มโนมยิทธิ ๒ อนาคตังสญาณ

อนาคตังสญาณ
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง)

อนาคตังสญาณ นี่ก็ไม่ใช่อะไรที่ไหน เป็น ทิพจักขุญาณ นั่นเอง ก็รวมความว่า เราปฏิบัติใน ทิพจักขุญาณ อย่างเดียว เป็นผลมาจากมโนมยิทธิ เราก็รู้อนาคตได้

อนาคตังสญาณ คือ รู้เหตุการณ์ข้างหน้า รู้เรื่องของเรา และรู้เรื่องของคนอื่น รู้เรื่องของสัตว์อื่น รู้เรื่องของสถานที่ และอยากจะทราบว่า (ถ้าเป็นคนไทยนะ) ประเทศไทยข้างหน้า จะเป็นอย่างไร จะหมดสภาพความเป็นไทยไหม ถ้าสงครามเกิดขึ้น (เวลานี้สงครามก็ล้อมรอบประเทศไทย)

อ่านหนังสือพิมพ์พบ ปรากฏว่าญวนยกทัพเข้ามาประชิดไล่เขมร แต่ติดเขตไทย และทางด้านลาวก็เคลื่อนเข้ามาใกล้ คือ กลางแม่น้ำโขง ทางด้านจังหวัดน่าน เขาก็ชิดเข้ามา ทางด้านตะวันตกก็ไว้ใจไม่ได้ ทางด้านใต้ ตะวันตก ตะวันออกก็ไว้ใจไม่ได้ รวมความว่าในทะเลหลวง เราก็ไว้ใจไม่ได้

อยากจะรู้ว่า ในสถานที่รอบประเทศมีอะไรบ้าง เราก็ใช้กำลังของ มโนมยิทธิ ที่เราฝึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทิพจักขุญาณ ดูก็ได้ ดู อนาคตังสญาณ ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะวุ่นวายขนาดไหน ใครจะเป็นอะไรบ้าง อันนี้เราต้องการ…ทราบได้

ใช้กำลังของ มโนมยิทธิ ไปดูสถานที่ตั้ง ทิพจักขุญาณ เราก็ทราบ เห็นสถานที่ตั้งได้ แต่มันไม่ชัดนัก ไม่แน่ใจ ไปให้มันถึงที่ โดยใช้กำลังของ มโนมยิทธิ ไปในที่ตั้งของเขาเลย เขาตั้งกองทหารอยู่ที่ไหน มีอาวุธอะไรบ้าง และมีกำลังเท่าไร บางทีเห็นแล้วจะตกใจ เพราะอาวุธของเขามากมายเหลือเกิน ของประเทศไทยเรามีไม่เท่าเขา

กำลังคนไม่สำคัญ ความสามารถสำคัญ ความฉลาดสำคัญ ความสามัคคีสำคัญ ที่เราจะทรงความเป็นไทยไว้ได้หรือไม่ได้ เราทราบ

เราทราบถึงการปะทะ ระหว่างทหารไทยกับทหารข้าศึก ว่ามีสภาพเป็นอย่างไรในวันหน้า เราก็ทราบ จะได้สร้างความสบายใจให้ปรากฏ

เรื่องการทราบข้างหน้านี่ การพูดอย่างนี้ ไม่ได้สอนธรรมะกันอย่างเดียว มันเป็นเรื่องประวัติของผมด้วย แต่อย่าลืมนะครับ ไอ้เรื่องการทราบข้างหน้านี่ผมกลายเป็นคนบ้ามาหลายปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ผมก็พูดเรื่องน้ำมันในประเทศไทย ว่า “ในประเทศไทยมีน้ำมันมหาศาล มีทั้งแกสทั้งน้ำมัน” เวลานั้นกลิ่นคาวน้ำมันยังไม่ปรากฏ แต่สิ่งที่ปรากฏตามเสียงผมพูด คือ มีเสียงย้อนเข้ามาถึงหูว่าผมบ้า

เขาหาว่าผมบ้า

ผมก็เลยนั่งนิ่ง ๆ ใครจะว่าดี ใครจะว่าชั่ว เป็นเรื่องของท่านผู้นั้น จะมีความ เห็น เราไปทำลายความเห็นกันไม่ได้ เรามีสิทธิ์จะพูดตามความที่เรารู้เราก็พูด ท่านก็มีสิทธิ์ที่จะตำหนิจะด่าจะว่า เป็นเรื่องของท่าน

