สำนักปฏิบัติพระกรรมฐานสาขาวัดท่าซุง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี โทร 081-853-7803, 081-937-0244

Archive for ธันวาคม 1st, 2014

ปัญหาเรื่องศาลพระภูมิ

ปิดความเห็น บน ปัญหาเรื่องศาลพระภูมิ

ปัญหาเรื่องศาลพระภูมิ โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

เรื่องนี้นับว่ามีความสำคัญสำหรับคนไทย ทีมีความเชื่อถือมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย มักจะมีเรื่องนี้เกี่ยวพันกับชีวิตไทๆ อยู่เสมอ ฉะนั้นท่านที่กำลังมีปัญหาเรื่องนี้ คงจะเข้าใจในพิธีกรรมต่างๆ ตามแบบฉบับในการแนะนำของหลวงพ่อ ขอเริ่มปัญหาแรกกันเลย…

ความเป็นมาของการตั้งศาลพระภูมิ

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อครับ เทวดาที่สิงสถิตย์อยู่ที่ศาลพระภูมิ เป็นเทวดาชั้นไหนครับ?”

หลวงพ่อ :- “ไม่มี…ที่ศาลนี่ไม่มีจริงๆ นะ ศาลเป็นที่สักการะเฉยๆ ใช่ไหม…แต่วิมานเขามีอยู่ และการยกศาลเป็นการแสดงยอมรับนับถือ จะให้เข้าไปนั่งในศาลพระภูมิต้องทำตัวเล็กซินะ (หัวเราะ) อันนี้เป็นการแสดงการยอมรับนับถือ ยอมรับนับถือซึ่งกันและกันจึงตั้งศาลขึ้น

เรื่องนี้เคยถามภูมิเทวดาท่าน เมื่อก่อนนี้เคยยกศาลบ่อยๆ สงสัยก็เชิญท่านมา…ท่านก็มา จึงถามว่า ความเป็นมาของการตั้งศาลพระภูมิเป็นมาอย่างไร…ท่านบอกว่า จริงๆ มันไม่มีแบบ เดิมทีเดียว ชาวบ้านยังไม่มีพุทธศาสนา ใช่ไหม…ก็นับถือเจ้าที่เจ้าทาง เทวดาประจำถิ่นบ้าง…อะไรบ้าง…การแสดงความเคารพก็ไม่มีอะไรมาก เอาไม้กระบอกปักเข้า จูดธูปบอก

ต่อมาก็คิดว่าเราอาศัยเทวดามาก ก็ควรจะมีอะไรถวายเทวดาบ้าง ก็ทำเป็นศาลเพียงตาขึ้นมา เอาของวางข้างล่าง ก็คิดว่าเทวดานั่งข้างบน

ต่อมาก็เห็นใจเทวดานั่งตากแดดนั่งตากฝนก็ทำร่มให้ แล้วต่อมาก็ทำเป็นบ้าน แล้วต่อมาก็ทำเป็นตึก เวลานี้เป็นปราสาทนะ สวยงามมาก แสดงว่าพระภูมินี่ร่ำรวยขึ้น คือบ้านสวย อันนี้เป็น ภูมิเทวดา แต่ว่าถ้าเป็นศาลสี่เสาหรือหกเสา เป็น อากาศเทวดา นะ

แต่ถ้าถามว่าในสถานที่ไหน…ควรจะใช้สี่เสาหรือหกเสา ก็ต้องดูก่อนว่า ที่นั่นมีอากาศเทวดารักษาหรือเปล่า…เพราะอากาศเทวดาก็เป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช องค์หนึ่งก็คุมพระภูมิหลายสิบองค์ เหมือนกับเจ้าเมืองนะ เจ้าเมืองก็มีคนเดียวใช่ไหม…นอกนั้นก็มีกำนันผู้ใหญ่บ้านเยอะ นี่ตามที่ถามท่านมานะ ที่พูดนี่ไม่มีตำรานะ เป็นเพียงถามภูมิเทวดาท่าน ตำราถามนี้ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องเขียน”

การตั้งศาลพระภูมิ

ผู้ถาม :- “เรื่องตั้งศาลพระภูมิขอให้หลวงพ่อแนะนำหน่อยค่ะ”

หลวงพ่อ :- “เวลาจะตั้งศาลพระภูมินะ อันดับแรกขุดหลุมก่อน แล้วเอาเสาแหย่ลงไป”

