทาน เป็นปกติ ไม่มีอารมณ์ไหวหวั่นในการให้ทาน

๒.ศีล

รักษาศีล ๕ เป็นปกติ ศีลไม่บกพร่อง และรักษาแบบอุกฤษฏ์ คือ ไม่ทำศีลให้ขาดหรือด่างพร้อยเอง ไม่ยุคนอื่นให้ละเมิดศีล ไม่ดีใจเมื่อคนอื่นละเมิดศีล

๓.เนกขัมมะ

การถือบวช คือ ถือพรหมจรรย์ ถ้าเป็นนักบวช ก็ต้องถือสิกขาบทอย่างเคร่งครัด ถ้าเป็นฆราวาส ต้องเคร่งครัดในการระงับอารมณ์ที่เป็นทางของนิวรณ์ ๕ คือ ทรงฌานเป็นปกติ อย่างต่ำก็ปฐมฌาน

๔.ปัญญา

มีความคิดรู้เท่าทันสภาวะของกฎธรรมดา เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นปกติ

๕.วิริยะ

มีความเพียรเป็นปกติ ไม่ท้อถอยในการปฏิบัติเพื่อมรรคผล

๖.ขันติ

อดทนต่อความยากลำบาก ในการฝืนใจระงับอารมณ์ที่ไม่ถูกใจ อดกลั้น ไม่หวั่นไหว จนมีอารมณ์อดกลั้นเป็นปกติ ไม่หนักใจเมื่อต้องอดทน

๗.สัจจะ

มีความจริงใจ ไม่ละทิ้งกิจการงานในการปฏิบัติความดีเพื่อมรรคผล

๘.อธิษฐาน

ความตั้งใจ ความตั้งใจใด ๆ ที่ตั้งใจไว้ เช่น สมัยที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เข้าไปนั่งที่โคนต้นโพธิ์ พระองค์ทรงอธิษฐานว่า ถ้าเราไม่ได้สำเร็จพระโพธิญาณเพียงใด เราจะไม่ยอมลุกจากที่นี้ แม้เนื้อและเลือดจะเหือดแห้งไป หรือชีวิตจะตักษัยคือสิ้นลมปราณก็ตามที พระองค์ทรงอธิษฐานเอาชีวิตเข้าแลก แล้วพระองค์ก็ทรงบรรลุในคืนนั้น

การปฏิบัติต้องมีความมั่นใจอย่างนี้ ถ้าลงเอาชีวิตเป็นเดิมพันแล้วสำเร็จทุกราย และไม่ยากเสียด้วย ใช้เวลาก็ไม่นาน

๙.เมตตา

มีความเมตตาปรานีไม่เลือก คน สัตว์ ฐานะ ชาติตระกูล มีอารมณ์เป็นเมตตาตลอดวันคืนเป็นปกติ ไม่ใช่บางวันดีบางวันร้าย อย่างนี้ไม่มีหวัง

๑๐.อุเบกขา

ความวางเฉยต่ออารมณ์ที่ถูกใจ และอารมณ์ที่ขัดใจ อารมณ์ที่ถูกใจรับแล้วก็ทราบว่า ไม่ช้าอาการอย่างนี้ก็หมดไป ไม่มีอะไรน่ายึดถือ พบอารมณ์ที่ขัดใจก็ปลงตกว่า เรื่องอย่างนี้มันธรรมดาของโลกแท้ ๆ เฉยได้ทั้งสองอย่าง

บารมี ๑๐ นี้ มีความสำคัญมาก ถ้านักปฏิบัติบกพร่องในบารมี ๑๐ นี้ แม้อย่างเดียว วิปัสสนาญาณก็มีผลสมบูรณ์ไม่ได้

ที่ว่าเจริญกันมา ๑๐ปี ๒๐ ปี ไม่ได้อะไรนั้น ก็เพราะเป็นผู้บกพร่องในบารมี ๑๐ นี่เอง ถ้าบารมี ๑๐ ครบถ้วนแล้ว ผลการปฏิบัติเขานับวันสำเร็จกัน ไม่ใช่นับเดือนนับปี

ฉะนั้น ท่านนักปฏิบัติเพื่อมรรคผลต้องสนใจปฏิบัติในบารมี ๑๐ นี้ ไม่ให้บกพร่องเป็นกรณีพิเศษ

 

อ่านต่อ วิปัสสนาญาณ โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

Be Sociable, Share!