ถ้าอาการอย่างนั้นปรากฏขึ้น อย่าลืมนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “นัตถิ โลเก อนินทิโต” คนที่ไม่ถูกนินทาเลยไม่มีในโลก วัตถุต่าง ๆ ที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น หิน ปูน เป็นต้น ก็ยังถูกนินทา แม้แต่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาเอง ก็ยังถูกนินทา เขานินทายังไม่พอ เขายังด่าพระองค์ต่อหน้าอีกด้วย

ฉะนั้นทุกคนให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปสะดุ้งอย่าไปสะเทือน เราเกิดมาเพื่อชาวบ้านเขานินทา เราเกิดมาเพื่อชาวบ้านเขาติเตียน เราเกิดมาเพื่อชาวบ้านเขาด่า เราก็ทำตามเรื่อง เราอยากจะทำอะไรตามความรู้ของเรา เราก็ทำ ท่านอยากจะด่าเราตามความรู้สึกของท่าน ท่านก็ด่า ให้เป็นเรื่องของท่านไป

ได้รู้วิถีชีวิตของเราเอง ว่าข้างหน้าเราจะเป็นอย่างไร

อนาคตังสญาณ นี่มีประโยชน์มาก ได้รู้วิถีชีวิตของเราเอง ว่าข้างหน้าเราจะเป็นอย่างไร เวลาที่เรายังไม่ตาย ปีไหนจะมีสภาพเป็นอย่างไร จะป่วยไข้ไม่สบายเป็นยังไง จะมีความดี จะมีคนชม จะมีคนติเป็นยังไง ชีวิตเราจะรุ่งเรือง หรือจะซบเซาเป็นอย่างไร เราต้องการรู้ รู้แล้วก็บันทึกไว้ อย่าพูดไป รู้ไว้คนเดียว กาลเวลามันยังไม่ถึง ทางที่ดี รู้ยาว ๆ และก็ รู้สั้น ๆ ด้วย

คำว่า รู้ยาว ๆ หมายความว่า รู้ข้างหน้าไกลออกไปหลาย ๆ ปี หรือตลอดชีวิต และก็ รู้สั้น ๆ ก็วันสองวัน ห้าวันหกวัน เก้าวันสิบวัน นี่สำคัญมากเป็นเครื่อง วัดระยะยาว ที่เราเข้าใจ มีความรู้สึก มันจะถูกจะต้องไหม ถ้าระยะสั้นถูก ระยะยาวมันก็ถูก ถ้าระยะสั้นไม่ถูก ระยะยาวก็ไม่ถูก นี่ให้มีความรู้สึกตามนี้

แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราก็รู้เรื่องของเราไป ถ้าระยะสั้น ระยะยาวมันถูกหมด เราก็ดูอนาคตไกลแสนไกล นั่นคือ ตายไปแล้ว เราตายไปแล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน ก็วัดกำลังใจของเราไว้ด้วย ตายไปแล้ว จะไปอยู่สวรรค์ หรืออยู่พรหมโลก หรือว่าไปนิพพาน

หรือว่าสถานสามสถานไม่เป็นที่พอใจ เราอาจจะเป็นมนุษย์ หรือว่าจะถอยหลังไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์นรก ดูกฎของกรรมที่เราทำ มันจะให้ผลไปไหน อันนี้เราก็ทราบ

เมื่อเราทราบเรื่องของเราได้ เราก็ทราบเรื่องของคนอื่นได้

ว่าคนที่เราสัมผัส ที่เราคบหาสมาคม เขาจะดี หรือเขาจะเลว เวลานี้เขาดี เวลาหน้าเขาเป็นอย่างไร

ไอ้ผมน่ะมันก็เป็นคนจัญไร เรารู้แล้ว ความจริงเราเฉย ๆ ไว้ดีกว่า ความเมตตาเป็นปัจจัยให้เกิดความเร่าร้อนเหมือนกัน ถ้าเมตตาไม่ถูกทาง และผมก็เคยผ่านมาแล้ว ให้ความเมตตาปรานี แต่ความดีไม่ปรากฏ สิ่งที่สะท้อนย้อนหลังเข้ามา คือ เพื่อนเลวไม่ต้องการ พอดีแล้ว เขาลืมเลย อันนี้เยอะ

แต่ต่อไป ความเร่าร้อน ความทุกข์ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เกิดขึ้น ความปรารถนาไม่สมหวังเกิดขึ้น พอย้อนถอยหลัง กลับเข้ามาใหม่ ทีนี้ทำอย่างไร ผมก็รับในฐานะที่ผมคิดว่า “ผมเป็นมิตรที่ดีของคนทุกคนและสัตว์ทุกประเภทในโลก”