ผู้ถาม :- (หัวเราะ)

หลวงพ่อ :- “พิธีกรรมฉันไม่มีกับเขาหรอก เพราะเรื่องนี้ฉันไม่ได้ศึกษากับใครเขา ถ้าเมื่อก่อนฉันตั้งให้ ฉันใช้เชิญท้าวมหาราช เพราะท้าวมหาราชท่านเป็นนายพระภูมิ เมื่อเชิญมาแล้ว ท่านก็สั่งให้ลูกศิษย์ท่านรักษา ดีกว่าเราขอร้อง ฉันทำแบบนี้ ไม่เกี่ยวกับคำถามนะ

มีบ้านอยู่บ้านหนึ่งที่ดำเนินสะดวก มีแม่อยู่คน มีลูกสาวอยู่คน สองคนเท่านั้น เป็นผู้หญิง พวกโจรคิดว่าบ้านนี้เป็นผู้หญิงมีสตางค์ หวานคอแน่ ก็ตั้งใจปล้น

ก่อนหน้านั้นบังเอิญอาตมาไปธุระ เห็นบอกว่ามีข่าวไม่ดี มีคนมาบอก ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยให้เขาใช้เครื่องบวงสรวงเชิญท้าวมหาราช ถ้าหากว่าท่านช่วยก็พ้น ถ้าท่านไม่ช่วยก็แล้วไป หมูเสียก็กินเอง พอทำเข้าไปแล้วปรากฏว่า ๑ ปีผ่านไป ขโมยไม่ได้เข้าบ้าน พวกโจรพวกนั้นแหละเขาไปคุยในร้านเหล้าว่า

“อีรอดนี่…มันมีสองคนเท่านั้นกับลูกสาวเวลากลางวัน แต่เวลาจะเข้าไปทีไร มันเอาผู้ชายที่ไหนมา ๑๐ คนตัวใหญ่ๆ เต็มไปหมด” เข้าไม่ได้ พอเข้าใกล้เขตบ้าน พวกนั้นจะมาเล่นงาน ไอ้พวกนี้ก็ถอย

ทีนี้บ้านน้องสาวแกอีกคนหนึ่ง อยู่ฝั่งตรงข้าม เขาเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมัน เขาถามพี่สาวว่าทำยังไง…แกก็บอกไม่รู้ หลวงพ่อท่านมา ท่านให้บูชา ฉันก็บูชาตามท่านว่า รายนั้นก็เอาบ้างขอคำบูชาไป พอบูชาได้ ๒ วันนอนไม่ได้เลย พวกขว้างบ้านปังๆ ตลอดคืน เขาก็เข้าใจว่าคนอื่นมาขว้าง พวกผู้ชายเขาก็เอาปืนไปนอนในบ้านบ้าง นอนนอกบ้านบ้าง ถ้าใครมาขว้าง ถ้าไม่ยิงก็ไล่จับกันก่อน ถ้าสู้ก็ต้องยิงกันละนะ

ปรากฏว่าก็ยังมีคนขว้างอีก แต่ก็ไม่เห็นตัว ไปๆ มาๆ ก็เอาคำบูชามาคืนให้ยายรอดตามเดิม จึงได้เลิกขว้าง ไอ้ที่ขว้างปังๆ น่ะ เช้าขึ้นไปดู วัตถุเป็นหินเป็นกรวด เป็นไม้ไม่มีเลยนะ ไอ้ฝาสังกะสีหน้าบ้านหลังคารั่วแต่ไม่มีวัตถุ นี่เรื่องท้าวมหาราชต้องทำให้ถูกนะ ถ้าทำไม่ถูกมีเรื่องแน่”

ตั้งศาลบนดาดฟ้า

ผู้ถาม :- “แล้วการตั้งนี่ ถ้าคนที่จะตั้งบนดาดฟ้านี่ สมควรไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “คนตั้งไม่แน่ แต่พระตั้งได้ เพราะฉันเคยไปตั้ง ใช่ไหมคุณ ได้ ไม่เป็นไรนะ ฉันเคยไปตั้ง เมื่อก่อนยังตั้งศาลอยู่ ก็ไปที่จังหวัดชัยนาท มันหาที่ไม่ได้ ที่ข้างๆ ก็ติดกับตึก ตึกเขาเป็นดาดฟ้านะ ไล่ไปไล่มาก็ถามเทวดา (ไปเชิญเทวดาชั้นจาตุฯ เป็นศาลสี่เสา) หาที่ไม่เหมาะ ก็ถามท่านเวสสุวัณว่า เอาตรงไหนดี…ท่านก็บอกว่า เอาบนหลังคาก็แล้วกัน ก็ให้เขาย้ายขึ้นหลังคา

เป็นอันว่าพอเชิญท่านเสร็จ เขาหุ้นกับพวกตึกแถวนะ แถวเดียวกันนี่ เข้าหุ้นกันได้ ขณะอัญเชิญท่านมา ท่านก็บอกว่า ที่นี่จะมีไฟนะ ไฟจะไหม้ บอกเจ้าของบ้านเขาด้วยนะ ประเดี๋ยวจะหาว่าผมไม่พูด ถ้าเป็นปกติแบบนี้ก็ช่วยไม่ได้ ถามท่านอีกที วิธีช่วยได้เป็นยังไง…ต้องถามท่าน ท่านบอกให้เขาทำอีกครั้งหนึ่ง ศาลไม่ต้องทำใหม่ แต่ของเชิญทำอีกครั้ง วันหลังก็ได้ หมูใช้สีแดงทา ไก่ก็เหมือนกัน แล้วใช้กระดาษแดงใส่ถาดรองหมูไก่ เขาก็ทำตามนั้น

เมื่อเชิญท่านเสร็จ ท่านก็บอกว่า ไฟนี้ต้องไหม้นะ แล้วกัน! ถามว่าไหม้ที่ไหน…ท่านบอก ไหม้ที่โรงแรม ถามว่าไหม้มากไหม…ไหม้ผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ติดฝา แต่ต้องไหม้ ไงๆ ก็ต้องไหม้ จะลดเลยไม่ได้ ทีแรกจะต้องไหม้ทั้งหมดเลยนะ ไหม้หมดแถว เขาก็ทำตามนั้น ฉันเลยให้เขาระวังกัน เป็นจริงตามนั้น ไม่ถึง ๑๐ วัน ชั้นสองของโรงแรมมีไฟขึ้นมา เขาวิ่งไปดูกัน ไหม้ผ้าขี้ริ้วจริงๆ แบบขโมยเข้าบ้านแล้วต้องเอาหน่อยใช่ไหม…ไม่งั้นเสียศักดิ์ศรีขโมย”

ตั้งศาลพระภูมิเอง

ผู้ถาม :- “พวกลูกๆ จะตั้งกันบ้างนี่ ขอบารมีหลวงพ่อช่วยแนะนำบ้างครับ”

หลวงพ่อ :- “พวกนี้ช่วยเก็บบารมีไว้ซิ ทำไง…เอายังงี้วิธีง่ายๆ ใช้ เทปบวงสรวง ใช้ได้นึกเอาตามนั้นนะ

อันดับแรก จุดธูปเทียน อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าก่อน ทีหลังก็เปิดเทป แล้วน้อมใจไปตามเสียงนั้นนะ ในเทปนั้นเขาอัญเชิญท้าวมหาราชทั้ง ๔ มี ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ ท้าวเวสสุวัณ พร้อมด้วยอินทกะและบริวาร ขอมาช่วยคุ้มครอง ว่าเรื่อยเฉื่อยไปก็แล้วกัน แต่ว่าถ้าจะตั้งแบบนั้น ยังมี ปลาแป๊ะซะ ๑ ตัว เติมนะ เรื่องของพระภูมิพอจะใช้ได้นะ ตั้งไว้เยอะแล้ว”

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อครับ หลังจากวันตั้งแล้วนี่นะครับ ปลาแป๊ะซะจะมีถวายอีกไหมครับ?”

หลวงพ่อ :- “ท่านไม่ว่าหรอก เอาอย่างนี้ดีกว่า เวลาตรุษสารทนะ ถวายให้ครบถ้วนดีกว่านะ เพื่อความสบายใจของเรา คือว่าท่านไม่ทวงเราแน่ แต่เพื่อความสบายใจของเราเอง เพราะเราทำครบแล้ว ใช่ไหม…เอายังงั้นดีกว่านะ”

ผู้ถาม :- “ของคาวและเหล้า ก็หมายถึงว่าสมควรตั้งอย่างเดียว อย่างหลังไม่ต้องตั้งใช่ไหมครับ”

หลวงพ่อ :- “ถมเถิดไป ฉันก็เคยใช้ เทวดาไม่เคยต่อว่า เหล้านะ ของคาวนะมีได้แต่เหล้าไม่ควรจะมี เทวดาเขาเลิกแล้ว ไอ้ที่ต้องใช้เหล้าน่ะ เทวโด่ไม่ใช่เทวดา จริงๆนะ ฉันไม่ใช้เลยนะ”

ผู้ถาม :- “ถ้าสมมติจะตั้ง ควรจะหันหน้าศาลไปทางทิศไหนครับ?”