ผมถือว่า ผมจะเป็นมิตรที่ดี ตามกำลังใจที่ผมจะอดทนได้ แต่ว่าเรื่องการสงเคราะห์แบบนั้นก็เลิกกัน ถืออุเบกขา ถ้ามาถาม ก็จะบอกว่าไม่มีอะไรแล้ว เวลานี้ ทุกสิ่งทุกอย่างวางหมด ผมก็วางจริง ๆ ครับ วางหมด หมายความว่า ผมไม่ยุ่งกับเรื่องของใคร ใครเขาจะดี เขาจะเลว เป็นยังไง จะพยากรณ์ให้ไม่มีอีก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะผมเข็ด

อนาคตังสญาณของคนอื่น

บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ที่มีกำลังศรัทธาในพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ท่านก็ดี มีหลายประเภท บางท่านก็องอาจ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส บางท่านก็นั่งขรึมอะไรของท่าน แต่ละคนจริยาไม่เหมือนกัน บางท่านก็มีความเมตตาปรานีโอภาปราศรัยดี บางท่านก็เงียบ

เราก็ใช้ อนาคตังสญาณ ว่าพระองค์นี้ ถ้าตายจากความเป็นคน จะเป็นเทวดา หรือจะเป็นพรหม หรือจะไปนิพพาน หรือว่าท่านไม่อยากจะไป จะถอยหลังกลับไปโลกันตนรก อเวจีมหานรก หรือนรกขุมไหน เป็นเปรต เป็นอสุรกายก็ได้

ใช้ อนาคตังสญาณ ดู ถ้าดูแล้ว เห็นแล้ว มีความเข้าใจแล้ว บันทึกไว้ วันหลังทำใจให้สบายลืมเรื่องเก่าเสียก่อน ลืมเรื่องที่บันทึกไว้ก่อน รวบรวมกำลังใจไปนิพพาน ถ้าจิตไปถึงตรงนั้น มันเป็นอุเบกขาจริง ๆ ไม่ยุ่งกับอะไรทั้งหมด จิตสะอาดมาก

หลังจากนั้นก็ทิ้งเรื่องเก่า กราบทูลถามองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาค ว่าคนนั้น ต่อไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ชีวิตในความเป็นมนุษย์ ชีวิตเมื่อตายแล้ว ทั้ง ๆ ที่เขายังไม่เป็นพระอรหันต์ในเวลานั้น สมเด็จพระภควันต์ ก็สามารถจะบอกได้ ท่านบอกได้แน่

ก็มีคนหลายคนที่ท่าทางอีเหละเขะขะ ๆ ท่าทางมองกันแล้วไม่ค่อยจะดีนัก แต่ว่าความรู้สึกว่าเวลาข้างหน้าคนนี้จะดี แล้วเก็บความรู้สึกไว้ บางทีจะคิดว่าเราจะมีความเมตตาเกินไป แต่ว่าในที่สุดเขาก็ดีตามนั้น

ทำบุญจะไม่ผิดบุญ จะไม่ต้องถูกเขาหลอกลวง

นี่แหละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกท่าน ถ้าใช้ อนาคตังสญาณ ทำบุญจะไม่ผิดบุญ จะไม่ต้องถูกเขาหลอกลวง ก็เคยพบมามาก ระยะใกล้ ๆ เห็นญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายเอาเงินไปทอดกฐินบ้าง ผ้าป่าบ้าง อันนี้ไม่ใช่ทั่วไปนะ อาตมาพบในสถานที่ใกล้จริง ๆ ของอาตมา พอกฐินเข้ามา ผ้าป่าเข้ามา ก็มีเหล้าเต็มศาลา เลี้ยงเหล้าเอะอะโวยวาย ได้ รับกฐินผ้าป่าที ห้าหมื่นหกหมื่น ถึงแสนก็มี ผ้าป่าทั้งปีรับหลายครั้ง คิดแล้วปีละเป็นแสน แต่ว่าไม่มีอะไรปรากฏขึ้นมาเลย เงินหมด อย่างนี้ชื่อว่าเป็นการทำบุญผิด

ถ้าเราใช้ อนาคตังสญาณ หรือ เจโตปริยญาณ ก็ได้

เจโตปริยญาณ ดูกำลังใจของบุคคลผู้รับผลทานจากเรา ที่เราไปทำบุญ หรือ ถวายเป็นทาน ทอดกฐิน ผ้าป่า