หลวงพ่อ :- “หันหน้าใคร”

ผู้ถาม :- “โอ หลวงพ่อนี่ลึกซึ้งละเอียดเหลือเกินนะ”

หลวงพ่อ :- “อ้าว…เดี๋ยวตอบไป ไม่ใช่ๆ หน้าผมครับ หน้าศาลหรือหน้าคน?”

ผู้ถาม :- “หน้าศาลครับ”

หลวงพ่อ :- “หน้าศาลเขาไม่จำกัด เอาแค่เราเข้าบูชาสะดวก แต่ว่าทิศที่ตั้งศาลนี่จำกัด ที่ว่าพระภูมิก็ ไม่ควรตั้งทิศตะวันตก ถ้าตั้งทิศตะวันตกเอาจริงๆ หลวงพ่อปานท่านเคยบอกว่า ทิศนี้ฉิบหายแล้วตายโหง ฉันเคยไปพบที่จังหวัดอุทัยธานี กับจังหวัดชัยนาท เป็นความจริงตามนั้น เศรษฐีนะพังไป ๒ ราย และพังในเหตุที่ไม่ควรจะพัง ไม่น่าจะพัง

และอีกทิศหนึ่งก็ ทิศใต้ไม่ควรตั้งนะ ทิศใต้นี่ก็เป็นแต่เพียงท่านบอกว่า จะเก็บสตางค์ไว้ไม่อยู่ ทิศที่ควรตั้ง คือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หรือทิศเหนือ หรือทิศตะวันออก ๓ ทิศนี้นะ แต่ว่าถ้าบ้านมีดาดฟ้า ตั้งดาดฟ้าเลยดีกว่า สบายใจนะ”

ผู้ถาม :- “หมายถึงส่วนของดาดฟ้านี่นะครับ เราก็ตั้งช่วงที่อยู่ด้านทางทิศตะวันออก”

หลวงพ่อ :- “ใช่ๆ ให้ถูกทิศ”

ผู้ถาม :- “หันหน้าไปทางไหนก็ได้ ใช่ไหมครับ?”

หลวงพ่อ :- “หันหน้าไม่จำเป็น หันหน้าแค่เราบูชาได้สบายนะ แต่ว่านึกถึงตำรา แต่มันก็ไม่มีตำราเขียน หลวงพ่อปานท่านเคยสั่ง ก็เลยบอกคนเขาเขียนไว้ พอถึงปีจริง มีเรื่องตัวเองก็ต้องตาย เงินทองก็เสียหายมาก เสียอย่างมากเลยนะ ไม่ใช่อย่างน้อย”

อ่านต่อ »

เล่นการพนัน ไม่ได้คดโกง เป็นการหากินโดยสุจริตมั๊ย

ปิดความเห็น บน เล่นการพนัน ไม่ได้คดโกง เป็นการหากินโดยสุจริตมั๊ย

เล่นการพนัน ไม่ได้คดโกง เป็นการหากินโดยสุจริตมั๊ย
หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง ตอบปัญหาธรรม

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อครับ ที่หลวงพ่อบอกว่าให้ตัดความโลภ ให้หากินโดยสุจริต ไม่คดไม่โกงเขา แล้วอย่างไปเล่นการพนัน เราไม่ได้คดโกงเขา อย่างนี้จะได้ไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “อันนี้ไม่ใช่โลภนะ ไอ้หนู การพนันเป็นอบายมุข ฉิบหายเลย”

ผู้ถาม :- “แล้วที่เขารวยกันเล่าฮะ…?”

หลวงพ่อ :- “เออ…นั่นแหละ ฉิบหายแน่ ฉิบหายเพราะอะไรรู้ไหม…ตายตกนรก”

ผู้ถาม :- “แล้วเจ้ามือตกไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “เขายังไม่ตายก็ไม่ตก มันก็ด้วยกันนั่นแหละ การพนันจิตมันชั่ว จะมุ่งฟัดกันท่าเดียว ไม่มีใครคิดแบ่งกันเลย คอยจะเอาเขาท่าเดียว ไอ้เจ้ามือก็จะเล่นลูกค้า ลูกค้าก็จะเล่นเจ้ามือ มันล่อกันตรงนั้นแหละ ล่อแล้วไปคุยกันที่สำนักพระยายมอีกที ว่าใครจะมีบุญมากกว่ากัน ใครจะลงลึกมากกว่ากัน”

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๓ หน้า ๖๐-๖๑ (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

ปัญหาเรื่อง ศีล ๒๒๗ ของพระภิกษุ

ปิดความเห็น บน ปัญหาเรื่อง ศีล ๒๒๗ ของพระภิกษุ

ปัญหาเรื่อง ศีล ๒๒๗ ของพระภิกษุ โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

พระเล่นล็อตเตอรี่

ผู้ถาม :- “แล้วอย่างพระเดินซื้อล็อตเตอรี่ ผิดไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “เดินซื้อไม่เป็นไร ถ้าใส่ย่ามเฉยๆ มีความผิด ไม่ได้พูดว่าใส่ย่ามนี่ แต่ข้อบังคับจริงๆ ตามกฎจริงๆ ถ้ามีล็อตเตอรี่เสี้ยวเดียวอยู่ในย่าม เขาถือว่าเล่นการพนัน ต้องถูกสึกจากความเป็นพระ เว้นไว้แต่พระที่มีอำนาจไม่รักษาพระวินัยเป็นเรื่องหนึ่งต่างหาก

นี่พูดกันตามหลักของความเป็นจริง ระเบียบเขามีอย่างนั้น อย่างกินข้าวเย็น หรือกินอาหารตอนบ่าย มีโทษแค่ปาจิตตีย์ แต่เป็น โลกวัชชะ ต้องสึก เพราะว่าชาวบ้านไม่ยอมรับนับถือ โทษที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม บางทีไม่มีโทษทางธรรม มีอยู่หลายข้อ แต่ว่าชาวบ้านไม่เล่นด้วย เขาถือว่าเป็นความผิด ก็ต้องห้ามพระเหมือนกัน คือพระนี่ต้องถือกฎหลายอย่าง

๑. พระวินัย
๒. กฎมหาเถรสมาคม
๓. ประเพณีนิยม
๔. กฎหมาย

ประเพณีนิยมนี้อาจไม่ผิดทางพระวินัย แต่ว่าชาวบ้านเขานิยมกันแบบนั้น ถ้าไปฝ่าฝืนเข้า เขาก็ไม่ให้ข้าวกิน เป็นโลกวัชชะ มีโทษทางโลก ไม่มีโทษทางธรรม

พระนี่มีโทษ ๒ อย่าง คือ ปัณณัตติวัชชะ กับ โลกวัชชะ
ปัณณัตติวัชชะ เป็นโทษทางพระธรรมวินัย
โลกวัชชะ เป็นโทษทางโลก เขาไม่นิยม ต้องเว้น

อย่างสมัยที่พระพุทธเจ้า ทรงห้ามพระพรากของเขียว ดึงใบไม้เล่น ดึงต้นหญ้าเล่น แต่ความจริงไม่มีโทษเป็นบาปเป็นปาณาติบาต แต่เวลานั้นชาวบ้านเขาถือว่าต้นไม้มีชีวิต พระพุทธเจ้าท่านรู้ว่าไม่ได้มีชีวิต แต่ว่าชาวบ้านเขาถือว่ามี ไปทำเข้า ชาวบ้านเขาเกลียดเอา ถ้าขืนไม่ห้าม พระไม่มีข้าวกิน เขาหาว่าทำลายต้นไม้ ใช่ไหม…”

การถอนหญ้าที่วัด

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ วันที่หนูไปทำความสะอาดที่วัด หนูเห็นหญ้ามันรกก็เลยถอน อย่างนี้จะเป็นอาบัติไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ฆราวาสถอนหญ้ามันเป็นอาบัติที่ไหนเล่า นั่นเป็นเรื่องของพระเขา จะมาแย่งอาชีพพระมันเกินไปละ ปัดโธ่เอ๊ย…”

ผู้ถาม :- (หัวเราะ)

หลวงพ่อ :- “พระที่เขาดายหญ้าเพื่อทำประโยชน์ ยังไม่เป็นอาบัติเลย แต่ทำเล่นไม่ได้ ต้องการทำอย่างเดียวเพื่อให้ที่สะอาด ไม่ต้องการให้รกสถานที่ แต่ว่าทำเพื่อเล่นมันก็ถูกตามลีลาของพระ อย่างทำต้นหญ้าขาดหรือตั้งใจดึงเล่นให้ขาด ยังเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้ ถ้าชาวบ้านไม่เกี่ยวนะ ชาวบ้านไม่เป็นบาป”

อ่านต่อ »

เรื่องพุทธภูมิและพระโพธิสัตว์

ปิดความเห็น บน เรื่องพุทธภูมิและพระโพธิสัตว์

เรื่องพุทธภูมิและพระโพธิสัตว์ โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

ผู้ปรารถนาพุทธภูมิ

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อครับ ผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมินี่จะทราบได้อย่างไรเขาบำเพ็ญบารมีแบบไหนครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ตัวของเขาทราบเอง เหมือนคุณกินเกลือ คุณรู้ว่าเค็มหรือเปล่า…?”

ผู้ถาม :- (หัวเราะ) “แล้วเหตุใดพระโพธิสัตว์บางองค์จึงลาจากพุทธภูมิครับ…?”

หลวงพ่อ :- “เพราะอยากลา นี่ตอบไม่ยาก คือภาระของพุทธภูมินี่เวลาเขาทำๆ ไป ถ้าตั้งระยะไว้ไม่ยาว พวกนี้เขาช่วยพระพุทธศาสนา เขาก็ทำกิจของพุทธภูมิเช่นกัน แต่ว่าถ้าหากจะช่วยพระพุทธศาสนา ถ้าความเข้มแข็งไม่มี มันช่วยไม่ได้ เพราะพวกนี้อารมณ์ของเขามีอย่างเดียว คือไม่ห่วงตัวเอง ถ้าตัวเองไม่มีกิน ถ้าคนอื่นกินได้ ไอ้นี่เขาพอใจ แต่พวกที่ลาจริงๆ ส่วนใหญ่ก็ใกล้พระนิพพานแล้ว ถ้าไม่ใกล้เขาไม่ลา ลาแล้วไม่กี่วันก็ได้พระอรหันต์ เพราะกำลังเขาเกิน อย่างคุณเรียนเตรียมอุดม ถ้ากลับไปทำงานประเภทหลักสูตรแค่ ม.๓ คุณไม่ต้องใช้กำลังมาก ใช่ไหม…?”

ผู้ถาม :- “ใช่ครับ”

หลวงพ่อ :- “เหมือนกัน คนที่ปรารถนาพระโพธิญาณเรียกว่า พระโพธิสัตว์ ทีนี้พวกที่ใกล้ที่สุด อย่างเช่น ถ้าเป็นปัญญาธิกะอย่างน้อยที่สุดก็ต้องอสงไขยที่ ๔ ในกัปนั้นแหละ ท่านจะบรรลุมรรคผลหรือกัปนั้นแหละที่บารมีจะเต็ม

สำหรับพวกที่ปรารถนาเป็นสาวกภูมินี่ใช้เวลาอย่างน้อย ๑ อสงไขยกับแสนกัป

ส่วนอัครสาวกหรือพระปัจเจกพุทธเจ้า ต้องบำเพ็ญบารมีอย่างน้อย ๒ อสงไขยกับแสนกัป เข้าใจไหม…?”

ผู้ถาม :- “เข้าใจครับ…หลวงพ่อครับ หลวงปู่ปานท่านก็บำเพ็ญบารมีเพื่อปรารถนาพระโพธิสัตว์ เหมือนกันใช่ไหมครับ…?”

หลวงพ่อ :- “หลวงปู่ปานรู้ว่าเป็นพระโพธิสัตว์ แต่ตอนแรกๆ ไม่รู้ว่าเต็มหรือไม่เต็ม เต็ม หมายความว่า ปรมัตถบารมีเต็ม มารู้ทีหลัง คือว่าเวลาทำบุญ ท่านเปล่งวาจาปรารถนาพระโพธิญาณ กลางที่ชุมนุมชน คือท่ามกลางสมาคม ท่านเปล่งชัดออกมาเลยว่า ผลงานนี้ ขอให้บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ ไม่ใช่งุบงิบๆ ถ้างุบงิบละก็ยังอีกนาน กลัวเขาจับได้”

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ ผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิ จะต้องฝึกอภิญญาไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ก็ต้องฝึก ถ้าอุปบารมีนี่ จะทำงานในเรื่องของอภิญญาเป็นปกติ ถ้าอุปบารมีไม่ต้องห่วงหรอก เหาะเกือบทุกชาติเกิดชาติไหนก็เหาะชาตินั้น ต้องได้อภิญญาทุกชาติ

พระโพธิสัตว์นี่ถ้าถึงขั้นปรมัตถบารมีแล้วก็ไม่ลงนรก ตอนนี้เข้าขั้นตัดนรก แต่ถ้าอุปบารมีนี่ยังเป็นลูกผีลูกคน ยังแยกไปได้ ๒ ทาง ถ้าปรมัตถบารมีต้องทำ ๑๐ ชาติ พอถึงชาติสุดท้าย ตีรวมบารมีเลย พอเข้มข้นหมด เต็มอัตราปั๊บ ท่านก็ยิ้มไปอยู่ชั้นดุสิต รอจนกว่าจะถึงวาระ พอถึงวาระแล้วก็ต้องลงมาเกิดเป็นคน ก็ต้องบำเพ็ญบารมีอีก รวบรวมกำลังบารมีแล้วก็ตรัสรู้ บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ ก็คือบรรลุอรหันต์ด้วยตัวเอง”

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๒ หน้า ๙๘-๑๐๐ (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

ปฏิปทาพระโพธิสัตว์

ผู้ถาม :- “อยากเรียนถามหลวงพ่อว่า ปฏิปทาของพระโพธิสัตว์ ที่เป็นฆราวาสกับพระแตกต่างกันอย่างไร…และจะมีวิธีสังเกตได้อย่างไรครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ปฏิบัติคนละทาง ชาวบ้านกินข้าวได้ไม่เลือกเวลา พระต้องเลือกเวลา อย่างอื่นจะต่างกันตรงไหนเล่า…มันเหมือนกันนั่นแหละ จิตใจกว้างขวางเหมือนกัน แต่กำลังบารมีแค่ไหน สังเกตอีกทีนะ พระโพธิสัตว์ไม่หวังความสุขของตัวเอง มุ่งความสุขของผู้อื่น ถ้าหากว่าท่านช่วยให้ผู้อื่นมีความสุขได้ ท่านพอใจมาก”

ผู้ถาม :- “แล้วผู้ที่เป็นพระอริยะแล้ว ถ้าปรารถนาพุทธภูมิ จะสามารถสำเร็จได้ อันนี้จริงหรือเปล่าครับ…?”

หลวงพ่อ :- “ถ้าเป็นพระโสดาบันแล้ว ไม่มีใครเขาปรารถนาพุทธภูมิ จะมีความเข้มแข็งขนาดไหนก็ตาม อย่างเก่งก็แค่ฌานโลกีย์เท่านั้น ถ้าเป็นพระอริยะไปแล้วก็ถือว่าเป็นสาวกไปแล้ว…ไม่มีทาง!

ก็คิดปรารถนาให้โง่ทำไมล่ะ พระพุทธเจ้าก็ปรารถนานิพพาน พระสาวกก็ปรารถนานิพพาน เราก็ปรารถนานิพพานเสียเลยไม่ดีรึ…ถ้าแม้ยอมเสียเวลาก็เป็นไม่ได้ เพราะว่าเป็นพระอริยะแล้ว”

อ่านต่อ »

อานิสงส์ทำบุญตามอัธยาศัยกับแบบเจาะจง

ปิดความเห็น บน อานิสงส์ทำบุญตามอัธยาศัยกับแบบเจาะจง

อานิสงส์ทำบุญตามอัธยาศัยกับแบบเจาะจง โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

ผู้ถาม :- “แล้วการทำบุญตามอัธยาศัย กับการทำบุญเจาะจงต่างๆ เช่น วิหารทาน สังฆทาน ธรรมทาน เป็นต้น อานิสงส์จะเหมือนกันหรือเปล่าคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ไม่เหมือนกัน ต่อท้ายอานิสงส์ไม่เหมือนกัน แต่ขึ้นต้นเหมือนกัน คำว่า “อานิสงส์ไม่เหมือนกัน” คือเขียนเหมือนกัน ถ้าตามอัธยาศัยมันเรื่องของพระ พระรับเอาไปนี่เอาไปทำอะไรบ้าง ถ้าไปเจี๊ยะแต่ผู้เดียว อานิสงส์ต่ำกว่าสังฆทานหลายแสนเท่า และต่ำกว่าวิหารทานเป็นล้านเท่า

ถ้าพระผู้รับไปทำให้เป็นประโยชน์ ถ้ามีความจำเป็นส่วนตัวก็ใช้ ใช่ไหม…ส่วนที่เหลือก็ไปเข้าในส่วนเลี้ยงพระ ไปจ่ายในวัดเป็นสังฆทาน เขาได้ ไปก่อสร้างเป็นวิหาร เขาได้ ช่วยทางธรรมเป็นธรรมทาน เขาได้ มันเรื่องของพระนะ แต่พระที่ฉลาดมากเกินไป ญาติโยมก็ได้อานิสงส์น้อย ถ้าโง่ๆ หน่อยได้อานิสงส์มาก”

ผู้ถาม :- “เอ๊ะ! เป็นยังไงครับ…?”

หลวงพ่อ :- “คนโง่ๆ เขาใช้หลายรายการ ถ้าฉลาดเขาเก็บใช้แต่ผู้เดียว”

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๔ หน้า ๑๑๒-๑๑๓ (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

ทำจิตก่อนตายไปนิพพาน

ปิดความเห็น บน ทำจิตก่อนตายไปนิพพาน

ทำจิตก่อนตายไปนิพพาน โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

ผู้ถาม :- “หลวงพ่อเจ้าขา คนที่จะสงบจิตก่อนจะตาย ทำใจแบบไหนไปนิพพานเจ้าคะ…?”

หลวงพ่อ :- “รู้แต่แบบไปอเวจี…ก่อนจะตายต้องการไปนิพพานนะ เขาทำแบบนี้ ให้ตัดสักกายทิฐิ มีความรู้สึกว่า ร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เพราะว่าร่างกายเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ คือ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ มันมีการเกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง สลายตัวไปในที่สุด เราไม่ขอยึดมั่นในร่างกายต่อไป ถ้าหากร่างกายตายเมื่อไรไปนิพพานเมื่อนั้น ตั้งใจแบบนี้นะ ตัวสุดท้าย ตัวนี้นะ”

ผู้ถาม :- “การจะไปนิพพานนี้ พระไปมากกว่าฆราวาสใช่ไหมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ฆราวาสไปมากกว่าพระ”

ผู้ถาม :- “ทำไมคะ…?”

หลวงพ่อ :- “เพราะฆราวาสมากกว่าพระ (หัวเราะ) อ้าว…ไปมากจริงๆนะ เวลานี้ไปตั้งเยอะแล้วนะ เพียงแค่ ๑๐ ปีกว่าๆนี่เยอะแล้วนะ ไม่ใช่น้อยนะ พระเสียอีก นิพพานล่าง เสียบานเลย ไปดิ่งเลย”

ผู้ถาม :- “สาเหตุเพราะอะไรคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ประการที่ ๑ ที่ง่ายที่สุดเรื่องเงินที่ถวายเข้ามา นี่ง่ายมาก เงินที่เขาถวายเข้ามาเป็นส่วนกลาง เผลอไปใช้เป็นส่วนตัว นี่ไม่เว้นเลยสตางค์เดียว ลงอเวจี

ประการที่ ๒ เงินที่เขาถวายเป็นส่วนตัว ใช้นอกรีตนอกรอย ที่ถวายหลวงพ่อโดยตรงหลวงพ่อใช้ได้แน่ ใช้ในฐานะหลวงพ่อ แต่ว่าใช้ในฐานะเจ้าสัวเมื่อไรก็เมื่อนั้นแหละ นอกทางพระใช่ไหม…นี่พระใช้เงินยาก ไม่ใช่ง่าย แต่ฉันใช้เงินง่าย เพราะอะไร…เพราะใช้ในเรื่องของสงฆ์ ใช้อะไรก็ได้ ทั้งหมดที่ใช้ไปเป็นเรื่องของสงฆ์ ถ้าเขาถวายเป็นการส่วนตัวโดยเฉพาะ อย่างจะไปอเมริกา มีสตางค์ไหม…เหลือเป็นค่าเครื่องบินเข้ากระเป๋าไป เข้ากระเป๋าสงฆ์ ถ้าเขาให้อย่างนั้นเอาไปใช้ได้ แต่ต้องไปในเรื่องประกอบโดยธรรม”

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๔ หน้า ๑๑๑-๑๑๒ (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)