แต่ว่า อนาคตตังสญาณ ดูข้างหน้า ว่าเงินจำนวนนี้ ถ้าเราไปถวายไว้ เงินจะไปไหนบ้าง เราก็จะทราบชัด

ถ้ารู้ว่าเงินมันไปผิดทาง เราก็ไม่ให้เสียเลยก็หมดเรื่อง ไม่ทำ และก่อนจะไปจองกฐิน ก่อนจะไปบุ๊คสถานที่ที่เราทำบุญ เราก็ดูเสียก่อนว่า ควรทำหรือไม่ควรทำ อันนี้จะมีประโยชน์แก่บรรดาท่านพุทธบริษัท จะไม่มีการสูญเสียอะไรทั้งหมด

ฝึกกำลังใจ ให้เห็นชัดทุกวัน ทุกเวลาที่ต้องการ

แต่อย่าลืมนะ รักษากำลังใจ ตามที่กล่าวมา ภาพพระพุทธรูปก็ดี ภาพพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี พยายามทรงเวลาให้มันทรงตัว จับให้ชัดเจนแจ่มใสไว้ อย่าลืม ฝึกกำลังใจ ให้เห็นชัดทุกวัน ทุกเวลาที่เราต้องการ

ยามว่างเกิดขึ้นเมื่อไร ใช้กำลังใจจับพระรูปพระโฉมทันที หรือ จับภาพพระพุทธรูปแก้วใส ที่เราใช้เป็นนิมิต ให้ติดตาติดใจไว้ตลอดเวลา

ต้องหัดทรงสมาธิตลอดเวลา

บอกว่าไม่มีเวลาจะทำ โถ… ไม่ต้องออกแรง ไม่ต้องใช้เวลามาก นึกเมื่อไรเห็นปั๊บ นึกเมื่อไรเห็นปั๊บ ยามปกติของผม สมัยที่ผมฝึก ผมเห็นของผมได้ตลอดวันตลอดคืน เว้นไว้แต่หลับ ถ้าเห็นภาพพระในอก เห็นภาพพระคลุมตัวผม ผมจะชื่นใจ จิตมีความสุข

และการ ภาวนา นี่ ผมก็แปลกกว่าคนอื่นเขา อาจจะมีคนดีกว่าผมก็มาก นั่นคือ เวลาเดินบิณฑบาต ผมแทนที่จะว่า พุทโธ สัมมาอรหัง เป็นต้น ผมล่อ อิติปิโส ทั้งบท ว่าทั้งบทนี่เราไม่ลืม ต้องพยายามนึกในใจเบา ๆ ช้า ๆ ให้เคลื่อนไปจนกว่าจะจบ จนกว่าจะเดินไปบิณฑบาต จนกว่าจะเดินกลับ จนกว่าจะเลิก เข้ามากลับถึงที่ นั่นแหละ ผมถึงจะเลิกภาวนา อิติปิโส ทำอย่างนี้จิตใจชุ่มชื่น มีอารมณ์ทรงตัว

เมื่อใช้บทยาว ๆ ภาวนา ธุระที่จะคุยมันก็คุยไม่ได้ ถ้าคุยแล้วภาวนาจะขาด เราก็เลยไม่อยากจะคุย ในเมื่อไม่คุย จิตคุมอารมณ์ ผลต่าง ๆ มันก็เกิดตามมาทั้ง หมด ญาณต่าง ๆ มันก็เกิดปรากฏขึ้น และการจะใช้อารมณ์เข้าคุยกับเทวดาหรือพรหม หรือใครก็ตาม จะใช้เวลาได้แบบตามสบาย ๆ และการนึกถึง อิติปิโส กว่าจะไปบิณฑบาตกลับ มันไม่ใช่เวลาเล็กน้อย

นั่นหมายความว่า หัดทรงสมาธิทั้ง ๆ ที่มีงาน อันนี้มีความสำคัญมาก นักเจริญสมาธิเฉพาะเวลาสงัด ใช้ไม่ได้.

<< ก่อนหน้า                 อ่านต่อ >>

ขอเชิญฝึกมโนมยิทธิ ณ ศูนย์พุทธศรัทธา ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๑๒.๓๐ น.

คำถามคำตอบปัญหาเกี่ยวกับการฝึกมโนมยิทธิ โดยศูนย์พุทธศรัทธา

เรื่องนี้ถูกเขียนใน มโนมยิทธิ และติดป้ายกำกับ , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร